เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 กระโดดสลับซ้ายขวาไปมา

บทที่ 7 กระโดดสลับซ้ายขวาไปมา

บทที่ 7 กระโดดสลับซ้ายขวาไปมา


บทที่ 7 กระโดดสลับซ้ายขวาไปมา

ต้องจำความรู้สึกนี้ไว้เลย เธอสามารถเป็น NPC ที่ยอดเยี่ยมมากได้ รูปร่างหน้าตาแบบนี้ ความนิยมต้องถล่มทลายแน่นอน อย่างที่คิดไว้เลย จินตนาการของนักออกแบบฝ่ายศิลป์ยังมีขีดจำกัด ธรรมชาติสร้างสรรค์มานี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุด

แต่แล้วไม่นานก็มีร่างอันกำยำบึกบึนโผล่มาบดบังภาพตรงหน้าไปเสียหมด การสกัดกั้นรัศมีแห่งความงามช่างเป็นเรื่องที่เสียมารยาทอย่างร้ายกาจ

"แก ถอยไป ถ้าขืนยังมองอีก ฉันจะต่อยแกให้ตายด้วยหมัดเดียว!" น้ำเสียงทุ้มลึกที่แฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรงปลุกหวังเฟิงให้ตื่นจากภวังค์ความคิด

เครื่องแบบของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจปกปิดรูปร่างของเขาได้เลย หมอนี่สูงประมาณหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร สูงกว่าหวังเฟิงเล็กน้อย แต่มัดกล้ามเนื้อและพละกำลังอันล้นทะลักกลับดันเสื้อผ้าจนตึงเปรี๊ยะไปหมด อีกทั้งพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งดุดันที่ไม่อาจกดข่มไว้ได้ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยแก่คู่ต่อสู้

ผู้คนจากเผ่าเทพแปดเหล่าส่วนใหญ่ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากมนุษย์มากนัก เพียงแค่มีใบหูแหลมกว่าเล็กน้อยและหน้าตาดีกว่าก็เท่านั้น สองคนนี้น่าจะเป็นอัจฉริยะจากจักรวรรดิม่านถัวหลัวที่ท่านครูใหญ่ไปทาบทามมาด้วยตัวเองเป็นแน่

แม่สาวน้อยกลับจ้องมองหวังเฟิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น หวังเฟิงยักไหล่อย่างจนใจ ก่อนจะชี้ไปทางสาวน้อยเผ่าคนธรรพ์ที่ทำตัวเหมือนเด็กขี้สงสัย "แล้วถ้าเธอมองฉันล่ะ จะทำยังไง?"

"งั้นฉันก็จะต่อยแกให้ตายเหมือนกัน!" เด็กหนุ่มตอบกลับมาอย่างซื่อตรงแบบขวานผ่าซาก

หวังเฟิงกลอกตาบน ยายเฒ่าปีศาจอย่างคลาริด้าก็แล้วไปเถอะ แต่นี่สุ่มเจอเด็กเมื่อวานซืนที่ไหนก็ไม่รู้ยังกล้ากระโดดออกมาหาเรื่องเขาอีก จู่ๆ เขาก็กระโดดไปทางขวา "นี่ไง ฉันมองแล้ว!" จากนั้นก็กระโดดไปทางซ้าย "อ๊ะ ฉันมองอีกแล้ว มาสิ ถ้าแน่จริงก็ต่อยฉันให้ตายสองรอบเลย ถ้าต่อยไม่ครบ นายมันก็แค่ลูกหมา!"

อินฝูที่ตอนแรกยังแอบกังวลอยู่นิดๆ ถึงกับหลุดขำออกมา ส่วนหมัวถงนั้นโกรธจนหน้าเบี้ยว เคยเห็นคนกวนประสาทมาก็เยอะ แต่ไม่เคยเจอใครที่กวนส้นเท้าได้โลดโผนขนาดนี้มาก่อน เขาเงื้อหมัดขึ้นสูง อินฝูที่อยู่ด้านข้างจึงรีบเข้ามาห้ามปรามทันที "หมัวถง หมัวถง ลืมที่ท่านผู้อาวุโสสั่งสอนแล้วหรือไง ที่นี่ไม่ใช่จักรวรรดิม่านถัวหลัวนะ!"

"ไอ้หมอนี่มันยั่วยุฉัน ฉันจะอัด... จะท้าดวลกับมัน ดวลแบบเป็นตาย!" ใบหน้าหล่อเหลาของหมัวถงดูบิดเบี้ยวไปด้วยความคับแค้นใจ

"เฮ้อ ในที่สุดฉันก็เข้าใจแล้วว่าทำไมประชากรของเผ่าเทพแปดเหล่าถึงไม่เคยเพิ่มขึ้นเลยสักที" หวังเฟิงพูดพลางหรี่ตามองหมัวถงด้วยสายตาเย้าแหย่ หมอนี่น่าจะมาจากเผ่ามโหรค ไอ้ลูกวัวบ้าพลังเอ๊ย

ในระบบความตั้งค่าของเกมเก้าสวรรค์ที่เขาสร้างขึ้น เผ่าคนธรรพ์นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ศิลปิน ความโรแมนติก และความอ่อนโยน ถือเป็นเผ่าที่เหมาะสมจะนำมาทำเป็นภรรยามากที่สุด

"แกยังจะมองอีก!" หมัวถงแทบจะระงับโทสะไว้ไม่อยู่แล้ว เดิมทีเขาก็ไม่เห็นด้วยกับการเดินทางมายังดินแดนของมนุษย์ตั้งแต่แรก สถาบันกษัตริย์แห่งจักรวรรดิม่านถัวหลัวยังมีระดับมาตรฐานที่สูงกว่าที่นี่ตั้งเยอะ อีกอย่าง เขาเกลียดอักขระเวท ไอ้พวกรอยขีดเขียนผีหลอกที่ทั้งน่าเบื่อและงี่เง่าพวกนี้ แค่มองเขาก็ปวดหัวแล้ว

หวังเฟิงหัวเราะเบาๆ กะจะหยอกล้อไอ้หนุ่มซื่อบื้อนี่เล่นสักหน่อย เขาจึงหันไปขยิบตาให้สาวน้อยเผ่าคนธรรพ์ที่อยู่ด้านข้าง การกระทำเช่นนี้ใครจะไปทนไหว หมัวถงพุ่งพรวดเข้าไปหิ้วคอเสื้อหวังเฟิงขึ้นมาทันที ในขณะที่เขากำลังจะประเคนหมัดเปิดโรงย้อมสีบนหน้าของหวังเฟิงนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังก้องขึ้นมา

"ถ้านายยังไม่ปล่อยฉันลงล่ะก็ อาจารย์จะมาแล้วนะ หมัดเดียวของนายจะทำให้สาขาอักขระเวทเสียนักศึกษาไปถึงหนึ่งในสามเลยนะเว้ย" หวังเฟิงหัวเราะร่วนอย่างไม่ยี่หระ

ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นเผ่าอสูร เขาคงจะหดหัวหนีด้วยความขลาดกลัวไปในเสี้ยววินาทีแล้ว แต่เผ่ามโหรคนั้นเป็นพวกบ้าบิ่นแบบมีสมอง ตราบใดที่ยังพอพูดคุยด้วยเหตุผลได้ หวังเฟิงก็ไม่เคยหวั่น

หมัวถงจำใจต้องโยนเจ้ามนุษย์ผอมแห้งหน้าตากวนโอ๊ยคนนี้ทิ้งไปไว้ด้านข้าง เพราะเขาเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้านั้นแล้วเช่นกัน

ทว่าเขากลับรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ได้ติดตามมาเรียนเป็นเพื่อน เขารู้อยู่แล้วว่าพวกมนุษย์น่ะทั้งเจ้าเล่ห์ ปลิ้นปล้อน และบ้ากาม เขาจะต้องปกป้องอินฝูให้ได้!

ชายวัยกลางคนในชุดคลุมนักสลักอักขระเดินเข้ามา เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสามคน เขาก็เผยรอยยิ้มอันอบอุ่นออกมา

"ศิษย์น้องทั้งสาม สวัสดี ฉันคือศิษย์พี่ของพวกเธอ 'หลี่ซือถ่าน' ปีนี้ฉันรับหน้าที่ดูแลการต้อนรับนักศึกษาใหม่ ยินดีต้อนรับพวกเธอมากๆ เลยนะ สาขาอักขระเวทของเราไม่มีนักศึกษาใหม่เข้ามาหลายปีแล้วจริงๆ" หลี่ซือถ่านกล่าวด้วยความปลาบปลื้มใจ เขามองทั้งสามคนด้วยความยินดียิ่ง ความจริงแล้ว แม้วิญญาณระดับเทวะจะหายาก แต่ในแต่ละปีก็ยังพอมีปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง น่าเสียดายที่ในปัจจุบัน ผู้ครอบครองวิญญาณระดับเทวะไม่ค่อยอยากจะก้าวเข้าสู่เส้นทางของนักสลักอักขระสักเท่าไรนัก นอกเหนือจากนั้น วิหารศักดิ์สิทธิ์พิพากษาฝั่งตรงข้ามที่ดำเนินนโยบายปั้นชนชั้นนำกลับดึงดูดใจได้มากกว่า

อินฝูที่อยู่ด้านข้างมีท่าทีอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเธอก็ยกมือเล็กๆ ขึ้นมา "ศิษย์พี่คะ ฉันขอถามอะไรสักข้อได้ไหมคะ?"

หลี่ซือถ่านยิ้มบางๆ "อยากถามอะไรก็ว่ามาได้เลย การเรียนอักขระเวทนั้นแตกต่างจากสายอาชีพอื่น เส้นทางสายนี้ช่างโดดเดี่ยว ในวันข้างหน้าพวกเธอเองก็ต้องคอยช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกันนะ"

"ศิษย์พี่คะ ปีนี้ท่านอายุเท่าไรแล้วหรอคะ?"

"ฉันน่ะเหรอ รอเดี๋ยวนะ ขอคิดดูก่อน ฉันสำเร็จอักขระเวทลำดับที่สามและกลายเป็นนักสลักอักขระเต็มตัวตอนอายุสี่สิบสามปี แล้วก็ผ่านมาอีกห้าปี ปีนี้ฉันก็อายุสี่สิบแปดแล้วล่ะ" เมื่อพูดถึงตรงนี้ บนใบหน้าของหลี่ซือถ่านก็ปรากฏร่องรอยแห่งความภาคภูมิใจและความปีติยินดีที่หาได้ยากยิ่ง

หวังเฟิงถึงกับใจสั่น อายุสี่สิบแปดแต่มองดูเหมือนหกสิบแปด การเรียนอักขระเวทนี่มันช่างสูบพลังชีวิตเสียเหลือเกิน กลับไปพ่อจะแก้การตั้งค่าเกมใหม่ซะให้เข็ด!

"ศิษย์พี่ ทุกคนต้องใช้เวลานานขนาดนี้เลยหรือครับ?" หมัวถงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น "แบบนี้พอเรียนจบก็แก่หงำเหงือกกันพอดีน่ะสิครับ"

เมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์พี่แห่งสาขาอักขระเวท หมัวถงก็ยังคงมีท่าทีว่านอนสอนง่าย เผ่าเทพแปดเหล่าให้ความเคารพต่อผู้แข็งแกร่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และพวกเขาก็มีความยำเกรงต่ออักขระเวทที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของมวลมนุษยชาติเสมอมา

หลี่ซือถ่านหัวเราะเบาๆ "เรื่องนี้มันก็แล้วแต่บุคคลน่ะ ฉันเป็นพวกหัวทึบ อักขระเวทลำดับที่หนึ่งน่ะค่อนข้างเร็วหน่อย ใช้เวลาแค่สามปี ลำดับที่สองใช้เวลาสิบปี ส่วนลำดับที่สามใช้เวลาตั้งยี่สิบปี ความรู้เรื่องอักขระเวทนั้นเปรียบเสมือนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เวลาช่างไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าความรู้เหล่านี้" หลี่ซือถ่านกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกซึ้งและแฝงไปด้วยความยำเกรง

สำหรับบุคคลที่ทุ่มเทให้กับการวิจัยและความรู้เช่นนี้ หวังเฟิงมักจะรู้สึกนับถือพวกเขาจากใจจริงเสมอ เขาถามตัวเองแล้วก็รู้ดีว่าเขาไม่มีทางทำแบบนี้ได้อย่างแน่นอน

"ศิษย์พี่หลี่ซือถ่าน ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้วค่ะ ท่านคืออัจฉริยะในหน้าประวัติศาสตร์ของวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบที่เป็นรองเพียงแค่ท่านครูใหญ่คลาริด้าเท่านั้น การได้ร่วมศึกษาอักขระเวทไปพร้อมกับท่านถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยค่ะ" อินฝูกล่าว

หลี่ซือถ่านยิ้มบางๆ ความภาคภูมิใจเล็กๆ ฉายผ่านแววตาไปชั่วครู่ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องพวกนี้เท่าไรนัก "พวกเธอทั้งสามคนก็ทำความรู้จักกันไว้เถอะ การได้มาเรียนอักขระเวทและเข้าถึงแก่นแท้ด้วยกัน ถือเป็นวาสนาและเป็นความโชคดี พวกเธอเลือกสายอาชีพได้ถูกต้องแล้วล่ะ"

"ผมชื่อหวังเฟิงครับ ไม่มีอะไรพิเศษหรอก ขอบคุณทางสถาบันที่ย้ายผมมายังสาขาอักขระเวท ผมจะตั้งใจพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เสียแรงที่ท่านครูใหญ่คลาริด้าคอยให้ความสำคัญครับ" หวังเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ทักษะการเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานก็คือการดึงผู้มีอำนาจมาเป็นเกราะกำบังนี่แหละ

หลี่ซือถ่านพยักหน้า "หวังเฟิง ท่านอาจารย์ได้กำชับฉันไว้เป็นพิเศษเลยนะว่าให้เข้มงวดกับนายให้มาก หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันเห็นอาจารย์ฮอคลันด์ให้ความสำคัญกับใครสักคนมากขนาดนี้ ไม่แน่ว่าอีกไม่นานนายอาจจะก้าวข้ามฉันไปได้เลยนะ ถ้าระหว่างเรียนมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ ก็มาถามฉันได้ตลอดเลย"

............

หวังเฟิง... ถึงกับตัวสั่นสะท้าน เอาจริงดิ เขาจับสัมผัสถึงความจริงใจของอีกฝ่ายได้เลยนะเว้ย ฝีมือการแสดงมันจะเนียนตาเกินไปแล้วมั้ง?

ก็แค่ไม่รู้ว่าไอ้คำที่บอกว่า 'กำชับไว้เป็นพิเศษว่าให้เข้มงวด' เนี่ย มันเข้มงวดขนาดไหน จะมีการงัดอุปกรณ์ทรมานออกมาใช้หรือเปล่าวะ?

อยู่ที่นี่มันโทรแจ้งตำรวจไม่ได้ด้วยสิโว้ย

หมัวถงและอินฝูกลับรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะมองมุมไหน หมอนี่ก็ไม่เห็นจะดูเหมือนอัจฉริยะที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเลยสักนิด หรือนี่จะเป็นสิ่งที่พวกมนุษย์ชอบพูดกันว่า "อย่าตัดสินคนจากภายนอก" กันนะ?

จบบทที่ บทที่ 7 กระโดดสลับซ้ายขวาไปมา

คัดลอกลิงก์แล้ว