- หน้าแรก
- บงการเก้าสวรรค์ราชันโลกผู้สร้าง
- บทที่ 11 ทัศนียภาพอันส่งกลิ่น
บทที่ 11 ทัศนียภาพอันส่งกลิ่น
บทที่ 11 ทัศนียภาพอันส่งกลิ่น
บทที่ 11 ทัศนียภาพอันส่งกลิ่น
"โอ๊ย!" ชายคนนั้นเพิ่งออกมาจากการทำธุระส่วนตัว จู่ๆ ร่างกายก็เปียกโชกจนเย็นวาบไปถึงทรวงอก เรื่องแบบนี้ไม่ว่าใครโดนเข้าไปก็ย่อมรู้สึกไม่สบอารมณ์ทั้งนั้น เขาดุดันด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ทว่าวินาทีต่อมาก็ชะงักไปเล็กน้อย "แกเองเหรอ!"
"สวัสดี ศิษย์น้องหมัวถง" หวังเฟิงฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับโบกมือทักทาย "นายก็มาเข้าห้องน้ำเหมือนกันเหรอ? บังเอิญจังเลยนะ เอ๊ะ ทำไมตัวนายถึงเปียกแบบนั้นล่ะ มาๆ ฉันช่วยเช็ดให้"
พูดจบเขาก็คว้าผ้าขี้ริ้วสีเหลืองอ๋อยที่เพิ่งเช็ดอะไรมาก็ไม่รู้เตรียมจะพุ่งเข้าไปหา
"ใครเป็นศิษย์น้องของแก!" หมัวถงรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก เมื่อวานตอนอยู่ต่อหน้าอินฝูเขาจำต้องอดทนอดกลั้นเอาไว้ คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้ไอ้หมอนี่จะมาเดินชนเขาเข้าเต็มๆ "คิดจะเอาเปรียบฉันอีกแล้วเหรอ รับหมัดไปซะเถอะ!"
"ศิษย์น้องหมัวถง นายมองไม่เห็นหรือไงว่าฉันกำลังฝึกฝนอยู่น่ะ!" หวังเฟิงชูไม้ถูพื้นกับผ้าขี้ริ้วในมือขึ้นมา "นี่คือบททดสอบที่ท่านครูใหญ่มอบหมายให้ด้วยตัวเองเชียวนะ นายอย่ามาขัดจังหวะฉันสิ"
หมัวถงแค่นหัวเราะ เผยให้เห็นฟันที่ขาวสะอาดเรียงตัวสวยงามซึ่งตัดกับใบหน้าคล้ำๆ ของเขาจนดูขาวสว่างยิ่งกว่าเดิม "ล้างห้องน้ำก็บอกมาเถอะว่าล้างห้องน้ำ ได้ยินมาว่าพวกมนุษย์ที่ทำความผิดจะต้องถูกลงโทษ แกไปก่อเรื่องอะไรมาล่ะ?"
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของลูกวัวตัวน้อย หวังเฟิงก็ยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น เขามองหมัวถงด้วยสายตาเวทนาราวกับกำลังมองคนปัญญาอ่อน จ้องมองอยู่นานถึงห้าวินาทีเต็มจนหมัวถงรู้สึกขนลุกซู่
"มองอะไรของแก ถ้าไม่ได้ทำผิดแล้วจะมาล้างห้องน้ำทำไม งานแบบนี้มันเป็นงานของพวกคนรับใช้ชัดๆ!" ในใจของหมัวถงตั้งมั่นไว้แล้วว่าพอกลับไปเขาจะต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกอินฝู เพื่อให้อินฝูได้รับรู้ถึงธาตุแท้ของเจ้ามนุษย์จอมเจ้าเล่ห์คนนี้
หวังเฟิงส่ายหน้า "คมดาบได้มาจากความเหนื่อยยากในการลับ ดอกกุหลาบส่งกลิ่นหอมได้เพราะผ่านความหนาวเหน็บ นี่คือคติพจน์ประจำวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบของเรา อัจฉริยะแห่งสถาบันกุหลาบทุกคนล้วนต้องผ่านการขัดเกลาเช่นนี้ทั้งนั้น ก็เหมือนที่นายพูดนั่นแหละ งานพวกนี้มันเป็นงานของคนรับใช้ ถ้าให้คนอย่างนายมาทำ นายจะทำได้ไหมล่ะ นายทำไม่ได้หรอก ทุกคนต่างก็รังเกียจและมองว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่ฉันทำได้ แถมยังเผชิญหน้ากับมันได้อย่างสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังมองว่านี่คือการแสดงออกถึงความใจกว้างและวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย แล้วจิตวิญญาณแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์คืออะไรกันล่ะ? หนึ่งเพื่อทุกคน ทุกคนเพื่อหนึ่ง นี่ก็คือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นกัน ดูสภาพนายสิ แค่โดนน้ำกระเด็นใส่นิดหน่อยก็โวยวายซะเสียงหลง มิน่าล่ะ คนเขาถึงพูดกันว่าผู้คนจากเผ่าเทพแปดเหล่าในยุคนี้ก็เป็นแค่ดอกไม้ในเรือนกระจก เฮ้อ น่าสมเพชจริงๆ หลีกไปเถอะ อย่ามาขวางการฝึกฝนของฉัน"
หมัวถงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาพุ่งเข้าไปแย่งไม้กวาดกับถังน้ำมาถือไว้ "ใครบอกว่าฉันทำไม่ได้ เผ่ามโหรคยอดเยี่ยมกว่านายตั้งเยอะ อย่าว่าแต่เรื่องกวาดห้องน้ำเลย ต่อให้เป็นเรื่องยากกว่านี้ ขอแค่พวกเราอยากจะทำ มันก็ไม่มีเรื่องไหนที่ทำไม่ได้หรอก นายคอยดูอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน!"
"ศิษย์น้อง ทำแบบนี้มันไม่ถูกนะ นี่มันเป็นการฝึกฝนของฉัน นายอย่ามาฝืนทำเลย ความกระตือรือร้นแค่สามนาทีมันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก!" หวังเฟิงยื่นมือออกไปทำทีจะแย่งคืนมา
"ถ้าขืนแกยังแย่งอีก ฉันจะอัดแกจริงๆ นะ!" หมัวถงตวาดลั่น ก่อนจะลงมือเช็ดถูอย่างรวดเร็ว ด้วยพละกำลังและความเร็วของเขา ย่อมไม่ใช่สิ่งที่หวังเฟิงจะสามารถเทียบเคียงได้อย่างแน่นอน
"ศิษย์น้อง ช้าๆ หน่อย งานประณีตต้องค่อยๆ ทำ อย่าทำน้ำกระเด็นไปทั่วสิ... เฮ้อ ศิษย์น้อง เช็ดให้มันสะอาดกว่านี้หน่อย การทำงานแบบขอไปทีคือธรรมเนียมของเผ่ามโหรคหรือไง?"
"ศิษย์น้อง ทางซ้าย ด้านบน ใช่แล้ว แล้วก็ทางขวา... ปิดจมูกทำไมกันล่ะ รูปคือความว่างเปล่า เหม็นก็คือไม่เหม็นสิ!"
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันมองดูคู่หูสุดประหลาดคู่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่หนึ่งในนั้นคือคนจากเผ่ามโหรค หมัวถงรู้สึกอับอายขายหน้าจริงๆ คนของเผ่ามโหรคผู้สง่างามกลับต้องมาล้างห้องน้ำเนี่ยนะ เขาต้องต่อสู้กับความรู้สึกน่าอับอายนี้ให้ได้ ใช่แล้ว นี่คือการฝึกฝน!
เมื่อเห็นว่าหมัวถงเริ่มทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว หวังเฟิงก็เผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนราวกับบิดาบังเกิดเกล้าออกมา สถานที่แห่งนี้ต่อให้เขาทำความสะอาดสักสองวันก็คงไม่เสร็จ เผ่ามโหรคนี่มันเป็นบุคลากรชั้นยอดจริงๆ
หวังเฟิงลากเก้าอี้ม้านั่งมาตัวหนึ่ง แล้วหยิบหนังสือพิมพ์ที่แขวนอยู่ในตะกร้าข้างประตูขึ้นมา ในสมาพันธ์คมดาบ โดยเฉพาะภายในสถาบันวิหารศักดิ์สิทธิ์ จะมีหนังสือพิมพ์หลักๆ อยู่สองฉบับ ฉบับแรกคือ 'แสงแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์' ส่วนอีกฉบับคือ 'เส้นทางผู้แสวงบุญ' แสงแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์จะนำเสนอข่าวสารภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของสมาพันธ์คมดาบเป็นหลัก ในขณะที่เส้นทางผู้แสวงบุญจะเน้นไปที่ข่าวสารภายนอกวิหารศักดิ์สิทธิ์ เรียกสั้นๆ ว่า 'แสงศักดิ์สิทธิ์' และ 'เส้นทางศักดิ์สิทธิ์' ในเรื่องนี้วิหารศักดิ์สิทธิ์ถือว่าจัดเตรียมไว้ได้ดีมากเลยทีเดียว มาเข้าห้องน้ำทั้งทีจะขาดหนังสือพิมพ์ไปได้อย่างไร?
ทว่าพาดหัวข่าวหน้าแรกของหนังสือพิมพ์แสงศักดิ์สิทธิ์ฉบับที่อยู่ในมือนั้น กลับเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกุหลาบอย่างรุนแรง หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือพุ่งเป้าไปที่ท่านครูใหญ่คลาริด้าโดยตรง... ด่าทอได้สละสลวยมีศิลปะดีนี่นา แต่อันที่จริงน่าจะด่าให้เจ็บแสบกว่านี้ได้อีกนะเนี่ย หน้าที่สองก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าการกระทำของคลาริด้าในช่วงนี้ส่งผลกระทบต่อขนบธรรมเนียมดั้งเดิมอย่างรุนแรง ถึงขั้นมีคนเสนอให้ทางสมาพันธ์ยึดวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบของตระกูลคลาริด้าคืน หรือไม่ก็ให้วิหารศักดิ์สิทธิ์พิพากษาเข้ามาควบรวมกิจการของสถาบันกุหลาบไปเลย
ส่วนหน้าที่สามเป็นรายงานสถานการณ์และวีรกรรมล่าสุดของเหล่านักรบที่โดดเด่นจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับสายศิลปะการต่อสู้และสายจอมเวทเป็นหลัก เนื่องจากสองสายนี้คือกระแสหลักของทวีปเก้าสวรรค์ อย่างเช่นข่าวองค์ชายสามแห่งจักรวรรดิใดจักรวรรดิหนึ่งไปท้าประลองบททดสอบจบการศึกษาที่ยากที่สุดอย่างห้าวหาญ และจะต้องกลายเป็นวีรชนในอนาคตได้อย่างแน่นอน อะไรทำนองนั้น...
การได้เข้าเรียนในวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นเพียงแค่การเป็นลูกศิษย์หรือผู้ฝึกหัดเท่านั้น ผู้ที่สามารถสำเร็จการศึกษาอย่างเป็นทางการได้ถึงจะถือว่าเป็น 'ศิษย์วิหารศักดิ์สิทธิ์' อย่างแท้จริง ทว่าการที่ศิษย์วิหารศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งจะก้าวขึ้นไปเป็นวีรชนได้นั้น กลับเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญราวกับงมเข็มในมหาสมุทร
มีแต่รูปแบบเดิมๆ ทั้งนั้น หวังเฟิงอ่านอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ ถึงแม้รูปประกอบของสาวๆ ด้านในจะไม่ได้มีความคมชัดระดับเอชดี แต่รูปร่างของพวกเธอนั้นจัดว่าเด็ดขาดมาก เอวเป็นเอว สะโพกเป็นสะโพกเลยทีเดียว
อีกด้านหนึ่ง หมัวถงกำลังลงมือขัดถูจนเหงื่อไหลไคลย้อย จะว่าไปแล้วพอสูดกลิ่นจนชินมันก็ไม่เหม็นแล้วจริงๆ เมื่อเห็นว่าใกล้จะเช็ดเสร็จแล้ว หมัวถงก็หันขวับกลับมาเตรียมจะสั่งสอนหวังเฟิงสักตั้ง ใครบอกกันว่าเผ่ามโหรคทนความลำบากไม่ได้ ใครบอกว่าเผ่าเทพแปดเหล่าล้างห้องน้ำไม่เป็น!
ทว่าเมื่อเขาหันมาเห็นหวังเฟิงกำลังนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์แล้วหัวเราะคิกคักอย่างสบายอารมณ์ แถมพอหันไปมองสายตาแปลกๆ ของคนอื่นๆ ที่จ้องมองมาที่เขา...
ในพริบตานั้น เพลิงโทสะก็ลุกโชนขึ้นมาจนแทบจะเผาผลาญทุกสิ่ง!
ไอ้เวรนี่ มันหลอกฉันอีกแล้ว!
เขาพุ่งพรวดเดียวก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหวังเฟิง ลมกระโชกแรงพัดเอาหนังสือพิมพ์ของหวังเฟิงปลิวหายไป วินาทีถัดมา หวังเฟิงก็ถูกหิ้วคอเสื้อจนตัวลอยขึ้นจากพื้น หมัดที่มีขนาดใหญ่เท่ากับหม้อดินเผาถูกกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ในเสี้ยววินาทีนั้น ระยะห่างระหว่างหมัดอันทรงพลังกับใบหน้าของหวังเฟิงเหลือเพียงแค่หนึ่งเซนติเมตรเท่านั้น
"หวังเฟิง ฉันจะดวลกับแก ดวลแบบเป็นตาย!"
หวังเฟิงยังคงรักษาความนิ่งสงบเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เขาเผยยิ้มบางๆ "ศิษย์น้องหมัวถง เป็นอะไรไปอีกล่ะ ฉันพยายามห้ามไม่ให้นายทำแล้วนะ แต่นายก็ดึงดันจะทำเองให้ได้ แล้วตอนนี้กลับมาโทษฉันเนี่ยนะ คนเผ่ามโหรคเป็นพวกไร้เหตุผลแบบนี้กันทุกคนเลยหรือไง?"
หมัวถงรู้สึกเหมือนหัวของตัวเองกำลังจะระเบิด ทว่าเขากลับหาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้เลย "ฉันไม่สน! ไม่ว่าแกจะพูดอะไร วันนี้ฉันก็ต้องดวลกับแกให้ได้ ถ้าแกไม่ตกลง ฉันก็จะซัดแกซะ อย่างมากก็แค่โดนไล่ออก!"
"ศิษย์น้องเอ๋ย หากคิดจะเป็นวีรชน เป็นผู้แข็งแกร่งที่ได้รับการยกย่องจากผู้คน นายก็ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อนายกระหายอยากจะดวลขนาดนั้น ฉันก็จะให้โอกาสนายสักครั้ง ถ้านายสามารถกระโดดขึ้นไปยืนบนนั้นให้ครบห้านาทีโดยไม่ตกลงมาได้ล่ะก็ ฉันจะยอมดวลกับนายเลย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน ฉันรับคำท้าทั้งหมด!"
หวังเฟิงชี้มือไปที่ขอบกำแพงด้านขวาของห้องน้ำ ซึ่งมีความสูงถึงหกเจ็ดเมตร คนอย่างเขาไม่มีทางปีนขึ้นไปได้อย่างแน่นอน
หมัวถงขบกรามแน่น แค่นหัวเราะในลำคอสองครั้ง ก่อนจะยอมปล่อยตัวหวังเฟิงลง "แกพูดเองนะ ฉันจะดวลเป็นตายกับแก แกจบเห่แน่!"
พูดจบเขาก็กระโดดทะยานขึ้นไปราวกับลูกปืนใหญ่ ก่อนจะลงไปยืนทรงตัวด้วยขาข้างเดียวบนนั้นได้อย่างมั่นคง เขามองลงมาที่หวังเฟิงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "อย่าว่าแต่ห้านาทีเลย ต่อให้ต้องยืนอยู่บนนี้ทั้งวันก็ยังได้ แกเตรียมตัวรับความตายไว้ได้เลย!"
หวังเฟิงจัดคอเสื้อของตัวเองให้เข้าที่ พลางส่ายหน้าอย่างจนใจ "ศิษย์น้องหมัวถง ทิวทัศน์ข้างบนนั้นสวยไหมล่ะ?"