- หน้าแรก
- เป็นพ่อมดวัยสิบเอ็ดปีทั้งที จะให้ฉันไปสู้กับซอมบี้เนี่ยนะ
- ตอนที่ 3 ไหนบอกว่าเป็นเวทมนตร์ ไหงกลายเป็นวิชาหวดไม้ไปซะงั้น
ตอนที่ 3 ไหนบอกว่าเป็นเวทมนตร์ ไหงกลายเป็นวิชาหวดไม้ไปซะงั้น
ตอนที่ 3 ไหนบอกว่าเป็นเวทมนตร์ ไหงกลายเป็นวิชาหวดไม้ไปซะงั้น
ตอนที่ 3 ไหนบอกว่าเป็นเวทมนตร์ ไหงกลายเป็นวิชาหวดไม้ไปซะงั้น
"บัดซบเอ๊ย!"
หากเมื่อวินาทีก่อนเชนยังคงลังเลใจว่าจะช่วยชายคนนั้นดีหรือไม่ ทันทีที่ชายคนนั้นตะโกนออกมาว่า "ฉันเห็นพวกคุณ!" ความเมตตาเศษเสี้ยวสุดท้ายในฐานะตำรวจของเขาก็ถูกขยี้จนแหลกละเอียด
ไอ้โง่นั่น!
สายตาของเชนเปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที
ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอแบบนี้ คนเป็นๆ ที่ทั้งโง่เขลาและเห็นแก่ตัวนั้นอันตรายยิ่งกว่าพวกวอล์กเกอร์ไร้สมองเสียอีก!
เขารู้ดีว่าเสียงตะโกนนั้นหมายถึงอะไร! แต่เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง ชายคนนั้นกลับไม่ลังเลที่จะลากพวกเขาทั้งสองคนลงนรกไปด้วย
จะให้ช่วยมันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!
ปัญหาเดียวในตอนนี้คือ เขาจะรอดพ้นจากหายนะที่ไอ้โง่นั่นชักนำมาได้อย่างไรในขณะที่ต้องคุ้มครองเด็กคนหนึ่งไปด้วย!
และเป็นไปตามคาด ยังไม่ทันที่เสียงตะโกนของชายคนนั้นจะจางหายไป เสียงคำรามที่ชวนให้หนังศีรษะชาหนึบก็ดังระงมขึ้นจากทุกทิศทุกทางของถนน
"แฮ่... แฮ่..."
ราวกับฝูงฉลามที่ได้กลิ่นคาวเลือด พวกวอล์กเกอร์ที่เคยเดินเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย จู่ๆ ก็เหมือนได้รับคำสั่งบางอย่าง พวกมันหันขวับมาพร้อมกันและมุ่งหน้าตรงมายังอาคารสำนักงานแห่งนี้
เสียงฝีเท้าของพวกมันเปลี่ยนจากเสียงลากเท้าห่างๆ เป็นเสียงฝีเท้าที่ถี่รัวและหนาแน่น ฟังดูเหมือนแมลงสาบนับร้อยกำลังไต่ยั้วเยี้ยไปตามพื้น ชวนให้ขนลุกขนพอง
ชายผู้บาดเจ็บเริ่มรู้ตัวแล้วว่าสถานการณ์ผิดปกติ ความหวังบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวสุดขีดในพริบตา
"ไม่... ไม่นะ! เปิดประตู! ได้โปรดเปิดประตูที!"
เขาทุบประตูกระจกที่ถูกสิ่งกีดขวางกั้นไว้อย่างบ้าคลั่งจนเกิดเสียงดังสนั่น โดยไม่รู้เลยว่านั่นยิ่งเป็นการเร่งเวลาตายของตัวเองให้เร็วขึ้น
ปัง!
วอล์กเกอร์ตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ ตรึงร่างของเขาแนบติดกับประตู ชายคนนั้นหันกลับไปมองด้วยความตื่นตระหนก และต้องเผชิญหน้ากับใบหน้าเน่าเฟะที่แสยะยิ้มจนเห็นเหงือก
"อ๊ากกก—!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วทั้งถนน แต่ไม่นานมันก็ถูกกลบด้วยเสียงเคี้ยวอันน่าสะอิดสะเอียนที่ดังมาจากลำคอของวอล์กเกอร์
ในชั่วพริบตา เลือดสีสดก็สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระจกที่แตกร้าว
ฉากนี้เกิดขึ้นห่างจากหลุยส์ไม่ถึงสิบเมตร
แม้จะมีกระจกสกปรกๆ กั้นอยู่ชั้นหนึ่ง แต่เขาก็ยังมองเห็นภาพอันนองเลือดและโหดร้ายนั้นได้อย่างชัดเจน เพียงพอที่จะทำให้คนปกติสติแตกได้เลย
กระเพาะอาหารของเขาบิดเกร็ง ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษทันที
แต่ดวงวิญญาณของผู้ใหญ่ในร่างเด็กบังคับให้เขากลั้นความรู้สึกอยากอาเจียนเอาไว้ เพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมากลัว!
ขณะที่ชายคนนั้นถูกฉีกทึ้งและกัดกิน วอล์กเกอร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นคาวเลือด พวกมันล้อมอาคารสำนักงานเอาไว้จนมิด ไร้ทางหนีทีไล่!
ปัง... ปัง... เพล้ง...
ฝ่ามือที่เน่าเปื่อยและบวมอืดเริ่มทุบตีกระจกประตูและหน้าต่างทุกบานที่ชั้นล่าง ก่อให้เกิดเสียงที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น หน้าต่างหลายบานที่มีรอยร้าวอยู่แล้วเริ่มส่งเสียงร้องครวญครางภายใต้แรงกระแทก
พวกเขาถูกล้อมไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว!
"หลุยส์! มาช่วยหน่อย!" เชนคำรามลั่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรน
เขาเลิกสนใจสังเกตการณ์แล้วหันกลับไปวิ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางโถง
หลุยส์ได้สติกลับมาทันที เขารู้ว่าตอนนี้พวกเขาลลงเรือลำเดียวกันแล้ว ความประมาทเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความตายของทั้งคู่
เขารีบวิ่งเข้าไปทันที ใช้ร่างกายเล็กๆ และเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีช่วยเชนดันโต๊ะทำงานที่หนักอย่างน้อยสองสามร้อยปอนด์ตัวนั้น
"หนึ่ง... สอง... ดัน!"
เส้นเลือดบนหน้าผากของเชนปูดโปน กล้ามเนื้อแขนเกร็งจนแข็ง หลุยส์เองก็กัดฟันแน่น ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำจากการออกแรง
ด้วยความพยายามของทั้งสอง ในที่สุดโต๊ะทำงานหนักอึ้งก็ถูกดันไปขวางหลังประตูหลักที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดทีละนิดจนแน่นหนา
"ยังไม่จบแค่นั้น!" เชนหอบหายใจพลางชี้ไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่หลายบานอีกฝั่ง "ดันตู้เอกสารพวกนั้นไปทางโน้น!"
"ครับ!"
โดยไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ทั้งสองหันไปช่วยกันดันตู้เหล็กที่อัดแน่นไปด้วยเอกสาร แม้ตู้พวกนี้จะไม่หนักเท่าโต๊ะ แต่จำนวนของมันก็มีมากโข
เพล้ง!
เสียงกระจกแตกดังสนั่นหวั่นไหว ในที่สุดกระจกหน้าต่างบานหนึ่งก็ทนแรงกระแทกไม่ไหวและแตกกระจาย! ร่างท่อนบนของวอล์กเกอร์ตัวหนึ่งเบียดแทรกเข้ามาผ่านช่องว่างทันที มันกวัดแกว่งกรงเล็บและพยายามคว้าตัวหลุยส์ที่อยู่ใกล้ที่สุด!
"ระวัง!"
เชนตาไวรีบดึงหลุยส์ไปหลบข้างหลัง พร้อมกับยกปืนลูกโม่ในมือขึ้นอย่างไม่ลังเล แต่เพียงแค่เหลือบมองแวบเดียว เขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะยิง
ไม่ได้! ขืนยิงตอนนี้รังแต่จะเรียกพวกวอล์กเกอร์จากที่ไกลๆ มาเพิ่มอีก!
ในเสี้ยววินาทีที่เชนลังเล หลุยส์ที่อยู่ข้างหลังก็เคลื่อนไหว!
หลุยส์สายตาเฉียบคม เขาเหลือบไปเห็นชะแลงเหล็กที่หักวางอยู่ข้างตู้เอกสารที่ล้มระเนระนาดตรงมุมห้องทันที วอล์กเกอร์ตัวนั้นกำลังพยายามก้าวขาข้ามช่องหน้าต่างเข้ามาด้วยท่าทางเทอะทะและเชื่องช้า
จังหวะนี้แหละ!
ร่างกายของหลุยส์ระเบิดความเร็วและปฏิกิริยาโต้ตอบที่ไม่สมกับวัยออกมา
เขาพุ่งตัวไปข้างหน้า คว้าชะแลงหนักอึ้งขึ้นมา แล้วใช้แรงทั้งหมดที่มีหวดเข้าเต็มแรงที่ข้อพับเข่าด้านหลังของวอล์กเกอร์ที่กำลังพยายามยกขาขึ้น!
กร๊อบ! เสียงดังฟังชัด
เข่าของวอล์กเกอร์หักสะบั้นทันที ส่งผลให้มันเสียหลัก และร่างท่อนบนก็ล้มฟาดลงกับพื้นสำนักงานอย่างแรง!
หลุยส์ไม่ได้หยุดมือแม้แต่วินาทีเดียว เขาง้างชะแลงขึ้นสูง ประกายเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาสีฟ้าใสกระจ่าง แล้วฟาดลงไปที่ท้ายทอยเน่าๆ ของวอล์กเกอร์อย่างสุดแรงเกิด!
ผัวะ!
เสียงทึบๆ ดังขึ้น ราวกับค้อนปอนด์ทุบลงบนลูกแตงโม
หัวของวอล์กเกอร์ยุบลงไปทันที ร่างของมันกระตุกสองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไปโดยสมบูรณ์
หลุยส์หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ชะแลงในมือแทบจะหลุดร่วง แขนทั้งสองข้างสั่นระริกจากแรงสะท้อนมหาศาล
เชนยืนตะลึงกับภาพเหตุการณ์กะทันหันนี้ เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเด็กชายที่ดูบอบบางคนนี้จะมีมุมที่เด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมได้ขนาดนี้
แต่ด้วยสัญชาตญาณของตำรวจที่ผ่านการฝึกฝน เขาชะงักไปเพียงวินาทีเดียวก่อนจะตั้งสติได้ทันที
"ทำได้สวย ไอ้หนู!"
เขาคำรามชมเชย อาศัยจังหวะนั้นรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ร่วมมือกับหลุยส์ดันตู้เอกสารขนาดมหึมาไปปิดช่องโหว่นั้นไว้!
"เร็ว! ขึ้นไปชั้นสอง!"
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าประตูหน้าต่างทุกบานถูกปิดกั้นด้วยของหนักแล้ว หลุยส์ก็คว้ากระเป๋าเดินทางของตน ส่วนเชนก็คว้าแขนหลุยส์แล้ววิ่งตะบึงไปยังบันไดโดยไม่หันหลังกลับมามอง
ที่ชั้นล่าง เสียงทุบตีและกระแทกประตูหน้าต่างของพวกวอล์กเกอร์ดังสนั่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเสียงกลองมรณะที่ตีกระหน่ำใส่หัวใจของพวกเขา
พวกเขาได้ยินแม้กระทั่งเสียงกระจกที่แตกอย่างต่อเนื่องและเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ขวางประตูซึ่งกำลังร้องครวญครางภายใต้แรงกดดัน
ทั้งสองวิ่งรวดเดียวขึ้นมาถึงชั้นสอง เชนกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว แล้วชี้ไปที่ห้องสุดทางเดินที่มีป้ายเขียนว่า "ห้องผู้จัดการ"
"ห้องนั้น!"
เมื่อพุ่งเข้าไปในห้อง เชนรีบล็อกประตูทันที จากนั้นก็สั่งการหลุยส์ให้ช่วยกันดันโซฟาหนักๆ ในห้องมาขวางประตูไว้จนแน่นหนา
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ทั้งสองถึงได้มีโอกาสหายใจหายคอ ทิ้งตัวลงพิงโซฟาแล้วทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นเย็นเฉียบ
เหงื่อท่วมกาย หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงทุบและเสียงคำรามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจากชั้นล่างที่คอยตอกย้ำสถานการณ์อันเลวร้าย
ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นดูเหมือนจะเบาลงเล็กน้อย เหลือเพียงเสียงกระแทกเป็นครั้งคราวราวกับเสียงเพรียกจากความตาย
เชนและหลุยส์สบตากัน ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของผู้รอดชีวิต
"เฮ้อ..." เชนฝืนยิ้มที่ดูน่าเกลียดกว่าร้องไห้ เขาหันมามองหลุยส์แล้วพูดติดตลกกึ่งประชดประชัน "ดูท่าคืนนี้เราคงต้องค้างที่นี่กันแล้วล่ะเจ้าหนู"
เขาตบไหล่หลุยส์เบาๆ น้ำเสียงแฝงตลกร้ายที่เจือไปด้วยความจนใจ
"หวังว่าที่บ้านเธอคงไม่มีเคอร์ฟิวหรอกนะ ไม่งั้นคงโดนดุแย่"
หลุยส์มองท่าทีเสแสร้งว่าผ่อนคลายของเชน แล้วมุมปากก็กระตุกยิ้มตอบเช่นกัน แม้จะเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่นก็ตาม
"ไม่ต้องห่วงครับคุณเจ้าหน้าที่" เขาตอบเสียงเบา "ผมไม่มีบ้านให้กลับหรอกครับ"
"..."
[จบตอน]