เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7: กลับมาพร้อมกับของเต็มกระบุง

บทที่ 7: กลับมาพร้อมกับของเต็มกระบุง

บทที่ 7: กลับมาพร้อมกับของเต็มกระบุง


"พ่อคะ อย่าลืมสิว่าตอนที่ฉันทำงานที่สหกรณ์ก่อนหน้านี้ ฉันก็ยกเงินเดือนทั้งหมดให้ที่บ้านนะ"

เจียงอวี่ม่านยิ้ม "แม่ของฉันสละชีวิตตอนดับไฟที่โรงงาน แล้วคุณก็ฮุบเงินชดเชยของแม่ไว้หมด นี่ยังไม่รวมถึงเครื่องประดับทองที่จิ่งเฉินซื้อให้ฉันอีกนะ"

"เงินชดเชยของแม่แกมันหมดไปตั้งนานแล้ว! แกคิดว่าแกโตมาได้ด้วยการกินลมกินแล้งหรือไง!" ใบหน้าของเจียงหมิงปินแดงก่ำด้วยความโกรธจัด

"ฉันจะผลาญเงินครอบครัวนี้ไปสักเท่าไหร่กันเชียวตอนเด็กๆ น่ะ"

เจียงอวี่ม่านไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด จึงพูดเข้าประเด็นทันที "ฉันกำลังจะไปตกระกำลำบากที่ชนบทแล้ว ฉันก็แค่อยากได้ของพวกนั้นคืนมา ในฐานะที่ฉันเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของวีรสตรีโรงงานทอผ้า"

"ถ้าคุณไม่ยอมคืนเงินมาให้ฉัน ฉันก็จะไปที่โรงงานทอผ้า ไปถามพวกผู้บริหารดูว่าพวกเขาจะยอมจัดการเรื่องนี้ให้ไหม"

สวีเหมยเสียชีวิตขณะช่วยดับไฟเพื่อปกป้องทรัพย์สินของโรงงาน ทางโรงงานจึงได้มอบเงินชดเชย ใบประกาศเกียรติคุณ และจัดสรรบ้านพักหลังใหญ่ให้

เจียงหมิงปินยังใช้ชื่อเสียงของอดีตภรรยาเป็นสะพานไต่เต้าตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนเสียด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงกลายเป็นขาประจำที่ได้รับรางวัล 'นักกิจกรรมดีเด่น' ประจำปีของโรงงานอยู่เสมอ

เธอไม่เชื่อหรอกว่าเจียงหมิงปินจะยอมเสียหน้าเรื่องนี้

และก็เป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเจียงหมิงปินก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความโกรธ

ทว่าเขาก็ยังคงเกรงกลัวลูกเขยจะมาหาเรื่อง จึงไม่กล้าแม้แต่จะสั่งสอนนังลูกสาวจอมทรยศคนนี้!

พานหลานเฟิงกัดฟันกรอดจนแทบแหลกละเอียด แต่ก็ยังฝืนยิ้มออกมา "ม่านม่าน พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น ทำไมหนูต้องทำเรื่องให้มันยากด้วยล่ะจ๊ะ"

หล่อนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมขึ้นมาอีกว่า "เอาอย่างนี้ดีไหม หนูหย่ากับฟู่จิ่งเฉินไปเลยสิ แล้วหนูก็ไม่ต้องไปชนบทแล้ว ตอนนี้ที่บ้านไม่มีเงินก้อนนั้นหรอกนะ"

พูดจบหล่อนก็แสร้งบีบน้ำตาจอมปลอมออกมาสองสามหยด

เจียงอวี่ม่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คุณน้าพอจะทราบไหมคะ ว่าพฤติกรรมที่คุณน้ากำลังทำอยู่นี้เรียกว่าอะไร"

พานหลานเฟิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง

"การบ่อนทำลายชีวิตครอบครัวทหารไงคะ ถ้าฉันออกไปป่าวประกาศเรื่องนี้ คุณน้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นล่ะคะ" น้ำเสียงของเธออ่อนหวาน แต่เนื้อหากลับทำให้คนฟังขนหัวลุก

ฟู่วั่งซานถูกส่งไปดัดสันดานที่ชนบทเนื่องจากถูกสั่งพักงานเพื่อรอการสอบสวน แม้ฟู่จิ่งเฉินจะพลอยติดร่างแหไปด้วย แต่เขาก็ยังไม่ได้ถูกปลดจากการเป็นทหาร

มิเช่นนั้น ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ เขาคงไม่ได้กลับไปประจำการที่หน่วยเร็วขนาดนั้นหรอก

ดังนั้นหากข้อหานี้มีมูลความจริงล่ะก็ มันก็เพียงพอที่จะทำให้พานหลานเฟิงต้องตกระกำลำบากอย่างแสนสาหัสเลยทีเดียว

ใบหน้าของพานหลานเฟิงซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว "อย่าพูดจาเหลวไหลนะ" หล่อนเลิกพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลูกเลี้ยงหย่าร้างทันที

นังเด็กผีตายโหงนี่ ไม่รู้ว่าตกใจจนเพี้ยนไปแล้วหรือยังไง ถึงได้กลับมาพร้อมกับฝีปากกล้าแบบนี้

ราวกับกลายเป็นคนละคนเลยทีเดียว

แม้จะมีพวกเขาสองคนช่วยกันรับมือ แต่ก็ยังตึงมืออยู่ไม่น้อย

เจียงอวี่ม่านกล่าวต่อ "ฉันเป็นคนที่กำลังจะไปตกระกำลำบากที่ชนบทอยู่แล้ว ฉันไม่มีอะไรต้องเสียหรอกนะ จะบอกให้เอาบุญนะ ถ้าใครหน้าไหนกล้ามายั่วโมโหฉันล่ะก็ คราวนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรลงไปบ้าง"

คนที่ไม่มีอะไรจะเสีย ย่อมไม่มีอะไรต้องกลัว

และเป็นเพราะเจียงหมิงปินกับพานหลานเฟิงกลัวผลที่จะตามมา เจียงอวี่ม่านจึงสามารถกุมจุดอ่อนของพวกเขาไว้ได้อย่างง่ายดาย

เจียงหมิงปินแทบจะลมจับด้วยความโมโห "นังลูกทรพี! ดูสารรูปแกสิ! แกมีมารยาทของคนเป็นลูกหลงเหลืออยู่บ้างไหมห๊ะ!"

"เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว" เจียงอวี่ม่านขมวดคิ้ว "ถ้าคุณไม่ขยับตัวไปเอาของมาตอนนี้ ฉันจะไปโรงงานทอผ้าเดี๋ยวนี้แหละ"

"แกต้องการเท่าไหร่ล่ะ" เมื่อเห็นว่าเธอไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด เจียงหมิงปินจึงจำใจต้องถามด้วยสีหน้าดำทะมึน

เจียงอวี่ม่านเริ่มแจกแจงข้อเรียกร้องของตนเอง "แปดร้อยสำหรับเงินเดือนที่ผ่านมาของฉัน หนึ่งพันสำหรับเงินชดเชยของแม่ และเครื่องประดับทองทั้งหมดที่คุณหลอกเอาไปจากฉันด้วย"

เจียงหมิงปินไม่คิดว่าเธอจะโลภมากขนาดนี้ "ทำไมแกไม่ไปปล้นเขาเลยล่ะ!" ขณะที่พูด นิ้วมือของเขาก็สั่นเทาด้วยความโกรธ

เมื่อก่อน นังลูกสาวตัวดีคนนี้ทำงานแบบจับจด ได้เงินเดือนมาก็ไม่เท่าไหร่หรอก

ตอนที่สวีเหมยเสียชีวิต โรงงานจ่ายเงินชดเชยให้ทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อยหยวน

การเรียกร้องเพียงครั้งเดียวของเธอ กะจะกวาดเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวตลอดหลายปีที่ผ่านมาไปจนเกลี้ยงเลยหรือไง!

พานหลานเฟิงก็พูดประชดประชันขึ้นมาบ้าง "ม่านม่าน คนเราจะใจดำอำมหิตขนาดนั้นไม่ได้หรอกนะ ที่บ้านไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นหรอกจ้ะ หนูทำแบบนี้ก็เท่ากับบีบให้ครอบครัวเราต้องไปตายชัดๆ"

แน่นอนว่านี่คือคำโกหก เงินเดือนของเจียงหมิงปินกับหล่อนรวมกันในแต่ละเดือนก็เกือบจะสองร้อยหยวนแล้ว

เงินเก็บของครอบครัวมีเกือบจะสามพันหยวนเชียวนะ! ก็เพราะเงินก้อนนี้นี่แหละ ครอบครัวถึงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาตลอด

แต่การที่ต้องควักเงินก้อนโตขนาดนี้ออกมาในคราวเดียว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเชือดเนื้อตัวเองเลย

ถ้าเงินก้อนนี้หายวับไป พวกเขาจะไม่ต้องกลายเป็นเหมือนคนงานคนอื่นๆ ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างขัดสนตามคูปองปันส่วนทุกเดือนหรือไง!

พานหลานเฟิงทนคิดถึงชีวิตแบบนั้นไม่ได้จริงๆ

"ตอนที่พวกคุณเอาของฉันไป คุณพูดจาหวานหูซะยิ่งกว่านักร้องเสียอีก แต่พอฉันจะให้พวกคุณคายออกมา กลับหาว่าฉัน 'บีบให้พวกคุณไปตาย' ซะงั้น?"

เจียงอวี่ม่านอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา "พูดให้มันชัดๆ ดีกว่านะ พวกคุณต่างหากที่เอาเงินชดเชยของแม่ฉันไปเสวยสุข แถมยังได้อยู่บ้านหลังใหญ่ที่ได้มาเพราะความตายของแม่ฉัน คนที่ใจดำอำมหิตน่ะคือพวกคุณ ไม่ใช่ฉัน"

ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ พวกเขาไม่แม้แต่จะรับเจ้าของร่างเดิมกลับมาอยู่ด้วยซ้ำ หลังจากที่เธอไปทำแท้งมา

ตอนนี้ยังมีหน้ามาใช้ข้ออ้างเรื่องศีลธรรมข่มขู่เธออีกเหรอ? เธอไม่หลงกลหรอก

เจียงหมิงปินและพานหลานเฟิงถูกแทงใจดำเข้าอย่างจัง ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดลงทันตา แทบจะพูดไม่ออกเลยทีเดียว

"ให้ได้มากสุดแค่ห้าร้อยหยวน แล้วฉันจะคืนเครื่องประดับให้ ส่วนเรื่องอื่นน่ะเลิกฝันไปได้เลย" เจียงหมิงปินเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง

เจียงอวี่ม่านไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ "ดูท่าฉันคงต้องไปหาผู้บริหารของโรงงานทอผ้าจริงๆ สินะ" พูดจบเธอก็หันหลังเตรียมจะเดินจากไป

พานหลานเฟิงตกใจรีบคว้าแขนเธอไว้แน่น "ม่านม่าน อย่าเพิ่งวู่วามสิจ๊ะ เรามาค่อยๆ คุยกันดีกว่า"

วีรกรรมของสวีเหมยในอดีตยังคงเป็นที่เลื่องลือปากต่อปากในโรงงานทอผ้ามาจนถึงทุกวันนี้

หากเจียงอวี่ม่าน ซึ่งเป็นถึงลูกสาวของวีรสตรีผู้นี้ ไปร้องเรียน แล้วผู้บริหารโรงงานเห็นเธอแต่งตัวซอมซ่อแถมยังอุ้มท้องแก่ ในขณะที่หล่อนกับเจียงหมิงปินกลับปฏิเสธที่จะให้เงินเธอ พวกเขาจะคิดอย่างไร?

สามีภรรยาคู่นี้จะยังมีหน้าไปสู้หน้าใครได้อีกไหม?

"ไม่มีอะไรต้องคุยแล้ว" เจียงอวี่ม่านสะบัดมือหล่อนทิ้ง "ในเมื่อคุณไม่ยอมให้ฉันมีชีวิตที่ดี ฉันก็จะไม่ปล่อยให้พวกคุณมีชีวิตที่ดีเหมือนกัน"

คราวนี้พานหลานเฟิงอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ "ทำไมถึง..."

ก่อนที่หล่อนจะพูดจบ เจียงหมิงปินก็ตะคอกแทรกขึ้นมาด้วยความโกรธ "ไปเอาเงินมาให้นังลูกทรพีนี่ซะ!"

ถึงแม้ปกติแล้วพานหลานเฟิงจะเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างในบ้าน แต่เจียงหมิงปินก็ยังเป็นคนตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้เสมอ

เมื่อเห็นเจียงหมิงปินเดือดดาลขนาดนั้น ไม่ว่าหล่อนจะไม่เต็มใจเพียงใด หล่อนก็ทำได้เพียงปาดน้ำตาแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง

ชั่วพริบตาเดียว ภายในห้องโถงหลักก็เหลือเพียงสองพ่อลูกเท่านั้น

เจียงหมิงปินรู้สึกคับแค้นใจจนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากออกมา "ฉันเลี้ยงลูกให้กลายเป็นคนเลือดเย็นแบบนี้ไปได้ยังไงเนี่ย"

เจียงอวี่ม่านตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้า "ก็เพราะฉันได้เชื้อสายคุณมาไงคะ"

ประโยคเดียวนี้ทำเอาเจียงหมิงปินถึงกับพูดไม่ออกไปเลย

พอเขาเริ่มตั้งสติได้ พานหลานเฟิงก็เดินออกมาจากห้องพร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ ในมือ

เจียงหมิงปินคว้ามันมาแล้วโยนลงบนโต๊ะพลางชี้ไปที่ประตู "เอาเงินนี่ไป แล้วไสหัวออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลยนะ!"

เจียงอวี่ม่านไม่ได้ใส่ใจกับความโกรธเกรี้ยวอันไร้ประโยชน์ของเขา เธอเปิดห่อผ้าออกแล้วนับของข้างใน

เงินสดหนึ่งพันแปดร้อยหยวน พร้อมด้วยเครื่องประดับทองของเธอ... หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าครบถ้วนแล้ว เธอก็หันหลังเดินจากไป

ก่อนที่จะก้าวออกจากห้องโถงหลัก เธอก็ไม่ลืมที่จะปลดใบประกาศเกียรติคุณของสวีเหมยลงมาจากผนังด้วย

เมื่อเห็นเช่นนั้น เจียงหมิงปินก็ปวดใจด้วยความโกรธ "นังเด็กบ้า วางลงเดี๋ยวนี้นะ!"

"การที่ฉันจะเอาใบประกาศของแม่ฉันไป มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรแล้วนี่คะ" เจียงอวี่ม่านไม่หันกลับไปมองขณะผลักประตูเดินออกไป

คนสมัยนี้ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงหน้าตาเป็นอย่างมาก พวกที่ถูกส่งไปดัดสันดานที่ชนบทล้วนมีประวัติที่ไม่ดี แต่ถ้ามีใบประกาศนี้ติดตัวไป เธอก็จะสามารถประหยัดปัญหาไปได้มากโขหลังจากไปถึงที่นั่น

แน่นอนว่าเธอต้องเอามันไปด้วยอยู่แล้ว

ทิ้งให้คนสองคนในบ้านยืนหัวฟัดหัวเหวี่ยงด้วยความโกรธแค้น

ขณะที่เดินออกมาถึงลานบ้าน เธอก็ยังคงได้ยินเสียงเจียงหมิงปินเต้นเร่าๆ ด้วยความโกรธ "นังเด็กเนรคุณ! ขอให้แกไปตกระกำลำบากอยู่ที่ชนบทไปตลอดชีวิตเลยนะ อย่าหวังว่าฉันจะยื่นมือเข้าไปช่วย!"

"หมิงปิน แล้วตอนนี้เงินก้อนโตขนาดนั้นหายไปหมดแล้ว ครอบครัวเราจะทำยังไงกันดีล่ะ"

"จะให้ทำยังไงได้อีกล่ะ! ในเมื่อให้เงินไปแล้ว ต่อไปนี้หล่อนก็จะไม่มีส่วนแบ่งในบ้านหลังนี้อีก! งานของฉันก็จะตกเป็นของเซี่ยเอ๋อร์ ไม่เกี่ยวกับหล่อนอีกต่อไป"

"..."

เสียงพูดคุยปะปนกับเสียงข้าวของตกแตกดังแว่วมาจากในบ้านอย่างต่อเนื่อง

เจียงอวี่ม่านไม่ได้หยุดฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย

อีกสองปีเธอก็จะได้กลับมาแล้ว แถมชีวิตของเธอจะดียิ่งกว่าเดิมเสียอีก เจียงหมิงปินจะมีปัญญาช่วยอะไรเธอได้ล่ะ?

ส่วนเรื่องบ้านหลังนั้น มันก็เป็นชื่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมอยู่แล้ว ไว้กลับมาเมื่อไหร่ค่อยมาสะสางบัญชีก็ยังไม่สาย

เจียงอวี่ม่านเดินหิ้วห่อผ้าใบเขื่องกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่เบิกบานใจเป็นพิเศษ

จบบทที่ บทที่ 7: กลับมาพร้อมกับของเต็มกระบุง

คัดลอกลิงก์แล้ว