- หน้าแรก
- เป็นพ่อมดวัยสิบเอ็ดปีทั้งที จะให้ฉันไปสู้กับซอมบี้เนี่ยนะ
- ตอนที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ช่วยชีวิต
ตอนที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ช่วยชีวิต
ตอนที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ช่วยชีวิต
ตอนที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ช่วยชีวิต
หลุยส์กัดฟันแน่น หยิบเศษไม้แหลมๆ จากพื้นขึ้นมา แล้วทิ่มลงไปที่นิ้วชี้ซ้ายอย่างไม่ลังเล
เลือดสีแดงสดหยดหนึ่งผุดขึ้นมา
เขาข่มความตึงเครียดไว้ แล้วค่อยๆ ยื่นมือที่ ล่องหน อยู่เข้าไปใกล้ขอบกระจกแตกอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาทำอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่นิดเดียว
กลิ่นคาวเลือด แม้เพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกวอล์กเกอร์คุ้มคลั่งได้
ทว่า พวกวอล์กเกอร์ที่อยู่หน้าประตูยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
บางตัวเดินวนไปมาอยู่กับที่ บางตัวกำลังก้มหน้ากัดกินซากศพเละเทะบนพื้น ไม่มีตัวไหนสนใจเลือดสดๆ ของมนุษย์ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมเลย
หัวใจของหลุยส์เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาออกแรงบีบนิ้วเพิ่มขึ้นอีกนิด ปล่อยให้เลือดซึมออกมาจากบาดแผลมากขึ้น
ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม!
นี่มันเซอร์ไพรส์สุดๆ ไปเลย!
ก่อนหน้านี้ ความเชื่อที่ว่าผ้าคลุมล่องหนสามารถกันกลิ่นจากจมูกของวอล์กเกอร์ได้เป็นเพียงความหวังลางๆ ของเขา เพราะเขาจำได้เลาๆ ว่าในต้นฉบับ ผ้าคลุมนี้กันกลิ่นไม่ได้ แต่ถ้าเกิดว่าได้ล่ะ?
เขาไม่คิดเลยว่าผ้าคลุมล่องหนผืนนี้จะใช้ได้ผลกับประสาทรับกลิ่นของวอล์กเกอร์จริงๆ! หรือจะเป็นเพราะนี่เป็นเวอร์ชันดัดแปลงพิเศษ?
ตอนนี้เขาไม่อาจหาเหตุผลได้ แต่ตราบใดที่ผลลัพธ์ออกมาดี แค่นั้นก็พอแล้ว!
เมื่อมองดูวอล์กเกอร์ที่ดูงุนงงตรงหน้า ความคิดบ้าบิ่นอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวหลุยส์
เขายื่นมือที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมล่องหนออกไป กำหมัดแน่น แล้วชกเข้าใส่หน้าวอล์กเกอร์อย่างจังผ่านช่องแตกเล็กๆ นั่น
วอล์กเกอร์ตัวนั้นก้มมองจุดที่โดนต่อยด้วยความสับสน มึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินโซเซไปทางอื่นอย่างไร้จุดหมาย
สำเร็จ!
หลุยส์กรีดร้องด้วยความดีใจอยู่เงียบๆ ในใจ! ในที่สุดเขาก็ยืนยันได้แล้วว่าผ้าคลุมล่องหนผืนนี้ อย่างน้อยในขั้นตอนนี้ ก็สามารถปิดกั้นการรับรู้ของวอล์กเกอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ! ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน หรือการดมกลิ่น!
แน่นอน เขาไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าตัวเขาเปียกโชกไปด้วยเลือดจำนวนมาก แต่สำหรับตอนนี้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!
เขากลับขึ้นไปยังห้องผู้จัดการที่ชั้นสองด้วยความพึงพอใจ ใช้โซฟาตัวหนักดันประตูปิดตายจากด้านใน แล้วทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาอย่างสบายใจ ก่อนจะหลับสนิทไป... ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ หลุยส์สะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูเบาๆ
"หลุยส์? ฉันเอง เชน"
หลุยส์ลุกพรวดขึ้นนั่ง รีบเลื่อนโซฟาออกและเปิดประตู
เชนกลับมาในสภาพมอมแมม เป้สะพายหลังตุงจนน่าจะเก็บของมาได้เยอะ แต่สีหน้าของเขากลับดูเคร่งเครียด
"สถานการณ์เป็นไงบ้างครับ?" หลุยส์ถามพลางขยี้ตา
"ไม่ค่อยดีเท่าไหร่" เชนวางเป้ลงและหยิบอาหารกระป๋องกับน้ำสองขวดออกมา "ฉันไปดูทางออกแถวนี้มาหลายทางแล้ว พวกมันอยู่เต็มไปหมด แถมยังเยอะกว่าเมื่อวานอีก เราติดกับแล้ว"
เขามองหลุยส์แล้วพูดเสียงต่ำ "ข่าวดีคือ พวกข้างล่างดูเหมือนจะเลิกสนใจทุบประตูแล้ว"
"ข่าวร้ายคือ เราคงออกไปไหนไม่ได้สักพัก ต้องกบดานอยู่ที่นี่ไปก่อน รอให้พวกวอล์กเกอร์ข้างนอกโดนล่อไปทางอื่น หรือไม่ก็สลายตัวไปเอง"
บ่ายวันนั้น ทั้งสองไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ แต่ช่วยกันสำรวจอาคารสำนักงานจนทั่ว
ระหว่างนั้น พวกเขาเจอวอล์กเกอร์อีกสองตัวติดอยู่ในห้องครัว ซึ่งก็จัดการได้ไม่ยากด้วยการประสานงานที่รู้ใจกัน ผลพลอยได้คือเจอเศษอาหารและน้ำดื่มขวดเล็กน้อย
ค่ำคืนเวียนมาบรรจบอีกครั้ง
ด้วยการยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าของหลุยส์ เชนจึงยอมไปพักผ่อนก่อน ปล่อยให้เขารับหน้าที่เฝ้ายามกะดึก
เมื่อกลับมานั่งใต้โต๊ะผู้จัดการอันเย็นเฉียบอีกครั้ง สภาพจิตใจของหลุยส์แตกต่างจากคืนก่อนอย่างสิ้นเชิง ความสำเร็จจากเรื่องผ้าคลุมล่องหนมอบความมั่นใจและความอุ่นใจให้เขาอย่างมหาศาล
เขาไม่ใจร้อนหรือกระวนกระวายอีกต่อไป เขาเคลียร์สมอง ปล่อยจิตใจให้สงบนิ่ง เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ปากกาและไม้กายสิทธิ์ในมือ
เขานึกทบทวนทุกรายละเอียดจากหนังสือ สัมผัสถึงกระแสเวทมนตร์แผ่วเบาที่แทบจับต้องไม่ได้ซึ่งส่งผ่านมาทางไม้กายสิทธิ์
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
ในจังหวะที่เขาฝึกซ้อมไปนับครั้งไม่ถ้วนจนแขนแทบจะยกไม่ขึ้น ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด
เขาชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่หนังสือเล่มหนาบนพื้น 'ตำราคาถามาตรฐาน ปี 1' อย่างไม่ตั้งใจ
"วิงการ์เดียม... เลวิโอซ่า"
เขาร่ายคาถาเบาๆ สะบัดข้อมืออย่างงดงาม แล้วตวัดปลายไม้
วูบ—
ความรู้สึกซ่าๆ แปลกประหลาดเหมือนกระแสไฟฟ้าไหลจากฝ่ามือแล่นพล่านไปทั่วทั้งตัวทันที!
ทันใดนั้น หนังสือเวทมนตร์ตรงหน้าก็เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นประคองไว้ หน้ากระดาษสั่นระริกเล็กน้อย แล้วก็... ค่อยๆ ลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ แม้จะดูโคลงเคลงไปบ้าง แต่มันก็ลอยขึ้นมาจริงๆ!
สูงจากพื้นถึงสามนิ้วเต็มๆ!
สำเร็จแล้ว!
หลุยส์เบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความปิติยินดี!
เขาแทบจะกลั้นเสียงร้องตะโกนดีใจไว้ไม่อยู่! ความเหนื่อยล้า ความกดดัน ความกลัว และความคับแค้นใจตลอดสองวันที่ผ่านมา ถูกพัดพาหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความสุขและความภาคภูมิใจอันท่วมท้น!
เขา... ใช้เวทมนตร์ได้แล้วจริงๆ!
หลุยส์อยากจะกระโดดโลดเต้นและตะโกนร้องให้สุดเสียง แต่ความเป็นจริงไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น เขาจึงทำได้เพียงกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ และกระซิบว่า "เยส!"
หลังจากความตื่นเต้นชั่วครู่ จิตวิญญาณผู้ใหญ่ในร่างเด็กก็ดึงเขากลับมาสู่ความสงบและหันไปคิดเรื่องที่จับต้องได้มากกว่า
ลำพังแค่ "เรียนรู้" คาถายกของได้ยังห่างไกลจากคำว่าพอ
เขาต้องก้าวไปให้ถึงระดับ "เชี่ยวชาญ" และมุ่งสู่เป้าหมายที่สูงขึ้นอย่าง "ร่ายคาถาทันที" "ร่ายคาถาไร้เสียง" และ "เวทมนตร์ไร้ไม้กายสิทธิ์"
การทำให้เวทมนตร์กลายเป็นสัญชาตญาณส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น ถึงจะสามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้ในการต่อสู้ที่สถานการณ์พลิกผันได้ตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอีกปัญหาที่สำคัญกว่า—เขาต้องทดลองซ้ำๆ เพื่อประเมินว่าขีดจำกัดในการร่ายคาถาของเขาในตอนนี้อยู่ที่ตรงไหน
ในโลกของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่มีการกำหนดค่าพลังอย่าง "มานาบาร์" ไว้อย่างชัดเจน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะใช้เวทมนตร์ได้ไม่จำกัด
เหมือนกับที่แฮร์รี่มักจะหมดแรงจนแทบล้มและต้องการช็อกโกแลตเพื่อเติมพลังตอนฝึกคาถาผู้พิทักษ์ การร่ายคาถา—โดยเฉพาะคาถาที่ต้องใช้พลังงานสูง—เป็นการผลาญพลังกายและพลังใจของพ่อมดอย่างมหาศาล
หลุยส์จำเป็นต้องหาจุดวิกฤตนั้นให้เจอ
เขาต้องรู้ให้ชัดเจนว่าในสภาพปัจจุบัน เขาจะรักษาขีดความสามารถในการต่อสู้ได้นานแค่ไหน ก่อนที่พลังใจจะหมดเกลี้ยง จนเกิดอาการวิงเวียนหรือตาพร่ามัวซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการร่ายคาถา
เปรียบเสมือนมือปืนที่ต้องรู้ว่าในแมกกาซีนมีกระสุนกี่นัด จอมเวทย์ก็ต้องรู้ขีดจำกัดจำนวนครั้งในการร่ายเวทของตัวเองเช่นกัน
ไม่อย่างนั้น หากตกอยู่ในสถานการณ์คับขันแล้วร่ายคาถาไม่ออกเพราะปวดหัวแทบระเบิดหรือสมาธิแตกกระเจิง คงเป็นการตายที่โง่ที่สุดในโลก
เรื่องแรกอาจทำไม่สำเร็จในชั่วข้ามคืน แต่เรื่องหลังสามารถประเมินคร่าวๆ ได้ผ่านการฝึกฝนหลังจากนี้
ดังนั้น หลุยส์จึงสลัดความคิดฟุ้งซ่านและกลับเข้าสู่สภาวะจดจ่อกับการฝึกฝนอีกครั้ง
เริ่มแรก เขาบังคับหนังสือเวทมนตร์เล่มนั้นให้เคลื่อนไหวในท่าทางซับซ้อนต่างๆ กลางอากาศ จากที่โคลงเคลงในช่วงแรกก็เริ่มลื่นไหลและมั่นคงขึ้นในภายหลัง เขาสัมผัสได้ว่าการควบคุมเวทมนตร์ของเขาชำนาญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ต่อมา เขาเริ่มทดลองกับวัตถุที่มีน้ำหนักและวัสดุแตกต่างกัน
ที่เย็บกระดาษโลหะ ที่เขี่ยบุหรี่แก้วหนักอึ้ง ขวดน้ำที่เหลือครึ่งขวดข้างเป้... หลุยส์สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วชี้ไม้กายสิทธิ์มาที่ตัวเอง
ในวินาทีถัดมา สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
หากการควบคุมหนังสือก่อนหน้านี้เหมือนกับการยกขนนก การพยายามยกร่างกายตัวเองด้วยเวทมนตร์ก็เหมือนกับการใช้จิตดึงรถบรรทุกคันมหึมา!
เขารู้สึกว่าตัวเบาหวิวขึ้นกะทันหัน เท้าเหมือนจะลอยจากพื้นได้จริงๆ แต่ความรู้สึกวิงเวียนอย่างรุนแรงก็จู่โจมสมองอย่างหนัก
ในขณะเดียวกัน เขาไม่ได้ลอยขึ้นในแนวดิ่งอย่างเท่ๆ แบบที่จินตนาการไว้ แต่กลับเหมือนมีใครมากระชากข้อเท้าดึงขึ้นไป ศูนย์ถ่วงเสียสมดุลทันที เท้าชี้ฟ้า หัวทิ่มลงพื้นอย่างควบคุมไม่ได้!
ก่อนที่หน้าจะจูบพื้นคอนกรีต เขารีบหยุดคาถาทันควัน ร่างกายเซถลาแล้วก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นดังตุ้บ
"ไม่ไหว... ยังอีกไกล"
หลุยส์หอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อย
แค่ลองไปเพียงแวบเดียว ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาจนรู้สึกเหมือนอดนอนมาสามคืนติด ดูเหมือนความฝันที่จะใช้คาถายกของเพื่อ "เหาะเหินเดินอากาศ" จะยังคงเป็นแค่ความฝันสำหรับระดับของเขาในตอนนี้
ตลอดชั่วโมงกว่าๆ ถัดมา เขาฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่งจนหัวเริ่มหมุนติ้วเป็นระลอก ถึงได้ยอมล้มเลิกความคิดที่จะไปต่อ
ถึงอย่างไร สภาพแวดล้อมตอนนี้ก็ยังไม่ปลอดภัย เขาจะฝึกจนสลบเหมือดไปจริงๆ ไม่ได้
"ในที่สุด... ก็มีวิธีป้องกันตัวบ้างแล้ว... ระดับตอนนี้คงถือว่า 'บรรลุขั้นเฮอร์ไมโอนี่' แล้วมั้ง? ถึงจะเป็นแค่คาถายกของก็เถอะ"
หลุยส์พิงขาโต๊ะและถอนหายใจด้วยความอ่อนล้า
แม้จะยังไม่เชี่ยวชาญนัก แต่คาถายกของที่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของจากระยะไกล สร้างสิ่งกีดขวาง หรือแม้แต่โจมตีได้ ย่อมเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตในวันสิ้นโลกนี้ได้อย่างมหาศาล
เขารู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวว่าฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงเลิกฝืน ย้ายร่างไปที่โซฟา แล้วสะกิดเชนเบาๆ
"คุณเจ้าหน้าที่ ตื่นครับ ถึงเวลาเปลี่ยนกะแล้ว"
[จบตอน]