- หน้าแรก
- ข้ามีความเร็วในการบำเพ็ญเพียรร้อยเท่า
- บทที่ 27: ร่างกายจะตอบโต้อัตโนมัติ
บทที่ 27: ร่างกายจะตอบโต้อัตโนมัติ
บทที่ 27: ร่างกายจะตอบโต้อัตโนมัติ
“ฉู่เฮิงชนะติดต่อกันเก้าครั้งแล้ว ดูท่าว่าเขาจะชนะสิบครั้งรวดและเลื่อนระดับเป็นผู้ชนะเลิศกลุ่มในไม่ช้า!”
“จะไม่เป็นอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า นี่คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับ ข้ายอมรับในฝีมือของเขาอย่างยิ่ง”
“ฉู่เฮิงมีพรสวรรค์ที่ดีและขยันขันแข็ง ยามนี้เขาเลื่อนระดับเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ข้าก็ยอมรับโดยดุษฎี”
เหล่าศิษย์ด้านล่างเวทีจ้องมองฉู่เฮิง ภายในใจต่างพากันส่ายหน้าด้วยความทอดถอนใจ
เหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมการแข่งขันในกลุ่มที่สาม ส่วนใหญ่ล้วนเคยประลองกับฉู่เฮิงมาแล้ว และไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานได้เกินสิบกระบวนท่าก่อนจะพ่ายแพ้ไป
ในขณะที่ยอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างคิดว่าฉู่เฮิงจะเป็นผู้ชนะ ฉู่เฉินกลับเดินทอดน่องขึ้นสู่เวทีประลองอย่างเชื่องช้า
เมื่อเขาปรากฏตัว บรรยากาศในกลุ่มที่สามก็พลันเดือดพล่านขึ้นมาทันที
“บัดซบ! นั่นมิใช่ฉู่เฉินหรอกหรือ เจ้าเศษสวะผู้นั้นกล้าขึ้นไปบนเวทีด้วยอย่างนั้นหรือ?”
“แม้แต่สตรีของตนเองยังถูกผู้อื่นแย่งชิงไป ยังจะมีหน้าปรากฏตัวที่นี่อีก ไม่รู้สึกอับอายบ้างหรืออย่างไร!”
“ข้าว่าเลิกประลองไปเลยดีกว่า แล้วประกาศให้ฉู่เฮิงเป็นผู้ชนะไปเสีย!”
“ถูกต้องแล้ว ฉู่เฉินมีระดับผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งดารา จะเอาอันใดไปประลอง เพียงข้าใช้เพียงนิ้วเดียวก็สามารถทุบตีเขาจนหมอบกระแตตุ๋ยได้แล้ว!”
เหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมประลองในกลุ่มที่สาม ต่างพากันเสียดสีและบ่นอุบวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เกรงใจ
อันที่จริง ตั้งแต่ฉู่เฉินครอบครองระบบและยกระดับระดับพลังบำเพ็ญเพียร จนถึงยามที่เข้าร่วมงานชุมนุมใหญ่วิถีแห่งยุทธ์นี้ ใช้เวลาเพียงสิบกว่าวันเท่านั้น อีกทั้งเขายังเป็นคนเก็บตัว จึงแทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงระดับพลังที่แท้จริง
ต่อให้ผู้ที่เคยรู้ระดับพลังของเขาอย่างฉู่ซ่า ฉู่ไห่ หรือฉู่เฟิง ต่างก็สิ้นใจไปหมดแล้ว ย่อมไม่อาจเอ่ยปากบอกใครได้อีก
ส่วนฉู่เอี้ยเจี้ยนก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
สำหรับฉู่หมิงยวนนั้น เขายิ่งไม่มีทางแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป เพราะในยามนี้พวกเขาคือหุ้นส่วนที่ร่วมมือกัน
ดังนั้น เหล่าศิษย์เหล่านี้จึงยังคงถูกปิดหูปิดตา และเข้าใจว่าฉู่เฉินยังมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรเป็นผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งดาราเหมือนดังแต่ก่อน
ด้วยจิตใต้สำนึกของพวกเขาเชื่อว่า ในเวลาเพียงสิบกว่าวัน ต่อให้กลืนกินโอสถเซียนเข้าไป ก็ย่อมไม่มีทางยกระดับพลังให้สูงกว่าฉู่เฮิงไปได้
“ศิษย์น้องฉู่เฉิน ข้าว่าเจ้าควรจะยอมแพ้ไปเองเสียเถิด หมัดเท้าไร้ตา ข้าเกรงว่าประเดี๋ยวจะพลั้งมือทำให้เจ้าต้องบาดเจ็บ!” ฉู่เฮิงยืนอยู่บนเวทีด้วยท่าทางสง่างามน่าเกรงขาม ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นกลับมีความจริงใจอย่างยิ่ง
ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติ เพราะเขาได้รับการอบรมสั่งสอนจากครอบครัวมาอย่างเข้มงวด จึงมีนิสัยที่ดีและปฏิบัติต่อพี่น้องในตระกูลฉู่ด้วยความกระตือรือร้นเสมอมา
อีกทั้งเขายังมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมและมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรสูงส่ง ผู้อื่นจึงมีแต่ความซาบซึ้งใจต่อเขา ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าคิดวางแผนเล่นงานเขา
สิ่งนี้ทำให้ฉู่เฮิงรู้สึกว่าโลกใบนี้นั้นช่างงดงามยิ่งนัก
“เอ่อ...”
ฉู่เฉินมองดูฉู่เฮิงที่มีท่าทางจริงใจเช่นนั้น ก็รู้สึกลำบากใจที่จะลงมือหนักใส่ เขาจึงกล่าวว่า “ข้าฝึกฝนอย่างหนักเพื่อช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ รีบประลองตัดสินกันเถิด”
เมื่อกล่าวประโยคนี้จบ แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
ส่วนฉู่หมิงยวนที่นั่งจิบน้ำชาสังเกตการประลองอยู่ไกลๆ เมื่อเห็นฉู่เฮิงต้องมาปะทะกับฉู่เฉินก็ถึงกับชะงักไป และเมื่อได้ยินวาจาอันไร้ยางอายของฉู่เฉิน เขาก็ถึงกับสำลักน้ำชาพ่นออกมาทันที
“เป็นถึงผู้แข็งแกร่งในขอบเขตยอดฝีมือยุทธ์แล้ว ยังจะไปกลั่นแกล้งผู้อื่นอีก” ฉู่หมิงยวนรู้สึกพูดไม่ออกอยู่ภายในใจ พลางคิดต่อว่า “ทว่าฉู่เฮิงก็น่าเสียดายนัก เขาเป็นต้นกล้าที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”
ฉู่เฮิงเมื่อได้ยินฉู่เฉินกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ได้ว่าอันใดต่อ เพียงแต่ทำสัญญาณมือเชื้อเชิญ
“เชิญ!”
สิ้นคำนั้น ทั้งสองต่างก็เตรียมตัวพร้อมเข้าสู่การประลอง
อันที่จริงฉู่เฉินไม่ได้เตรียมตัวประการใดเลย ยามนี้การป้องกันของเขาอยู่ในสภาวะไร้เทียมทานในขอบเขตยอดฝีมือยุทธ์ แล้วเขาจะถูกผู้ฝึกยุทธ์ทุบตีจนบาดเจ็บได้อย่างไร
ดังนั้น สีหน้าของเขาจึงดูผ่อนคลายอย่างยิ่ง
ทว่าท่าทางเช่นนั้นในสายตาของผู้อื่นกลับมีความหมายเป็นอีกอย่าง
“ฉู่เฉินเจ้าคนโง่ผู้นี้ สมองคงจะมีปัญหาจริงๆ เผชิญหน้ากับยอดฝีมืออย่างฉู่เฮิงแท้ๆ กลับไม่เตรียมการป้องกันเลยแม้แต่น้อย”
“เจ้าจะไปรู้อันใด บางทีเขาอาจจะถอดใจไปแล้วก็ได้”
“เมื่อครู่ฉู่เฮิงหวังดีให้เขายอมแพ้ เขากลับไม่ฟัง ดึงดันจะมาขายหน้าต่อหน้าผู้คน”
“พวกเราก็รอดูเรื่องสนุกเถิด ดูว่าเจ้าคนโง่ผู้นี้จะขายหน้าอย่างไร!”
ผู้คนด้านล่างเวทีต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ทุกคนล้วนแสดงสีหน้าคาดหวังที่จะรอดูเรื่องตลก
“ฝ่ามือสลายลำไส้!”
ฉู่เฮิงเริ่มลงมือด้วยเคล็ดวิชายุทธ์ระดับเหลืองขั้นต่ำของตระกูล หมายจะจบการต่อสู้ในกระบวนท่าเดียว
แม้เขาจะให้เกียรติฉู่เฉิน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมรับในระดับพลังบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่าย ฉู่เฮิงเชื่อมั่นว่าเพียงกระบวนท่านี้ ฉู่เฉินจะต้องถูกทุบตีจนกระเด็นตกเวทีไปแน่นอน
ทว่าสิ่งที่ทำให้ฉู่เฮิงไม่เข้าใจก็คือ ฉู่เฉินกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง ประหนึ่งจงใจยืนรอให้เขาโจมตีใส่
ฝ่ามือสลายลำไส้แม้นจะเป็นเคล็ดวิชายุทธ์ระดับเหลืองขั้นต่ำของตระกูล แต่ด้วยความขยันหมั่นเพียรของเขา ทำให้ค่าความชำนาญพุ่งไปถึงขั้นสมบูรณ์ อานุภาพของมันจึงไม่ได้ด้อยไปกว่าเคล็ดวิชายุทธ์ระดับเหลืองขั้นสูงเลยแม้แต่น้อย
แต่ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งดารา คิดจะใช้ร่างกายรับการโจมตีนี้โดยตรงอย่างนั้นหรือ?
ฉู่เฮิงส่ายหัวเลิกคิดเรื่องสับสนพวกนั้น แล้วมุ่งสมาธิไปที่การจบการประลองโดยเร็ว
โจมตี!
พริบตาที่ฝ่ามือสลายลำไส้กระแทกเข้ากับร่างของฉู่เฉิน ฉู่เฮิงก็ต้องตกตะลึงจนเหนือคำบรรยาย
เพราะเขาสัมผัสได้ถึงการป้องกันที่แข็งแกร่งประหนึ่งศิลาที่มิอาจสั่นคลอนได้จากร่างของอีกฝ่าย
และสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงยิ่งกว่าคือ ฝ่ามือที่ซัดออกไปของฉู่เฮิง นอกจากจะไม่ทำให้ฉู่เฉินบาดเจ็บแล้ว กลับเป็นตัวเขาเองที่ถูกแรงสะท้อนจนกระเด็นลอยออกไป
“บัดซบ! ข้าตาฝาดไปหรือไม่ นี่มันเกิดเรื่องประการใดขึ้น!”
“ฉู่เฮิงซัดฝ่ามือใส่ฉู่เฉินแล้วมิใช่หรือ เหตุใดผลจึงเป็นเช่นนี้”
“หรือว่านี่จะเป็นเคล็ดวิชายุทธ์แขนงใหม่ของฉู่เฮิง?”
ฝูงชนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ โดยไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ในขณะที่มีคนคาดเดาว่าฉู่เฮิงอาจจะใช้ิชายุทธ์ใหม่ เหล่ายอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญต่างก็อ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่ลงไปได้ทั้งฟอง
ฉู่เฮิงถูกแรงสะท้อนจนกระเด็นออกไปนอกเวทีประลองโดยตรง
เขาพ่ายแพ้แล้ว!
“สวรรค์! ฉู่เฮิงพ่ายแพ้เช่นนี้เลยหรือ?”
“บัดซบ! ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!”
“มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?”
“ฉู่เฮิงคงจะแกล้งออมมือให้กระมัง”
เมื่อเห็นฉู่เฮิงกระเด็นตกเวทีประลองไป ทั่วทั้งลานก็เกิดความโกลาหล พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดอัจฉริยะที่ปะทะกับคนไร้ค่า ผลลัพธ์จึงกลายเป็นอัจฉริยะที่พ่ายแพ้ไปเช่นนี้
ฉู่เฉินเองก็รู้สึกพูดไม่ออก เขาพึ่งจะตระหนักได้ว่า อาจเป็นเพราะระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเขาสูงส่งเกินไปและการป้องกันก็แข็งแกร่งเกินไป หรืออาจเป็นเพราะระดับพลังบำเพ็ญเพียรของฉู่เฮิงนั้นอ่อนด้อยเกินไป ร่างกายของเขาจึงตอบโต้อัตโนมัติเพื่อสะท้อนความเสียหายออกมา
ฉู่เฮิงจึงถูกแรงสะท้อนจากฝ่ามือของตนเองจนกระเด็นตกเวทีไป
ทว่าฉู่เฮิงก็นับว่าได้รับผลบุญตอบแทน
ยามที่เขาลดมือลงโจมตีฉู่เฉินนั้น ภายในใจอาจจะยังมีความเมตตา เพราะเกรงว่าจะทุบตีอีกฝ่ายจนตาย จึงได้ลดแรงกดของฝ่ามือลง ทำให้แรงที่ปะทะเข้ากับร่างของฉู่เฉินมีอานุภาพเพียงระดับผู้ฝึกยุทธ์สองดาราเท่านั้น
และเมื่อร่างกายตอบโต้อัตโนมัติ แรงสะท้อนกลับไปจึงมีอานุภาพเพียงระดับผู้ฝึกยุทธ์สองดาราเช่นกัน ฉู่เฮิงจึงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เพียงแค่ถูกแรงสะท้อนจนกระเด็นออกไปเท่านั้น
หากเขาเป็นคนจิตใจอำมหิตและซัดฝ่ามือออกไปเต็มแรง เกรงว่ายามนี้คงจะถูกแรงสะท้อนจนตายตกตามกันไปแล้ว
เหล่ายอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญต่างไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น แต่ภายในใจของฉู่เฮิงนั้นทราบดี
ทุกคนต่างมองว่าฉู่เฉินเป็นคนโง่ แต่หามีใครรู้ไม่ว่าฉู่เฉินนี่แหละคือราชาที่แท้จริง!
เขาไม่เอ่ยคำนิ่งเงียบ แล้วค่อยๆ เดินออกจากลานประลองยุทธ์ไป ภายในใจตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า การปิดด่านบำเพ็ญเพียรในครั้งนี้ หากไม่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตยอดฝีมือยุทธ์ ย่อมไม่มีวันออกจากด่านฝึกตนเป็นอันขาด!
“ฉู่เฉินเป็นฝ่ายชนะ!”
ผู้ตัดสินเองก็ประกาศผลการประลองออกมาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
“บัดซบ! ฉู่เฉินชนะจริงๆ ด้วย!”
“ช่างเป็นวาสนาที่ฝืนลิขิตสวรรค์เพียงใด ฉู่เฮิงคงจะพลั้งมือไปเอง”
“เจ้าไม่เห็นรอยเท้าที่ดูหดหู่ของเขาหรืออย่างไร นั่นแสดงว่าเขาทำผิดพลาดไปจริงๆ”
“ชนะเลิศได้เช่นนี้ ประหนึ่งดวงดีเหมือนเหยียบอึสุนัขแท้ๆ!”
ในขณะที่เหล่ายอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน ก็มีคนบางกลุ่มที่รอไม่ไหวและเตรียมตัวจะชุบมือเปิบ รีบกระโดดขึ้นไปบนเวทีประลองทันที
“ไร้ยางอายนัก!”
ผู้คนด้านล่างเวทีต่างพากันก่นด่าว่าคนผู้นั้นไร้ยางอาย ที่คิดจะประลองกับฉู่เฉินโดยอาศัยจังหวะนี้ หากเพียงทุ่มเทสุดกำลังและตั้งใจรับมือ มีหรือที่จะพ่ายแพ้ได้?
ทว่าในใจของพวกเขาก็ต่างรู้สึกสำนึกผิด ว่าเหตุใดเมื่อครู่นี้ถึงเอาแต่พูดมากจนไม่คว้าโอกาสไว้ ปล่อยให้ผู้อื่นชิงตัดหน้าชุบมือเปิบไปเสียได้