เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 หากนางเจนจบโลกหล้า จงพานางไปนั่งม้าหมุน

บทที่ 8 หากนางเจนจบโลกหล้า จงพานางไปนั่งม้าหมุน

บทที่ 8 หากนางเจนจบโลกหล้า จงพานางไปนั่งม้าหมุน


บทที่ 8 หากนางเจนจบโลกหล้า จงพานางไปนั่งม้าหมุน

— ติง! สะกดข่มบุตรแห่งโชคชะตา จ้าวโก่ว สำเร็จ ลดค่าโชคชะตาลง 500 แต้ม

— บุตรแห่งโชคชะตา จ้าวโก่ว ค่าโชคชะตา: 4000 - 500 = 3500 แต้ม

— รางวัลที่ 1: สมุนไพรวิญญาณระดับเซียน บัวแผดใจเก้าสุริยัน

— รางวัลที่ 2: อาหารสุนัขระดับเซียนจำนวนหนึ่งร้อยกิโลกรัม

เมิ่งชิงโจวซึ่งกำลังนอนอาบแดดอยู่บนเก้าอี้และโยนโอสถวิญญาณระดับปฐพีเข้าปากเล่นราวกับเป็นของฟรี จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ

เขาตกใจจนเผลอโยนโอสถวิญญาณระดับปฐพีในมือเข้าไปในเล้าไก่เพื่อใช้เป็นอาหารไก่

"นี่มันหมายความว่าอย่างไร? บุตรแห่งโชคชะตาถูกสะกดข่ม แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?"

"ทำไมข้าถึงได้รับรางวัลล่ะ?"

เมิ่งชิงโจวงุนงงสับสนไปหมด ราวกับคนหลงทางในดงหมอก มืดแปดด้านจับต้นชนปลายไม่ถูก

หลังจากขบคิดอยู่นาน ในที่สุดเมิ่งชิงโจวก็ได้ข้อสรุป

นั่นก็คือ ตราบใดที่จ้าวโก่วถูกสะกดข่ม ทำให้หลงอ้าวเทียนไม่อาจกำเริบเสิบสานได้ เขาก็จะได้รับรางวัล

"ถึงผู้มีพระคุณที่ช่วยรังแกจ้าวโก่ว ก่อนหน้านี้ข้าเข้าใจท่านผิดไป ขอกล่าวคำขออภัยจากใจจริง ท่านช่างเป็นคนดีเสียจริงๆ"

เมิ่งชิงโจวมอบบัตรคนดีให้กับผู้มีพระคุณนิรนามผู้นั้นอยู่เงียบๆ และน้อมรับรางวัลจากระบบด้วยความซาบซึ้งใจ

หลังจากตรวจสอบรางวัลจากระบบอีกครั้ง เมิ่งชิงโจวก็เดาะลิ้นและหมดความสนใจไปในทันที

มันก็แค่กองขยะอีกกองหนึ่ง

บัวแผดใจเก้าสุริยันระดับนภานับเป็นของวิเศษ ทว่ามันกลับไร้ประโยชน์สำหรับเขา

ส่วนอาหารสุนัขระดับเซียนหนึ่งร้อยกิโลกรัมนั้นทำให้เมิ่งชิงโจวถึงกับสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด ระดับเซียนเชียวนะ! เขาต้องใช้เวลาถึงสามปีเต็มกว่าจะสุ่มได้ของระดับเซียน แต่กลับให้มาเป็นอาหารสุนัขเนี่ยนะ จะเสียของเกินไปหน่อยหรือไม่?

"บัวแผดใจเก้าสุริยัน ชื่อนี้คุ้นหูจังแฮะ" เมิ่งชิงโจวลูบคาง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเหตุใดจึงคุ้นหูนัก

ตามเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับ เพื่อเสริมสร้างอำนาจราชบัลลังก์ให้แข็งแกร่ง องค์จักรพรรดินีไม่ลังเลที่จะฝึกฝนในสระเซียนหยินสุดขั้วหมื่นปี แม้ว่านางจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจันทราสาดส่องได้สำเร็จ แต่นางก็ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคความเย็นกัดกินกระดูกในทุกค่ำคืน

บัวแผดใจเก้าสุริยันคือสมุนไพรวิญญาณระดับนภาที่สามารถรักษาโรคความเย็นขององค์จักรพรรดินีได้พอดี

องค์จักรพรรดินีต้องฟันฝ่าอุปสรรคนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่อาจค้นหาบัวแผดใจเก้าสุริยันพบ

"เอาไปให้องค์จักรพรรดินีมีแต่ผลเสียไม่มีผลดี แถมยังทำให้เข้าไปพัวพันกับเนื้อเรื่องหลักได้ง่ายๆ สู้เอาไปให้ภรรยาของข้ากินเองยังจะดีเสียกว่า"

บัวแผดใจเก้าสุริยันมีสรรพคุณมหัศจรรย์มากมาย ตงฟางหลิวหลีเป็นเพียงคนธรรมดา หากได้กินมันเข้าไป อย่างน้อยก็สามารถยืดอายุขัยไปได้อีกนับร้อยปี

คิดได้ดังนั้นก็ลงมือทำทันที

เมิ่งชิงโจวหยิบบัวแผดใจเก้าสุริยันออกมาจากคลังของระบบ เด็ดกลีบดอกออกมาหนึ่งกลีบ บดคั้นจนเป็นน้ำ จากนั้นก็นำไปต้มในของวิเศษระดับนภาหม้อหมื่นอสูร แล้วเติมสมุนไพรฤทธิ์เป็นกลางลงไปเพื่อเจือจางฤทธิ์ยาที่รุนแรงให้มีความอ่อนโยนลง

อีกด้านหนึ่ง

ตำหนักเฉียนคุน

องค์จักรพรรดินีนั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงงาน ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดคลึงหว่างคิ้วเบาๆ แล้วโยนปึกเอกสารข่าวกรองทิ้งไว้ด้านข้าง

เสาหลักแห่งแผ่นดิน แม่ทัพฉินเฟิงฮั่ว ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระญาติห่างๆ ขององค์จักรพรรดินี

เมื่อรับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ฉินเฟิงฮั่วก็รีบรุดหน้ามาทันที นัยน์ตาดุดันดั่งพยัคฆ์เบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาร้องคำรามออกมา:

"เป็นอย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์จ้าวอวี้หวนนั่นซ่อนความนัยไว้จริงๆ แสร้งทำเป็นส่งจ้าวโก่วบุตรชายเข้ามาในเมืองหลวง ที่แท้ก็เป็นเพียงแค่ร่างแยก!"

"ฝ่าบาท โปรดให้ข้าผู้นำกองทัพไปกวาดล้างกบฏทรยศผู้นี้ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!"

เมื่อครู่นี้ องค์จักรพรรดินีเพิ่งจะเสด็จไปยังคุกของกรมอาญาด้วยพระองค์เอง จ้าวโก่วที่ถูกคุมขังอยู่ในห้องขังระดับฟ้าที่อยู่ลึกที่สุด ได้สิ้นลมหายใจไปแล้วอย่างสมบูรณ์

หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด องค์จักรพรรดินีก็ทรงแน่พระทัยว่าจ้าวโก่วที่ตายอยู่ในคุกเป็นเพียงร่างแยกเท่านั้น!

มาถึงตอนนี้ คำทำนายของเมิ่งชิงโจวล้วนกลายเป็นจริงทุกประการ

ตงฟางหลิวหลีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อว่า จ้าวอวี้หวนที่นางไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา จะกลายมาเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดบนเส้นทางสู่การรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง

"เสด็จอา ท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด ข้ามีวิธีรับมือของข้าเอง" ตงฟางหลิวหลีตรัสอย่างใจเย็น

ฉินเฟิงฮั่วเดินวนไปมาด้วยความร้อนรน ภาพของใครบางคนปรากฏขึ้นในหัวของเขาโดยไม่รู้ตัว จนอดไม่ได้ที่จะโพล่งออกมา:

"ถ้าเช่นนั้น... ลองไปทูลถามองค์จักรพรรดิดูดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ว่าพระองค์มีแผนการใดในการปราบกบฏ?"

ตงฟางหลิวหลีทรงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายพระเศียร "เอาไว้ค่อยคุยกันเรื่องนี้ทีหลังเถิด"

ในตอนนั้นเอง

"รายงาน!" ทหารนายหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบสะดุดล้มลุกคลุกคลานเข้ามาในตำหนักเฉียนคุน ทรุดตัวลงกับพื้นและร้องตะโกนเสียงหลง:

"ฝ่าบาท!"

"มีรายงานจากทั่วแคว้นต้าจินว่าพบกองโจรจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นในสามสิบสองหัวเมืองและหนึ่งร้อยแปดอำเภอ! จำนวนรวมกันเกินกว่าหนึ่งแสนคน ความสงบเรียบร้อยในหลายอำเภอพังทลายลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!!!"

กล่าวจบ ทหารนายนั้นก็ชูหยกบันทึกข่าวกรองขึ้นถวาย

แม้โลกใบนี้จะไร้ซึ่งเทคโนโลยี แต่มันก็เป็นยุคสมัยอันรุ่งเรืองที่ทุกคนล้วนบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นเซียน ครอบครองวิชาอาคมเหนือธรรมชาติอันเหลือเชื่อ การสื่อสารข้ามระยะทางนับพันนับหมื่นลี้จึงเป็นเรื่องง่ายดาย

ทันทีที่กองโจรปรากฏตัว รายงานก็มาถึงมือของตงฟางหลิวหลีแล้ว

"หึ!"

ตงฟางหลิวหลีเพียงแค่ปรายพระเนตรมอง ก่อนจะโยนหยกบันทึกนั้นลงบนโต๊ะพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน:

"องค์จักรพรรดิตรัวไว้ไม่ผิดจริงๆ จ้าวอวี้หวนซื้อตัวขุนนางระดับสูงในหัวเมืองและอำเภอต่างๆ ไปกว่าครึ่งแล้ว มิฉะนั้นกองโจรคงไม่ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้"

"และคงไม่มีกองโจรที่ไหนกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดรวมตัวกันเป็นกองกำลังขนาดใหญ่กว่าแสนคน โดยที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร แล้วมุ่งตรงไปยังคลังอาวุธ ยุ้งฉาง และหอสมบัติของเมืองต่างๆ อย่างไม่กลัวตายเช่นนี้หรอก"

"จ้าวอวี้หวน ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ"

หากไม่ได้คำทำนายของเมิ่งชิงโจวก่อนหน้านี้ ป่านนี้ตงฟางหลิวหลีคงจะกำลังมืดแปดด้านจับต้นชนปลายไม่ถูกเป็นแน่

นางคงจะไม่สงสัยเหล่าขุนนางระดับสูงในหัวเมืองและอำเภอเหล่านั้นอย่างง่ายดาย และคงจะไม่ให้ความสนใจกับจ้าวอวี้หวนมากนัก หากปล่อยให้สถานการณ์บานปลายต่อไป คำทำนายของเมิ่งชิงโจวก็คงจะกลายเป็นจริง—ชะตากรรมของต้าจินยังคงอยู่ แต่ผู้ที่รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งจะไม่ใช่คนแซ่ฉินอีกต่อไป!

ตงฟางหลิวหลีหลับพระเนตรลง ก่อนจะค่อยๆ ลืมขึ้นหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบ:

"เสด็จอา ท่านต้องลงพื้นที่ด้วยตัวเองแล้วล่ะ มุ่งเป้าไปที่เมืองที่มีกองโจรปรากฏตัว ตรวจสอบขุนนางตั้งแต่ระดับเจ็ดขึ้นไปอย่างละเอียด ทั้งเจ้าเมือง นายอำเภอ และผู้ว่าการมณฑล หากผู้ใดปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ ก็ใช้ทักษะค้นวิญญาณได้เลย!"

"ผู้ใดกล้าสมรู้ร่วมคิดกับศัตรู โทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!"

"นอกจากนี้ ให้ออกประกาศไปทั่วหล้า ว่าอ๋องสู่จ้าวอวี้หวนคิดการกบฏ ล้มเหลวในการลอบสังหารอัครมหาเสนาบดีเจียงชางไห่ และยุยงให้กองโจรออกมาก่อความวุ่นวายทำลายชีวิตของราษฎร!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้แต่ฉินเฟิงฮั่วผู้ขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้อนก็ยังถึงกับเงียบงัน รับฟังด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่อยากจะเชื่อ:

"ฝ่าบาท ทำเช่นนี้... จะไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

ตงฟางหลิวหลีแย้มสรวล เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและกระหายเลือด "จ้าวอวี้หวนมั่นใจว่าข้าจะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เขาถึงได้กล้าลงมืออย่างบ้าบิ่นเช่นนี้ หากข้าไม่จัดการอย่างเด็ดขาดและเหี้ยมโหด ก็เท่ากับว่าข้าเดินตามหมากที่อ๋องสู่วางไว้ไม่ใช่หรือ?"

ตงฟางหลิวหลีหยัดพระวรกายขึ้น ทอดพระเนตรไปยังทิศทางของหมู่บ้านจินเจา และตรัสอย่างเรียบเฉย:

"ท่านถอยไปเถิด ข้าจะไปหาองค์จักรพรรดิ"

สิ้นพระสุรเสียง องค์จักรพรรดินีในชุดฉลองพระองค์ลายหงส์สีแดงเพลิงก็อันตรธานหายไปจากตำหนักเฉียนคุนในชั่วพริบตา

หมู่บ้านจินเจา ตำหนักไท่จี๋

เมิ่งชิงโจวต้มโจ๊กยาเสร็จไปหนึ่งชาม แม้จะเป็นเพียงชามเล็กๆ แต่มันก็อัดแน่นไปด้วยสมุนไพรวิญญาณระดับนภาถึงสี่ห้าชนิด และบัวแผดใจเก้าสุริยันอันล้ำค่าอีกหนึ่งดอก

หากประเมินแค่เพียงมูลค่าของมัน ก็มากพอที่จะใช้ซื้อเมืองขนาดกลางได้ทั้งเมือง!

"แย่ล่ะสิ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลิวหลีอาศัยอยู่ที่ไหน" เมิ่งชิงโจวประคองชามไว้พลางตบหน้าผากตัวเอง

ทันใดนั้น สายลมแผ่วเบาก็พัดผ่านมา กิ่งหลิวสั่นไหวเบาๆ พร้อมกับเสียงดังเอี๊ยด ประตูเรือนก็ถูกผลักเปิดออกจาดด้านนอก

ตงฟางหลิวหลีเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า เอ่ยว่า "ห่างกันเพียงครึ่งค่อนวัน ท่านพี่ก็คิดถึงข้าแล้วหรือ?"

เมิ่งชิงโจวเลิกคิ้วขึ้น รู้ดีว่าสตรีผู้นี้จงใจหยอกเย้าเขา เขารีบส่งยิ้มรับ ยกชามโจ๊กขึ้นมาและยื่นส่งให้นาง:

"เจ้ากลับมาแล้ว มาสิ ทานโจ๊กร้อนๆ สักชามจะได้หายเหนื่อย"

ฉากนี้ราวกับเป็นภาพชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาของคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน: หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน สามีผลักบานประตูเข้ามาด้วยร่างกายที่หนักอึ้ง เมื่อก้าวเข้ามาก็พบกับภรรยาแสนสวยผิวขาวเรียวขายาวสวมผ้ากันเปื้อน ทำกับข้าวเสร็จแล้วหันมาบอกว่า

"รีบไปล้างมือแล้วมากินข้าวสิ"

เป็นความธรรมดาที่แสนอบอุ่น เรียบง่ายและไร้การปรุงแต่ง ทว่ากลับเป็นความฝันอันงดงามที่หลายคนดิ้นรนแทบตายก็ยังหาไม่พบ

ริมฝีปากของเมิ่งชิงโจวโค้งขึ้น คิดในใจ: ยายตัวแสบ คิดจะมาหยอกข้าเล่นงั้นหรือ? ไม่รู้เสียแล้วว่าในชาติก่อนข้าเคยได้รับฉายาว่า 'ปรมาจารย์ด้านความรัก' เชียวนะ?

มีคำกล่าวไว้ว่า: หากนางยังอ่อนต่อโลก จงพานางไปพบความศิวิไลซ์ของโลกกว้าง แต่หากนางเจนจบโลกหล้า จงพานางไปนั่งม้าหมุน

ตงฟางหลิวหลีชะงักไปชั่วขณะ นางมองชามโจ๊กที่ยื่นมาให้ สลับกับมองเมิ่งชิงโจวในชุดดำที่ดูสงบเยือกเย็น ในวินาทีนั้น หัวใจของนางราวกับถูกจู่โจมอย่างจัง

หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ตงฟางหลิวหลีก็รับชามโจ๊กมาถือไว้เงียบๆ แล้วตักโจ๊กใสๆ ขึ้นจิบ ทันใดนั้นดวงตาของนางก็เบิกกว้าง:

"อืม!!"

"นี่มัน..."

ตู้ม!!!

หัวใจของตงฟางหลิวหลีปั่นป่วนอย่างรุนแรง บัวแผดใจเก้าสุริยัน!

ความรู้สึกนี้ราวกับการได้พบเจอสิ่งที่ตนเองทุ่มเทค้นหามานานหลายปีแต่ไม่เคยประสบผลสำเร็จ ทว่าเมื่อหันกลับมามอง สิ่งนั้นกลับกลายเป็นเพียงโจ๊กธรรมดาๆ ชามหนึ่ง ที่ถูกประคองอยู่ในมือของคนผู้นั้น และหยิบยื่นให้กันอย่างเรียบง่ายเช่นนี้

ตงฟางหลิวหลีค่อยๆ ลิ้มรสโจ๊กใสชามนั้นอย่างช้าๆ ความขุ่นมัวในใจของนางพลันมลายหาย กลายเป็นความเบิกบานและผ่อนคลายในทันที

จบบทที่ บทที่ 8 หากนางเจนจบโลกหล้า จงพานางไปนั่งม้าหมุน

คัดลอกลิงก์แล้ว