- หน้าแรก
- ย้อนอดีต พร้อมมิติลับกู้ชีพนายทหารหน่วยรบพิเศษ
- บทที่ 2 ส่งสู่โลกคู่ขนาน ปี 1973
บทที่ 2 ส่งสู่โลกคู่ขนาน ปี 1973
บทที่ 2 ส่งสู่โลกคู่ขนาน ปี 1973
กัวโย่วหนิงพึมพำกับตัวเอง ดูเหมือนว่ายมโลกจะก้าวทันยุคสมัย ถึงขนาดยึดถือค่านิยมหลักระบอบสังคมนิยมมาใช้ด้วย
งานนี้เธอถูกรางวัลใหญ่เข้าเต็มเปาแล้ว หากลองไตร่ตรองให้ดี เงื่อนไขแบบไหนกันนะที่จะทำให้เธอได้ผลประโยชน์สูงสุด
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า "ใต้เท้าทั้งสาม ในเมื่อหมดหนทางที่จะกลับไปได้แล้ว เช่นนั้นก็ขอให้ฉันได้ไปเกิดใหม่มีชีวิตที่ดีเถอะค่ะ ขอให้มีพ่อแม่อยู่ครบพร้อมหน้า ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว ไม่อดอยากเรื่องอาหารการกินและเครื่องนุ่งห่ม แล้วก็มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์"
ท่านตุลาการลูบเคราดกดำพลางทำหน้าเจื่อน "ขออภัยด้วยนะแม่หนู ข้าตรวจสอบสมุดบัญชีเป็นตายดูแล้ว เจ้ายังมีอายุขัยเหลืออยู่อีกตั้งเจ็ดสิบกว่าปี ตอนนี้คงยังให้ไปเกิดใหม่ไม่ได้หรอก"
กัวโย่วหนิงถึงกับอ้าปากค้าง รู้สึกเสียดาย... เสียดายจับใจ ช่างน่าเสียดายร่างกายที่อยู่ได้เป็นร้อยปีจริงๆ!
หัวใจของเธอหนักอึ้ง ไร้หนทางกลับบ้าน หมดหวังจะได้ไปเกิดใหม่ ไม่เหลือสิ่งใดนอกจากความอัดอั้นตันใจจนอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา
เปลือกตาของเธอหรี่ลงด้วยความสิ้นหวัง นี่เธอจะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในสถานที่ที่ไร้แสงตะวันแห่งนี้ไปอีกเจ็ดสิบกว่าปีจริงๆ หรือ? แค่คิดก็หวาดผวาจนอดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่
โลกมนุษย์อันสว่างไสวและมีชีวิตชีวาต่างหากคือสถานที่ที่เธอโหยหา ในเมื่อคิดหาสถานที่ปลายทางดีๆ ไม่ออก ก็ลองดูแล้วกันว่าพวกเขาจะจัดการให้อย่างไร
เธอจึงลองหยั่งเชิงดู "ท่านผู้เป็นใหญ่แห่งศาลสิบขุมคะ ความผิดพลาดแบบนี้น่าจะเคยเกิดขึ้นมาก่อน ปกติแล้วจัดการกันยังไงหรือคะ"
ท่านผู้เป็นใหญ่แห่งศาลสิบขุมยืดแผ่นหลังตั้งตรงแล้วตอบอย่างเคร่งขรึม "ยมโลกของเราทำงานอย่างรัดกุมและแม่นยำ ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง หากเกิดขึ้นก็มักจะมีทางเลือกอยู่สองทาง"
"ผู้ที่เหลืออายุขัยเพียงน้อยนิด จะให้อยู่ในตำหนักวิญญาณตายโหงในฐานะพนักงานชั่วคราว เพื่อสร้างสมบุญบารมีให้หมดสิ้นอายุขัยที่เหลืออยู่ ส่วนผู้ที่เหลืออายุขัยอีกมาก... อย่างเช่นเจ้า... จะถูกส่งไปยังโลกคู่ขนานเพื่อใช้ชีวิตในอีกชาติภพหนึ่ง"
กัวโย่วหนิงถึงกับอ้าปากค้าง สวรรค์ช่วย... โลกคู่ขนานมีอยู่จริงหรือนี่! ช่างวิเศษอะไรเช่นนี้!
หากเทียบกับยมโลกอันแสนหดหู่นี้แล้ว โลกคู่ขนานฟังดูน่าอภิรมย์กว่าเป็นไหนๆ
หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและโหยหาที่จะได้ไปเยือนโลกใบใหม่ เธอโพล่งออกไปว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ส่งฉันไปที่นั่นเลยค่ะ แต่ต้องเป็นครอบครัวที่ดีนะคะ ขอแบบพ่อแม่อยู่ครบพร้อมหน้า ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว ไม่อดอยากเรื่องอาหารการกินและเครื่องนุ่งห่ม แถมด้วยร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์และสติปัญญาที่เฉียบแหลม"
แล้วเธอก็พลันนึกขึ้นได้ถึงฟาร์มคาเฟ่ที่เพิ่งทุ่มเงินซื้อมาหมาดๆ รวมถึงเงินเก็บในบัญชีอีกกว่าล้านหยวน เธอจะปล่อยให้พวกมันสูญเปล่าไปเฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาด
เธอยกมือขวาขึ้นมาถูนิ้วหัวแม่มือเข้ากับนิ้วชี้และนิ้วกลาง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างแล้วเอ่ยเสริม "ทรัพย์สินบนโลกมนุษย์ของฉันต้องตามฉันไปด้วยนะคะ แล้วพวกท่านก็ควรจะเพิ่มผลประโยชน์ให้ฉันด้วยค่าชดเชยงามๆ สักหน่อยด้วย"
เจ้านายระดับสูงทั้งสามสุมหัวกระซิบกระซาบปรึกษากัน กัวโย่วหนิงจับใจความได้เป็นหย่อมๆ ว่า "ก่อเรื่องใหญ่แล้ว" "คนดีสะสมบุญมาสี่ชาติ" "ล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด..."
ครู่ต่อมา ท่านผู้เป็นใหญ่แห่งศาลสิบขุมก็มีสีหน้าอ่อนลง "เราสามารถทำตามข้อเรียกร้องของเจ้าได้ ลูกน้องของข้าทำผิดพลาด ข้าย่อมต้องรับผิดชอบฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ข้าจะยอมสละตบะบารมีที่บำเพ็ญมาตลอดยี่สิบปี เพื่อเปลี่ยนฟาร์มของเจ้าให้กลายเป็นมิติพกพาติดตัวเจ้าไป"
จากนั้น ท่านตุลาการก็หยิบขวดหยกใสกระจ่างออกมาด้วยท่าทีแสนจะเสียดาย "นี่คือน้ำค้างทิพย์สิบหยดที่ข้าใช้เวลาสะสมมาถึงสามสิบปี เพียงหยดเดียวก็สามารถช่วยชีวิตคนได้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจรวยรินอยู่ มันจะช่วยรักษาให้หายขาดได้ รับสิ่งนี้ไปเป็นค่าชดเชยเถอะ"
กัวโย่วหนิงปลาบปลื้มจนเนื้อเต้น ยอดเยี่ยมไปเลย... นี่มันสุดยอดของวิเศษชัดๆ!
ไม่เพียงแต่เธอจะได้ครอบครองมิติพกพาในตำนาน เธอยังได้ชีวิตพิเศษมาเป็นเครื่องรางคุ้มภัยอีกตั้งสิบชีวิต!
เธอรีบยื่นมือออกไปคว้าขวดหยกอย่างกระตือรือร้น ทว่าไม่ว่าจะออกแรงดึงอย่างไร มันก็ไม่ยอมขยับเขยื้อน
น้ำค้างทิพย์เชียวนะ! ด้วยความกลัวว่าท่านตุลาการจะเปลี่ยนใจ เธอจึงจ้องหน้าเขาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำนะคะ"
ท่านตุลาการทอดสายตามองขวดหยกด้วยความอาลัยอาวรณ์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหลับตาลง กัดฟันกรอด แล้วยอมปล่อยมือในที่สุด
เขาบ่นอุบอิบ "ขาดทุนย่อยยับ ยมทูตขาว ไอ้เด็กเวรเอ๊ย รอให้ข้าจับตัวเจ้าได้ก่อนเถอะ ต่อให้พ่อเจ้าเป็นท่านพญายมก็ช่วยชีวิตเจ้าไว้ไม่ได้หรอก"
เมื่อได้ของวิเศษมาครอง กัวโย่วหนิงก็ยิ้มแป้น ความโศกเศร้าของคนอื่นไม่ใช่กงการอะไรของเธอเสียหน่อย
แสดงว่ายมทูตขาวที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่นี้เป็นพวกลูกหลานข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สินะ... ชัดเจนเลยว่าเป็นตัวทำเงินที่น่ารีดไถให้คุ้ม เธอหันไปส่งสายตาเป็นประกายวิบวับให้เขา
เมื่อสบตาเธอ ขอบตาของยมทูตขาวก็แดงก่ำ เขาก้มหน้าลงแล้วสะอื้นไห้ "เงินเก็บในบัญชีธนาคารของคุณ... ข้าจะแปลงเป็นสินค้าและเงินตราในมูลค่าที่เทียบเท่ากันของโลกคู่ขนาน แล้วเก็บไว้ในมิติของคุณให้ก็แล้วกัน ฮือๆ... เงินเก็บแต่งเมียที่ข้าอุตส่าห์สะสมมาตั้งแปดสิบปี... มลายหายไปหมดแล้ว..."
กัวโย่วหนิงปรายตามองท่าทางอันน่าเวทนานั้นพลางถอนหายใจ รู้สึกละอายแก่ใจขึ้นมาตงิดๆ
แต่จะมาใจอ่อนตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ มือใหม่จอมสะเพร่าย่อมต้องการบทเรียนราคาแพงเพื่อหลาบจำ เขาแกว่งเท้าหาเสี้ยนเองแท้ๆ
เมื่อเห็นว่าเธอพอใจแล้ว ท่านผู้เป็นใหญ่แห่งศาลสิบขุมก็อยากจะรีบปิดจบเรื่องนี้ไปเสียที ก่อนที่จะเกิดปัญหาบานปลายไปมากกว่านี้
เขาเอ่ยเสียงขรึม "แม่นางกัว ข้อเรียกร้องของเจ้าบรรลุผลแล้ว เราไปที่โลกคู่ขนานกันเถอะ"
เขาตวัดแขนเพียงครั้งเดียว ประตูมิติเรืองแสงสีขาวก็ปรากฏขึ้น เขาผายมือเป็นเชิงบอกให้เธอเดินเข้าไป
สายตาของเธอกวาดมองใบหน้าของพวกเขา ดูจริงใจไร้เล่ห์เหลี่ยม ไม่เหมือนพวกแก๊งต้มตุ๋น หวังว่าโลกคู่ขนานที่ว่าคงไม่ใช่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ทางตอนเหนือของเมียนมาหรอกนะ!
ด้วยความลังเลเพียงเสี้ยวหนึ่ง ความหวาดหวั่นสองส่วน และความคาดหวังอีกสามส่วน กัวโย่วหนิงก็ตัดสินใจก้าวเท้าผ่านประตูมิติไป
ทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตู ทุกสิ่งรอบตัวก็พลันมืดมิด แล้วเธอก็หมดสติไป
เมื่อได้สติกลับคืนมา เธอพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงโครงไม้ สายตาจ้องมองไปยังแผ่นไม้กระดานเตียงชั้นบนที่แอ่นโค้งลงมา
ร่างกายของเธออ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง ศีรษะวิงเวียน ท้องก็ปวดปั่นป่วน นี่เธอถูกหลอกมาโผล่ในดงแก๊งต้มตุ๋นเมียนมาเข้าให้แล้วจริงๆ หรือเนี่ย?
นี่หรือชีวิตใหม่แสนสวยงามที่เธอร้องขอไป?
เธอเรียกร้องไปว่า "ขอให้มีพ่อแม่อยู่ครบพร้อมหน้า ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว" เธอเพิ่งมาถึงยังไม่ทันได้เห็นหน้าครอบครัว จึงยังด่วนตัดสินข้อนี้ไม่ได้ ทว่าข้อที่บอกว่า "ไม่อดอยากเรื่องอาหารการกินและเครื่องนุ่งห่ม แถมด้วยร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์" ช่างเป็นเรื่องโกหกพกลมหลอกลวงกันชัดๆ
กัวโย่วหนิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ปฏิญาณในใจว่า ท่านผู้เป็นใหญ่แห่งศาลสิบขุม ท่านตุลาการ ยมทูตขาว... ฝากไว้ก่อนเถอะ ฉันจะไปร้องเรียนพวกนายแน่!
ขณะที่เธอกำลังเดือดดาลอยู่นั้น ความทรงจำสายหนึ่งก็หลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาในหัว
วันนี้คือวันที่ 26 กรกฎาคม ปี 1973 ในโลกคู่ขนานใบนี้ เธออยู่ในเขตใต้ของเมืองหลวง ประเทศหัวกั๋ว เจ้าของร่างเดิมมีชื่อว่ากัวโย่วหนิงเหมือนกัน อายุสิบเจ็ดปี เพิ่งจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย
ผู้เป็นพ่อชื่อ กัวอ้ายกั๋ว เป็นรองหัวหน้าแผนกผลิตที่สองของโรงงานเหล็กกล้าหงซิง มีรายได้เดือนละหกสิบห้าหยวน
ผู้เป็นแม่ชื่อ ถังซิน เป็นพนักงานธุรการประจำสำนักงานแขวงเขตใต้ มีรายได้เดือนละสามสิบห้าหยวน
พี่ชายและพี่สาวคนโต กัวโย่วเจี๋ย และ กัวโย่วเหยียน เป็นฝาแฝดวัยยี่สิบปี พี่ชายทำงานเป็นช่างคุมเครื่องรีดเหล็กในโรงงานเหล็กกล้า หลังจากเป็นเด็กฝึกงานมาสามปี เขาก็เพิ่งได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ รับเงินเดือนสามสิบหกหยวน
ส่วนพี่สาวทำงานเป็นผู้ดูแลโกดังสินค้าที่โรงงานอาหารกระป๋องหมิงซิง รับเงินเดือนยี่สิบแปดหยวน ก่อนหน้านี้เธอเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราว กระทั่งเมื่อหกเดือนก่อน ครอบครัวของคู่หมั้นได้ช่วยวิ่งเต้นฝากฝังให้เธอได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ
น้องชายและน้องสาวคนเล็ก กัวโย่วหราน และ กัวโย่วถิง เป็นฝาแฝดวัยสิบเอ็ดปี ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า
สมาชิกครอบครัวทั้งเจ็ดคนอาศัยอยู่ร่วมกันในห้องพักขนาดห้าสิบตารางเมตร ภายในเขตบ้านพักพนักงานของโรงงาน พี่น้องผู้หญิงสามคนใช้ห้องนอนหนึ่งห้องร่วมกัน พี่น้องผู้ชายสองคนนอนพักตรงมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่น ส่วนพ่อกับแม่ก็ใช้ห้องนอนอีกห้องหนึ่ง
สำหรับยุคสมัยนี้ สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ถือว่าดีเยี่ยมอยู่ในระดับแนวหน้าแล้ว พ่อกับแม่ไม่ได้มีนิสัยลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่ด้วยจำนวนลูกที่มากบวกกับหน้าที่การงานที่รัดตัว พวกเขาจึงไม่อาจดูแลเอาใจใส่ลูกๆ ทุกคนได้อย่างทั่วถึง
หลังจากเรียนจบ เจ้าของร่างเดิมพยายามหางานทำอยู่ครึ่งเดือนแต่ก็ยังคว้าน้ำเหลว ในขณะเดียวกัน สำนักงานยุวชนผู้มีการศึกษาก็คอยกดดันให้เธอลงพื้นที่ไปชนบทอย่างต่อเนื่อง
ในเวลานี้ นโยบายส่งเยาวชนลงสู่ชนบทกำลังถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด การปฏิเสธที่จะเป็นอาสาสมัครถือเป็นความบกพร่องทางอุดมการณ์ และอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของคนในครอบครัวได้
หลังจากพยายามวิ่งเต้นเจรจาหาหนทางอยู่นาน พ่อกับแม่ก็ไม่สามารถหาตำแหน่งงานให้เธอได้ จึงต้องจำใจปล่อยให้เจ้าของร่างเดิมถูกส่งตัวไปยังมณฑลเฮยหลงเจียง
เจ้าของร่างเดิมเป็นเด็กสาวขี้ขลาด อ่อนไหวเกินเหตุ และชอบเก็บตัวเงียบไม่ต่างจากหอยนางรม ในฐานะลูกคนที่สามซึ่งเป็นลูกคนกลาง เธอจึงมักจะถูกหมางเมินและไร้ตัวตนอยู่เสมอ
เธอเคยได้ยินมาว่ามีเด็กสาวจากตึกข้างๆ ถูกส่งตัวไปชนบท แล้วไปสะดุดตาพวกอันธพาลท้องถิ่นเข้าจนถูกย่ำยีความบริสุทธิ์ ต้องถูกบังคับให้แต่งงาน และท้ายที่สุดก็ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาจากการถูกทารุณกรรม ตายตกไปตามกันทั้งแม่และเด็กในครรภ์
เมื่อคิดว่าตนเองอาจต้องไปลงเอยในสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น ประกอบกับความหวาดระแวงและความน้อยเนื้อต่ำใจในตัวพ่อแม่ เธอจึงล้มป่วยลง นอนซมอยู่บนเตียงติดต่อกันหลายวันโดยกินอะไรไม่ลงเลย