เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 - ซูไท่และเสิ่นอี้หมั้นหมาย

บทที่ 18 - ซูไท่และเสิ่นอี้หมั้นหมาย

บทที่ 18 - ซูไท่และเสิ่นอี้หมั้นหมาย


บทที่ 18 - ซูไท่และเสิ่นอี้หมั้นหมาย

เสิ่นอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างหนักแน่นว่า “แม่นางซูดีมากครับ ข้า...”

สวีซื่อเอ่ยขัดจังหวะด้วยความตื่นเต้น “เจ้าว่าดีก็พอแล้ว เรื่องที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอาสะใภ้เอง อาจะช่วยเจ้าเอง!”

เมื่อสวีซื่อเอ่ยจม นางก็รีบฉุดแขนเสิ่นจวงกลับบ้านทันที และยืนกรานให้เขาหาโอกาสไปเอ่ยขอหมั้นหมายกับซูชุนหลินให้จงได้

เสิ่นจวงเพิ่งจะนั่งลงก็ตกใจจนกระโดดตัวลอย “จะ... จะทำเช่นนี้ได้จริงรึ? พวกเรายังมิได้เตรียมตัวอันใดเลย...”

สวีซื่อโกรธจนหยิกแขนเขาไปหนึ่งที “เตรียมตัวอันใดกัน? หากชักช้ากว่านี้ตระกูลซูคงยกลูกสาวให้ผู้อื่นไปแล้ว เจ้าจงรีบไปเสีย! พอดีข้ายังมีผ้าป่านเนื้อละเอียดเก็บไว้ที่ก้นหีบหนึ่งผืน แม้สีสันจะดูจืดชืดไปสักหน่อย แต่เจ้าก็ลองไปดูที่แม่น้ำต้าสุนดูสิว่าพอจะขุดหาปลาจากในโคลนมาได้สักสองสามตัวหรือไม่ รวบรวมของหมั้นให้ครบเสีย ลูกสาวบ้านซูคนนี้พวกเราจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด”

นางเป็นคนมองคนไม่เคยพลาด ซูไท่ดูแล้วมิใช่เด็กไม่เอาถ่าน ย่อมเป็นคนที่จะช่วยสร้างฐานะและดูแลครอบครัวได้ดีแน่นอน

เสิ่นอี้เพราะคำพูดของสวีซื่อทำให้จิตใจว้าวุ่นใจไปไม่น้อย กว่าจะสงบลงได้ก็นานโข หลังจากเขาจัดห้องหับให้ซูไท่เสร็จแล้วก็ไม่กล้าสบตานางอีกเลย เขาหลุบตาต่ำพลางเอ่ยกับคนอื่นๆ ว่า “บ้านข้ามีเพียงสองห้องที่พอจะนอนได้ ห้องนี้เดิมทีเป็นของพ่อแม่ข้า แม้จะไม่มีคนอยู่นานแล้ว ทว่าข้าก็มักจะมาทำความสะอาดอยู่บ่อยครั้ง จึงค่อนข้างสะอาดอยู่ น้องเสี่ยวไท่คืนนี้ก็นอนห้องนี้เถิดครับ ส่วนพวกเราสามคนก็ไปเบียดนอนด้วยกันอีกห้อง”

ซูชุนหลินมิได้ติดใจอันใด ทว่ากลับเอ่ยขอบคุณเสิ่นอี้อย่างเป็นทางการ

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังหวังเหวิดซูไท่ก็ตื่นขึ้นมาแล้ว นางทำตามปกติคือเข้าไปในมิติดินเพื่อดูการเจริญเติบโตของข้าวสาลีก่อน จากนั้นจึงเดินออกจากห้องมา

เสิ่นอี้เตรียมข้าวของเสร็จสรรพ ก็นำพวกเขาออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าไปยังภูเขาหัวโล้นริมแม่น้ำต้าสุนที่มักไม่มีใครเหยียบย่างไปถึงเพื่อหาของกิน

เนื่องจากที่นั่นมิได้เป็นเขตแดนของหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง และยังอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านมาก จึงไม่ค่อยมีใครเดินทางมาถึง เดินไปได้เพียงครู่เดียวซูชุนหลินก็พบกอบระเทียมป่าและกุ้ยช่ายป่าเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ยังไม่ทันที่ซูชุนหลินจะดีใจ เสิ่นอี้ก็พบกอผักกูดอีกกลุ่มหนึ่ง ทว่าน่าเสียดายที่มันเริ่มแก่จนทานไม่ได้แล้ว ส่วนซูจ่านที่เดินแยกไปไกลหน่อยก็ได้ขุดเจอหญ้ากาบหอยมาสองสามต้น

ซูไท่มองไปทางนั้นทีทางนี้ที นางรู้จักเพียงกระเทียมป่าและกุ้ยช่ายป่าเท่านั้น ทว่ากลับแยกแยะพวกมันไม่ออก

ผักทั้งสองชนิดนี้มีรสชาติดี นางจึงเดินตามหลังซูชุนหลินเพื่อช่วยงาน และอาศัยจังหวะที่ซูชุนหลินวุ่นอยู่ลอบเก็บผักป่าใส่ลงในกระเป๋าเก็บของมิติไปหลายกำมือ อุปกรณ์มิตินั้นนอกจากนางแล้วย่อมไม่มีใครมองเห็น พอกลับไปนางจึงจะย้ายผักป่าเหล่านี้ไปปลูกในมิติดิน

ในขณะที่สามพ่อลูกตระกูลซูกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่นั้น เสิ่นอี้ก็ได้จับแมลงเต่าทองเจ็ดจุดมาสองสามตัวแล้วยื่นส่งให้ซูไท่ “อยากเล่นไหมครับ?”

ดวงตาของซูไท่เป็นประกาย “พี่เสิ่นจับมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?”

“เจ้าชอบรึ? ในป่าแถบนี้นับว่ายังมีแมลงอยู่อีกมาก ทั้งจิ้งหรีด ตั๊กแตน แมลงเต่าทอง และอื่นๆ หากเจ้าชอบข้าจะไปหามาให้” เสิ่นอี้มองดูเด็กสาวที่ตัวเตี้ยกว่าเขาหนึ่งช่วงศีรษะด้วยสายตาอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความยินดี

ในวัยเด็กที่โดดเดี่ยวของเขา ความสุขเพียงอย่างเดียวคือการได้เล่นกับแมลงพวกนี้ ทว่าปกติจะมีเพียงเด็กชายเท่านั้นที่ชอบเล่น ไม่คิดเลยว่าซูไท่เองก็ชอบด้วยเช่นกัน

ซูไท่พยักหน้าหงึกหงักราวกับไก่จิกข้าว ในใจลอบคำนวณว่าแมลงพวกนี้น่าจะขายได้ราคาดีมิใช่น้อย

ด้วยความพยายามของเสิ่นอี้ จนกระทั่งช่วงเย็น โถดินที่ซูไท่นำติดตัวมาก็เต็มไปด้วยแมลง ระหว่างนั้นนางยังลอบเข้าสู่สถานีกลางประตูมิติไปสองครั้งเพื่อขายแมลงที่มีพลังชีวิตอ่อนแอทิ้งไป และได้เงินมา 12 เหรียญเสมือน

กลุ่มคนเดินทางกลับมาถึงบ้านเสิ่นอี้ก่อนฟ้ามืด

เมื่อมองดูผลเก็บเกี่ยวในวันนี้ ซูชุนหลินก็ยิ้มจนหุบไม่ออก “ดีจริงๆ ดีจริงๆ ผักป่าพวกนี้คงพอประทังชีวิตไปได้อีกหลายวันเลยทีเดียว!”

คำพูดยังไม่ทันขาดคำ สวีซื่อและเสิ่นจวงก็นำข้าวของมากมายเดินมาหา เมื่อเห็นว่าซูไท่มิได้อยู่แถวนั้น นางจึงรีบฉุดแขนเสิ่นจวงให้เริ่มเจรจา

“น้องชายซูเอ๋ย... เจ้าว่าเสิ่นอี้บ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง?”

เมื่อเสิ่นจวงเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขาก็รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก

ซูชุนหลินตอนแรกยังรู้สึกประหลาดใจ ทว่าเขาก็รับรู้ได้ทันที เขาเหลือบมองไปทางเรือนหลังพลางกระซิบว่า “ท่านพี่มีอันใดก็เอ่ยมาตรงๆ เถิด”

เสิ่นจวงกระแอมเบาๆ “เช่นนั้นข้าจะขอเอ่ยตรงๆ เลยแล้วกัน ข้าอยากจะมาสู่ขอชูไท่ลูกสาวบ้านเจ้าให้แต่งงานกับเสิ่นอี้บ้านข้า เจ้าจะว่าอย่างไร?”

“ตกลงสิ!” ซูชุนหลินตอบกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย

สวีซื่อและเสิ่นจวงหันมาสบตากันด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะรีบเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ประจวบเหมาะนัก วันนี้พวกเราสองบ้านก็ตกลงเรื่องหมั้นหมายของเด็กทั้งสองให้เป็นกิจจะลักษณะเลยเป็นอย่างไร?”

“รวดเร็วเพียงนี้เชียวรึ!” ซูชุนหลินประหลาดใจยิ่งนัก

สวีซื่อหัวเราะร่า “มิได้รวดเร็วอันใดหรอก หมู่บ้านตระกูลเสิ่นและหมู่บ้านตงเหมินอยู่ห่างไกลกันยิ่งนัก พวกเราเดินทางไปมาก็ลำบาก ในเมื่อพวกท่านมาเยือนถึงที่แล้ว พวกเราก็ตกลงหมั้นหมายกันเสียให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปมาอีกจริงหรือไม่?”

“หึๆ... ท่านอาสะใภ้รองจะไม่ไปดูที่บ้านข้าเสียก่อน หรือลองสืบประวัติข้าดูสักหน่อยรึ?” ซูชุนหลินลูบคางพลางเอ่ยถามกลับ

สวีซื่อส่ายหัวอย่างหนักแน่น “จะสืบอันใดกัน? ลูกสาวบ้านเจ้าก็ยืนอยู่ตรงหน้าข้านี้แล้ว ข้าเชื่อในสิ่งที่ตาข้าเห็นเอง ไม่ต้องสืบให้เสียเวลา! ทว่าเสิ่นอี้บ้านข้านั้น...”

ใบหน้าของสวีซื่อฉายแววเขินอายเล็กน้อย “เจ้าก็เห็นแล้ว คฤหาสน์หลังนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยท่านลุงใหญ่และพี่สะใภ้ยังมีชีวิตอยู่ พอมาเจอภัยแล้งหนักหนาสามปีจึงซุดโทรมลงไปมาก ยามนี้ทุกที่ล้วนขาดแคลนน้ำ พวกเราอยากจะซ่อมแซมก็ทำไม่ได้ คงต้องขอให้ลูกสาวบ้านเจ้าต้องทนลำบากไปพลางๆ ก่อนแล้วล่ะ”

ซูชุนหลินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ทุกคนล้วนลำบากเหมือนกันทั้งนั้น ข้ามิใช่คนไร้เหตุผล ในเมื่อท่านอาทั้งสองเอ่ยเช่นนี้ การหมั้นหมายครั้งนี้ข้าก็ขอตกลง”

สวีซื่อรีบส่งมอบข้าวของหมั้นหมายให้ซูชุนหลินทันที

ซ้ำยังไปตามชาวบ้านที่สนิทสนมกันสองสามบ้านให้มาช่วยเป็นสักขีพยานด้วย

มิใช่ว่าสวีซื่อจะเป็นคนเจ้าเล่ห์ ทว่านางถูกตระกูลมั่วทำให้รู้สึกหวาดระแวงไปหมด เกรงว่าการหมั้นหมายครั้งนี้จะมีเหตุให้ล่มไปอีก

สวีซื่อจัดงานเอิกเกริกขนาดนี้ เสิ่นอี้และซูไท่ย่อมไม่อาจไม่ล่วงรู้ ทั้งคู่ยืนอยู่ในลานบ้าน ฟังการเจรจาระหว่างสวีซื่อและซูชุนหลินสลับไปมา ทั้งคู่ลอบสบตากันเงียบๆ ก่อนจะรีบเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว

ซูไท่ยังพอทำใจได้ ทว่าเสิ่นอี้กลับหน้าแดงก่ำอย่างหาได้ยาก

จนกระทั่งชาวบ้านแยกย้ายกันกลับไป ท้องฟ้าก็มืดมิดลงโดยสิ้นเชิง

ความมืดมิดช่วยบดบังอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซูไท่และเสิ่นอี้ต่างก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพร้อมกัน

เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ฟ้าสว่างซูชุนหลินก็พาซูไท่และซูจ่านเตรียมตัวเดินทางกลับ

เสิ่นอี้เตรียมเสบียงไว้ให้พวกเขา และยังมีตะกร้าหวายที่เต็มไปด้วยผักป่าสดให้อีกหนึ่งใบ

ซูชุนหลินประหลาดใจนัก “เจ้าเข้าป่าไปเก็บมาแต่เช้าตรู่เลยรึ?”

เสิ่นอี้ยิ้มอย่างซื่อๆ “พอดีเป็นทางผ่านน่ะครับ”

“ซี้ด! คนหนุ่มนี่ขยันขันแข็งเสียจริง!” ซูชุนหลินอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา เมื่อเห็นเสิ่นอี้ไม่กล้าสบตาซูไท่ เขาจึงหาข้ออ้างหลอกล่อให้ซูจ่านปลีกตัวไปทางอื่นก่อน

ในลานบ้านจึงเหลือเพียงหนุ่มสาวสองคน

เสิ่นอี้รวบรวมความกล้ามองไปทางซูไท่ “น้องซูไท่ เมื่อวานพวกเราหมั้นหมายกันแล้ว เจ้า... เจ้าเต็มใจจะแต่งงานกับข้าหรือไม่? หากเจ้าไม่เต็มใจ ข้าก็จะไม่บังคับฝืนใจเจ้าเด็ดขาดครับ”

อันที่จริงเขาอยากจะถามตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทว่าเกรงว่าซูไท่จะไม่เต็มใจจริงๆ จึงไม่กล้าเอ่ยปาก ยามนี้หากไม่ถามคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

“แต่งกับท่านก็ดูจะไม่เลวนะเจ้าคะ!” ซูไท่ยิ้มอย่างซุกซนพลางนั่งลงที่บันไดหน้าบ้าน ใช้มือเท้าคาง “อย่างน้อยท่านก็ดีกว่าหมีไข่ตั้งเยอะเจ้าค่ะ”

“เจ้าคิดว่าข้าดีกว่าหมีไข่จริงๆ รึ?” เสิ่นอี้มีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาทันที

ซูไท่พยักหน้าอย่างเป็นงานเป็นการ “หมีไข่นั้นหยิ่งยโส ดื้อรั้น ใจคอคับแคบ และไม่มีน้ำใจนัก ส่วนพี่เสิ่นนั้นใจคอกว้างขวาง นิสัยอ่อนโยน กตัญญู และรู้คุณคน ไม่ว่าจะมองมุมไหนท่านก็เหนือกว่าเขาทุกด้าน แม้แต่หน้าตา... ท่านก็หล่อเหลากว่าเขามากเจ้าค่ะ! พี่เสิ่นวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้ามิมิใช่แม่นางมั่วนั่น ในเมื่อเมื่อวานท่านพ่อของข้าได้รับปากการหมั้นหมายนี้แล้ว ขอเพียงพี่เสิ่นมิได้ทำเรื่องใดที่ผิดต่อข้า ข้าไม่มีทางทำลายสัญญาหมั้นหมายแน่นอนเจ้าค่ะ”

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 18 - ซูไท่และเสิ่นอี้หมั้นหมาย

คัดลอกลิงก์แล้ว