- หน้าแรก
- บงการเก้าสวรรค์ราชันโลกผู้สร้าง
- บทที่ 8 ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็จะไม่หยุดขี้โม้
บทที่ 8 ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็จะไม่หยุดขี้โม้
บทที่ 8 ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็จะไม่หยุดขี้โม้
บทที่ 8 ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็จะไม่หยุดขี้โม้
"สวัสดีค่ะศิษย์พี่หลี่ซือถ่าน ฉันชื่ออินฝู มาจากเผ่าคนธรรพ์แห่งเผ่าเทพแปดเหล่า ชื่นชอบการร้องรำทำเพลงและเล่นดนตรีค่ะ ฉันเลือกเรียนสายอักขระเวทเป็นวิชาเอก และเรียนสายนักปราบมารเป็นวิชาโท ความใฝ่ฝันของฉันคือการได้เป็นวีรชนผู้ยิ่งใหญ่ และให้เหล่านักกวีพเนจรขับขานตำนานของฉันค่ะ"
หลี่ซือถ่านพยักหน้ารับ พร้อมกับเผยรอยยิ้มคุณปู่ผู้ใจดีและเป็นมิตรออกมาอีกครั้ง "พวกเธอคือคนที่ท่านครูใหญ่เป็นคนออกปากเชิญมาด้วยตัวเอง ทุกคนต่างก็คาดหวังในตัวพวกเธอไว้สูงมาก ด้วยพรสวรรค์ทางศิลปะของเผ่าคนธรรพ์ ไม่แน่ว่าเธออาจจะทำลายสถิติการเรียนอักขระเวทได้เลยนะ พยายามเข้าล่ะ"
"สวัสดีครับศิษย์พี่หลี่ซือถ่าน ผมชื่อหมัวถง มาจากเผ่ามโหรค เลือกเรียนสายศิลปะการต่อสู้เป็นวิชาเอก และเรียนสายอักขระเวทเป็นวิชาโท ผมไม่ค่อยชอบอะไรที่มันซับซ้อนยุ่งยากสักเท่าไร แต่ผมก็จะพยายามครับ" หมัวถงกล่าวด้วยท่าทีซื่อตรงแบบขวานผ่าซาก
หลี่ซือถ่านยิ้มและพยักหน้า "ถึงแม้จะเรียนอักขระเวทเป็นแค่วิชาโท แต่อักขระเวทก็มีประโยชน์ต่อสายศิลปะการต่อสู้มากนะ ต้องตั้งใจเรียนให้ดีล่ะ"
เบื้องบนได้แจ้งเรื่องนี้ลงมาแล้ว การที่หมัวถงเข้ามาในสาขาอักขระเวทก็เพื่อเป็นเพื่อนร่วมเรียนเท่านั้น แต่ตัวเขาเองก็เป็นถึงผู้ครอบครองวิญญาณระดับเทวะเช่นกัน
"เอาล่ะ ทางฉันไม่มีอะไรแล้วล่ะ พวกเธอไปรวมตัวกันที่ลานจัตุรัสแห่งชัยชนะเถอะ อีกเดี๋ยวท่านครูใหญ่จะขึ้นกล่าวให้โอวาท ส่วนเรื่องตารางเรียนเดี๋ยวจะให้คนเอาไปส่งให้ทีหลังนะ" กล่าวจบหลี่ซือถ่านก็รีบร้อนเดินจากไป เห็นได้ชัดว่าสำหรับนักสลักอักขระแล้ว พิธีรีตองและการทำความเข้าใจเรื่องจุกจิกพวกนี้ล้วนเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า
ระหว่างทางที่เดินจากมา เนื่องจากมีกันอยู่แค่สามคน หมัวถงจึงเดินแทรกมาอยู่ตรงกลางแล้วใช้ร่างกายอันใหญ่โตของเขาบดบังสายตาของหวังเฟิงเอาไว้ แต่อินฝูก็ยังแอบลอบมองหวังเฟิงอยู่เป็นระยะๆ นัยน์ตากลมโตของเธอเปล่งประกายไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ใช่แล้วล่ะ เมื่อก่อนตอนที่หวังเฟิงไปเที่ยวสวนสัตว์ เขาก็มองดูพวกสัตว์ด้วยสายตาแบบนี้แหละ
"ศิษย์น้องอินฝู ศิษย์น้องหมัวถง ต่อจากนี้ไปพวกเราก็ถือเป็นพี่น้องร่วมรบในสมรภูมิเดียวกันแล้วนะ ต้องคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้ามีปัญหาอะไรในถิ่นของมนุษย์ที่แก้ไม่ได้ก็มาหาฉันได้เลย ในเขตนี้ฉันถือว่ามีอิทธิพลกว้างขวางพอตัวเลยนะ!" หวังเฟิงกล่าวอย่างกระตือรือร้น ไม่ว่ายังไง เขาก็ต้องผูกมิตรกับผู้คนไว้ให้มากเข้าไว้ มิฉะนั้นหากวันดีคืนดีเกิดโดนจับฝังกลบขึ้นมาก็จะไม่มีใครรู้เรื่อง ยิ่งเขาใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยท่ามกลางแสงสว่างมากเท่าไร เขาก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น
หมัวถงนึกอยากจะ "ต่อยอีกฝ่ายให้ตาย" ทว่า... เหมือนเขาจะไม่สามารถพูดคำนี้ออกมาได้ เขาจึงอ้าปากค้างแล้วต้องกลืนคำพูดกลับลงคอไปจนหน้าดำหน้าแดง สัญชาตญาณร้องเตือนเขาว่า ไอ้หมอนี่กำลังขี้โม้โอ้อวดอยู่ชัดๆ
ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมา "เดี๋ยวสิ พวกเราเพิ่งเข้าเรียนปีเดียวกันนี่นา ทำไมแกถึงได้เป็นศิษย์พี่ล่ะ คิดจะมาเอาเปรียบพวกเรางั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!"
อินฝูส่งยิ้มหวาน "นั่นสิคะ หวังเฟิง เอาแบบนี้ดีไหม พวกเรามาดูกันว่าใครเรียนได้ดีกว่า คนนั้นก็จะได้เป็นพี่ ดีไหมคะ?"
ไอ้เด็กเมื่อวานซืนสองคนเอ๊ย หวังเฟิงเผยยิ้มบางๆ "ฉันต้องแก่กว่าพวกเธออยู่แล้วสิ ฉันเคยเรียนที่สาขาโอสถเวทของวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบมาแล้วหนึ่งปี เป็นนักศึกษารุ่น 97 ท่านครูใหญ่คลาริด้าผู้ปราดเปรื่องมองเห็นพรสวรรค์ของฉัน ก็เลยย้ายฉันมาที่สาขาอักขระเวท ดังนั้นไม่ว่าจะนับตามหลักไหน ฉันก็คือศิษย์พี่ของพวกเธออยู่ดี"
หมัวถงปรายตามองหวังเฟิง เขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความเป็นอัจฉริยะจากหมอนี่ได้เลยแม้แต่น้อย บนใบหน้าของคนคนนี้เหมือนมีคำว่า "โง่เง่า" ตัวเบ้อเริ่มประทับเอาไว้อย่างชัดเจน
"เหอะ อยากเป็นศิษย์พี่ของฉันงั้นเหรอ ได้สิ ลองรับหมัดฉันดูสักตั้งสิ ถ้านายรับได้ ฉันถึงจะยอมรับ!" หมัวถงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อเห็นหมัวถงกำหมัดแน่นและทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้ามาใส่ หวังเฟิงก็รู้สึกปวดขมับขึ้นมาตงิดๆ เขากลัวไอ้พวกที่ไม่เล่นตามกฎแบบนี้ที่สุด แค่จะผูกมิตรกันเฉยๆ ทำไมต้องลงไม้ลงมือกันด้วยล่ะ "อะแฮ่ม! ศิษย์น้องหมัวถง ฉันเป็นนักศึกษาสายโอสถเวทควบอักขระเวทนะ ไม่ใช่สายต่อสู้ ในฐานะศิษย์พี่ ฉันขอเตือนนายหน่อยเถอะ เอะอะอะไรก็คิดจะต่อยคนให้ตายแบบนี้ มันจะทำให้คนอื่นเขามองเผ่ามโหรคของพวกนายในแง่ร้ายเอานะ คนที่ไม่รู้เขาจะนึกว่านายเป็นพวกเผ่าอสูรเอาได้"
"ผายลม! แกนั่นแหละเผ่าอสูร เป็นเผ่าอสูรกันทั้งโคตรแกนั่นแหละ!" หมัวถงโกรธจัด ทว่าเขาก็ยอมคลายหมัดออก เผ่ามโหรคคือเผ่าที่มีพรสวรรค์ด้านพละกำลังแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเผ่าเทพแปดเหล่า พวกเขาบ้าดีเดือดมาก การเอาพวกเขาไปเปรียบเทียบกับพวกเผ่าอสูร ก็ถือเป็นการด่าทอที่เจ็บแสบที่สุดแล้ว
"ศิษย์พี่หวังเฟิง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ" อันที่จริงอินฝูก็แอบกังวลว่าหมัวถงจะไปลงไม้ลงมือทำร้ายคนอื่นเหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนเขาก็มักจะชอบก่อเรื่องวุ่นวายอยู่เป็นประจำ ชนิดที่ว่าห้ามยังไงก็ไม่อยู่
"ไว้ใจฉันได้เลย ไม่ได้โม้นะ ในอาณาเขตของวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบแห่งนี้ ไม่มีเรื่องไหนที่ฉันจัดการไม่ได้หรอก แม้แต่ท่านครูใหญ่คลาริด้าก็ยังมักจะเรียกฉันไปดื่มชาด้วยบ่อยๆ เลยนะ" หวังเฟิงพูดหน้าตายโดยไม่รู้สึกละอายใจเลยแม้แต่น้อย
"แกขี้โม้ ท่านคลาริด้าจะเอาเวลาว่างที่ไหนมาสนใจแกกันล่ะ!" หมัวถงเบ้ปาก เผ่าเทพแปดเหล่ามีความเคารพและยำเกรงต่อคลาริด้าเป็นอย่างมาก เพราะเธอคือยอดฝีมือตัวจริง ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่คลาริด้าเดินทางมายังสถาบันกษัตริย์แห่งจักรวรรดิม่านถัวหลัว เธอได้จัดการอัดพวกที่ไม่ยอมสยบให้จนหมอบกระแตไปทั้งหมดแล้ว
"หึๆ ศิษย์น้องหมัวถงเอ๋ย ถ้าไม่ใช่เพราะท่านครูใหญ่คลาริด้าจงใจจัดเตรียมให้ ฉันก็ไม่อยากจะมาที่นี่หรอกนะ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่างเอง" หวังเฟิงแสร้งทำเป็นวางมาดขรึมและพูดจาโอ้อวดออกไปอย่างแนบเนียน ชิ! ถึงเวลานั้น ตัวเขาเองก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วก็ได้
ด้วยวาทศิลป์อันยอดเยี่ยมและความรู้รอบตัวอันกว้างขวางของหวังเฟิง เพียงไม่นานเขาก็สามารถปั่นหัวทั้งสองคนจนมึนงงไปหมด หมัวถงแม้ปากจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ยิ่งต่อล้อต่อเถียงกับมนุษย์ตรงหน้า เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ไอ้โง่คนหนึ่งเท่านั้น
ลานจัตุรัสแห่งชัยชนะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมืดฟ้ามัวดิน คงต้องยอมรับเลยว่านโยบายการขยายจำนวนรับนักศึกษานั้นได้ผลจริงๆ อย่างน้อยมันก็ดูคึกคักมีชีวิตชีวามาก
สมาพันธ์คมดาบใช้ระบบการปกครองแบบวิหารศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความมั่งคั่ง หรือความแข็งแกร่งในด้านต่างๆ ล้วนผูกพันกับวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างแยกไม่ออก ถึงแม้นักศึกษาที่รับเข้ามาจากนโยบายขยายจำนวนจะถือเป็นแค่ "ตัวสำรอง" และไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่มันก็ยังมีแรงดึงดูดมากพออยู่ดี
อินฝูและหมัวถงเดินไปหาแถวของตัวเอง ครั้งนี้เผ่าเทพแปดเหล่าส่งคนมาทั้งหมดห้าคน ว่ากันว่าพวกเขาล้วนเป็นชนชั้นนำรุ่นเยาว์ของเผ่าทั้งสิ้น รูปร่างหน้าตาของพวกเขาดูโดดเด่นมีเอกลักษณ์สมคำร่ำลือจริงๆ แต่คนที่ดึงดูดสายตามากที่สุดย่อมเป็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงกลาง เธอมีรูปร่างสูงโปร่งและเรือนผมสีทองสลวยเป็นประกาย น่าเสียดายที่ใบหน้าของเธอถูกบดบังด้วยหน้ากากอันวิจิตรบรรจง จึงทำให้ไม่อาจยลโฉมหน้าที่แท้จริงของเธอได้ เธอคนนี้จะต้องเป็น 'จี๋เซียงเทียน' เจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิม่านถัวหลัวอย่างแน่นอน
หวังเฟิงขี้เกียจไปร่วมวงเบียดเสียดกับใคร เขาจึงเดินไปหามุมสงบๆ เพื่อยืนพักผ่อนตามลำพัง
เมื่อคลาริด้าร่อนลงมาจากฟากฟ้าด้วยท่วงท่าอันสง่างามและทรงพลัง ลานจัตุรัสแห่งชัยชนะทั้งลานก็ระเบิดเสียงโห่ร้องต้อนรับดังกึกก้องกัมปนาท ใช่แล้ว นี่แหละคือท่านครูใหญ่คลาริด้าของพวกเขา ผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ผู้ยิ่งใหญ่!
คลาริด้าคือบุคคลผู้ทรงอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้การปฏิรูปของเธอจะก่อให้เกิดข้อพิพาทในหมู่ผู้บริหารระดับสูง ทว่าสำหรับคนธรรมดาสามัญแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับข่าวประเสริฐเลย ท้ายที่สุดแล้ว มีใครบ้างล่ะที่ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความหวัง มีเป้าหมายให้ตั้งตารอคอย หรือมีโอกาสได้กลายเป็นวีรชน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังได้เข้ามาชุบตัวสร้างโปรไฟล์ให้ตัวเองดูดีขึ้นมาได้
เหล่าอาจารย์จากทั้งแปดสายอาชีพหลักที่เดินตามหลังคลาริด้ามา ล้วนแต่มีท่วงท่าที่ดูสง่างามและน่าเกรงขาม พลังวิญญาณของพวกเขาแผ่กระจายออกมาจนทุกคนที่อยู่ในลานกว้างสามารถสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งนั้น บรรยากาศและภาพลักษณ์เช่นนี้ ช่างดูเท่ระเบิดและทรงพลังเหนือใครจริงๆ
หวังเฟิงอดไม่ได้ที่จะแคะจมูก ดูจงใจสร้างภาพซะไม่มีล่ะ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าท่านครูใหญ่ผู้หน้าไหว้หลังหลอกคนนี้ก็เป็นยอดฝีมือตัวฉกาจเหมือนกัน ทว่า... ขอเวลาให้เขาตั้งหลักและทำความเข้าใจสถานการณ์ของที่นี่ให้ถ่องแท้เสียก่อนเถอะ ถึงตอนนั้น ใครจะปั่นหัวใคร ก็ยังไม่แน่หรอกนะ