เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 อาซีปา

บทที่ 4 อาซีปา

บทที่ 4 อาซีปา


บทที่ 4 อาซีปา

"รักษาเขาด้วย" คาลิดาเอ่ยเสริมขึ้นมา นักรบแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองนายชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงปฏิบัติตามคำสั่งของคาลิดาอย่างเคร่งครัด พร้อมกับผ่อนแรงบีบที่มือลงบ้าง

คำพูดเดียวชี้เป็นชี้ตาย คำพูดเดียวพลิกนรกเป็นสวรรค์

ชั่วพริบตานั้น หวังเฟิงถึงกับต้องกลืนคำผรุสวาทประจำชาติกลับลงคอไปอย่างยากลำบาก

"ท่านครูใหญ่ครับ ผมเกิดเป็นคนของท่าน ตายก็เป็นผีของท่าน ท่านคือเทพธิดาของผมเลย!" หวังเฟิงรู้สึกเหมือนหัวใจจะทะลุออกมานอกอก การรอดตายหวุดหวิดแบบพลิกไปพลิกมาเช่นนี้มันช่างเร้าใจเกินไปแล้ว

ชีวิตก็เหมือนละคร สุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับฝีมือการแสดงล้วนๆ

เมื่อทหารพิทักษ์วิหารหิ้วปีกหวังเฟิงออกไปแล้ว ภายในห้องลับกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง หลานเทียนที่ยืนอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น "ฝ่าบาท ท่านเชื่อใจมันจริงๆ หรือครับ?"

คาลิดาปรายตามองหลานเทียนแวบหนึ่งโดยไม่แสดงท่าทีตอบรับหรือปฏิเสธ "ให้อยู่ที่สาขาโอสถเวทต่อไปไม่ได้แล้ว ประกาศออกไปว่านี่คืออุบัติเหตุ แล้วย้ายเขาไปที่สาขาอักขระเวท ตอนนี้เขายังตายไม่ได้จริงๆ"

'การขยายจำนวนรับนักศึกษา' คำๆ นี้ถูกนำมาใช้อย่างลึกซึ้ง เธอไม่สามารถปล่อยให้เรื่องของเบี้ยใช้ทิ้งเพียงตัวเดียวมาเป็นข้ออ้างให้ผู้คนโจมตี จนส่งผลกระทบต่อแผนการใหญ่ของเธอได้

จะฆ่าหรือไม่ฆ่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเธอ

สามวันต่อมา บริเวณหน้าประตูสถาบันวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบ ข้างแปลงดอกไม้ทรงกลม แสงแดดสาดส่อง ดอกไม้บานสะพรั่ง อากาศบริสุทธิ์สดชื่น ทุกสิ่งรอบตัวช่างดูสงบสุขและอบอุ่น ข้างกายล้วนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

หวังเฟิงรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ เขาได้ทะลุมิติมาแล้ว ทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่เหมือนกับ 'เกมเก้าสวรรค์' ที่เขาเป็นคนออกแบบเป๊ะๆ เจ้าของร่างนี้ก็บังเอิญมีชื่อว่าหวังเฟิงเหมือนกัน เป็นมือสังหารเดนตายจากจักรวรรดิเก้าเทพที่ถูกจับได้ระหว่างปฏิบัติภารกิจก่อวินาศกรรม ทว่าด้วยไหวพริบการเอาตัวรอดเฉพาะหน้าบวกกับวาทศิลป์อันยอดเยี่ยม หวังเฟิงก็สามารถเอาชีวิตรอดมาได้ และไม่กลายเป็นความอัปยศของมวลมหาประชากรผู้ทะลุมิติ

เขารอดชีวิตมาได้แล้ว แน่นอนว่ามันอาจจะแค่ชั่วคราว เขาสามารถสัมผัสได้ถึงสายตาที่คอยจับจ้องมองมาเป็นระยะ ด้วยพลังรบอันแสนจะกากเดนในตอนนี้ สุ่มดึงใครสักคนในที่นี้มาก็สามารถฆ่าเขาให้ตายได้เป็นหมื่นๆ รอบแล้ว

เมื่อนึกย้อนไปถึงห้องใต้ดินอันมืดมิด ชื้นแฉะ และคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเมื่อสามวันก่อน แล้วหันกลับมามองวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบที่ดูสดใสและกลมเกลียวในตอนนี้...

ถุย! สังคมชั้นต่ำอันป่าเถื่อนและชั่วร้ายเอ๊ย!

วันนี้คือวันรับนักศึกษาใหม่ของวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบ เหล่าคนหนุ่มสาวที่ดูสดใสและมีชีวิตชีวาต่างก็เปล่งประกายเสน่ห์และพลังแห่งวัยรุ่นของโลกใบนี้ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

ให้ตายสิ ขาอ่อนคู่นั้นสวยชะมัดเลยโว้ย การมีชีวิตอยู่นี่มันดีจริงๆ

"อาเฟิง นายไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ฉันบอกแล้วไงว่าท่านครูใหญ่ของเราน่ะทั้งสวยและใจดีที่สุด เธอไม่ลงโทษนายหรอกน่า" เจ้าอ้วนที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร

สวยงั้นเหรอ? ใจดีงั้นเหรอ? ไม่ลงโทษงั้นเหรอ?

เกือบจะถลกหนังหัวพ่อเสียแล้วสิไม่ว่า! ซี่โครงหักไปตั้งสามซี่ ต่อให้มีทั้งโอสถเวทและนักปราบมารคอยรักษา เขาก็ยังต้องนอนพักฟื้นอยู่ตั้งสองวันเต็มๆ ถึงจะคลานออกมาได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาตีบทแตกเล่นใหญ่จัดเต็มล่ะก็ คนอย่างเขาในสายตาของคาลิดาก็คงมีค่าไม่ต่างอะไรกับหมาตัวหนึ่งเท่านั้นแหละ

เจ้าอ้วนคนนี้ก็คือ 'ฟ่านเท่อซี' ในความทรงจำของร่างเดิม น้ำหนักตัวปาเข้าไปกว่าสองร้อยปอนด์ ผู้ครอบครองพลังวิญญาณระดับพยัคฆ์ เขาคือเพื่อนซี้ของหวังเฟิงในวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบ และเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เข้ามาด้วยนโยบายขยายจำนวนรับเช่นกัน หากประเมินจากพรสวรรค์ของหมอนี่แล้ว ต่อให้เกิดใหม่อีกแปดชาติก็คงไม่มีวาสนาได้เหยียบย่างเข้ามาในวิหารศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ เหตุผลที่เจ้าของร่างคนเก่าเลือกหมอนี่มาเป็นเพื่อน ก็เพื่อใช้เป็นเกราะกำบังเท่านั้น เพราะเจ้าอ้วนคนนี้มันดูซื่อบื้อและหลอกง่ายสุดๆ

สถาบันวิหารศักดิ์สิทธิ์ คือผลผลิตที่ถือกำเนิดขึ้นหลังยุคสงคราม ก่อตั้งกระจายอยู่ตามเมืองหลักต่างๆ ของสมาพันธ์คมดาบ หากใครคิดอยากจะก้าวขึ้นเป็น 'วีรชน' นี่คือเส้นทางเดียวที่ต้องก้าวผ่าน

เข้าเรียนในวิหารศักดิ์สิทธิ์ อาจจะไม่ได้เป็นวีรชนเสมอไป แต่ถ้าเข้าเรียนในวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ ชาตินี้ก็ไม่มีวันได้เป็นวีรชนอย่างแน่นอน

เมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่คือเมืองจี๋กวง ทิศเหนือติดกับจักรวรรดิเก้าเทพ ทิศใต้พิงสามขั้วอำนาจใหญ่แห่งสมาพันธ์คมดาบ ทิศตะวันออกเป็นอาณาเขตของเผ่าสมุทร และทิศตะวันตกคือจักรวรรดิม่านถัวหลัวของเทพแปดเหล่า ด้วยทำเลที่ตั้งอันแสนสำคัญนี้ ในช่วงสงครามปีนั้น เจ้าของเมืองจี๋กวงคนเดิมจึงถูกกวาดล้างจนสิ้นเผ่าพันธุ์ หลังสงครามจบลง ขั้วอำนาจต่างๆ ก็ยังคงแก่งแย่งชิงดีกันไม่หยุดหย่อน จนท้ายที่สุดมันก็ถูกสถาปนาให้กลายเป็นเมืองอิสระ และได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและมีอิสรภาพมากที่สุดในทวีปเก้าสวรรค์

ถุยเถอะ!

สถานที่ที่พวกเขาทั้งสองกำลังยืนอยู่มีชื่อว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบ สำหรับสามัญชนแล้ว การได้เข้าเรียนในวิหารศักดิ์สิทธิ์คือหนทางเดียวที่จะพลิกฐานะทางสังคมได้ ในขณะที่พวกรักษาฐานันดรศักดิ์และมหาเศรษฐีก็ต้องอาศัยวิหารศักดิ์สิทธิ์เพื่อเสริมสร้างอำนาจ ความมั่งคั่ง และเครือข่ายเส้นสายของตนเอง การพัฒนาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้ระบบของวิหารศักดิ์สิทธิ์หยั่งรากลึกลงไปในทุกซอกทุกมุมของสมาพันธ์คมดาบ

วิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและเคยมีผลงานอันรุ่งโรจน์ในอดีต เพียงแต่ในช่วงยี่สิบปีมานี้กลับถูกวิหารศักดิ์สิทธิ์พิพากษาที่อยู่ในเมืองเดียวกันกดข่มจนแทบโงหัวไม่ขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ท่านครูใหญ่คนใหม่จึงตัดสินใจทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ สถาบันวิหารศักดิ์สิทธิ์ทุกแห่งในสมาพันธ์คมดาบล้วนดำเนินตามแนวทางปั้นชนชั้นนำ รับเฉพาะศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงสุดเท่านั้น เข้ายากออกยาก ทว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์กุหลาบกลับบุกเบิกมาตรการใหม่ นั่นก็คือเข้าง่ายออกยาก

พูดให้ชัดก็คือการ 'ขยายจำนวนรับนักศึกษา' แถมยังเปิดช่องให้สามารถยัดเงินบริจาคเพื่อแลกที่นั่งเรียนได้อีกด้วย สมาชิกวิหารศักดิ์สิทธิ์หัวโบราณหลายคนมองว่านี่คือการ 'ลบหลู่' เกียรติภูมิแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างร้ายแรง ทว่าคาลิดาผู้เป็นครูใหญ่คนใหม่ก็ยังคงดื้อดึงทำตามใจตัวเองต่อไป

ผลก็คือคนอย่างหวังเฟิงและฟ่านเท่อซีสามารถเนียนเข้ามาเรียนได้หน้าตาเฉย ว่ากันว่าปีนี้ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก เห็นได้ชัดว่าคาลิดาก็เป็นพวกชอบสร้างเรื่องวุ่นวายไม่ใช่น้อย คงกะจะเดิมพันว่าถ้าไม่พลิกฟื้นกลับมายิ่งใหญ่ในกำมือของเธอ ก็ปล่อยให้มันพังพินาศคามือเธอไปเลยนั่นแหละ

ผู้หญิงแบบนี้แหละที่ห้ามไปกระตุกหนวดเสือเด็ดขาด

"อาเฟิง นายปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ ตอนเที่ยงฉันยังต้องไปส่งข้าวกล่องให้เล่ยเล่ยอีก" พอพูดถึงเทพธิดาในดวงใจ ฟ่านเท่อซีก็ทำหน้าเคลิบเคลิ้มราวกับคนคลั่งรักขึ้นมาทันที

หวังเฟิงกลอกตาบน "อาซีปา( เอ๊ย! ไอ้พวกยอมเป็นหมาเลียส้นเท้าน่ะมันไม่มีอนาคตหรอกเว้ย"

เล่ยเชี่ยเอ่อร์ คือหนึ่งในนักศึกษาหญิงรุ่น 97 ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากสาขาศิลปะการต่อสู้ เธอมีหุ่นระดับเอสเพอร์เฟกต์ เป็นก้อนฮอร์โมนเดินได้ดีๆ นี่เอง เห็นได้ชัดว่าจากความทรงจำของร่างเดิม ฟ่านเท่อซีเป็นแค่หนึ่งในยางอะไหล่ของเธอเท่านั้น หรือเผลอๆ อาจจะไม่ถูกนับเป็นยางอะไหล่ด้วยซ้ำ

"หมาเลียส้นเท้าคืออะไรเหรอ? อาเฟิง ฉันว่าช่วงนี้นายดูแปลกๆ ไปนะ อีกอย่าง เมื่อก่อนนายก็เรียกฉันว่าอาซีมาตลอด ทำไมจู่ๆ ถึงมีคำว่า 'ปา' โผล่มาด้วยล่ะ? ฉันรู้สึกทะแม่งๆ ยังไงก็ไม่รู้"

หวังเฟิงตบบ่าฟ่านเท่อซีเบาๆ "เพื่อนรัก คำว่าปามันเป็นคำอุทานแถวบ้านเกิดฉันน่ะ ฉันกำลังชมว่านายหล่อต่างหาก"

ฟ่านเท่อซีฉีกยิ้มกว้างจนแก้มยุ้ยๆ ดันดวงตาให้หยีลง เอาจริงๆ หมอนี่คิดว่าตัวเองหล่อระเบิดมาจากก้นบึ้งของหัวใจเลยล่ะ เพียงแต่พวกคนธรรมดาสามัญน่ะตาไม่ถึงก็เท่านั้น สมแล้วที่เป็นเพื่อนรักกัน คนศีลเสมอกันย่อมดึงดูดเข้าหากันเสมอ!

อาซีปา ซึ่งเป็นการเลียนเสียงคำสบถยอดฮิตของเกาหลี ที่แปลว่า "แม่งเอ๊ย!" หรือ "เชี่ยเอ๊ย!"

จบบทที่ บทที่ 4 อาซีปา

คัดลอกลิงก์แล้ว