บทที่ 78 เทพ
บทที่ 78 เทพ
ในคราแรก เหอผิงอาศัยการทดลองกับร่างมีชีวิจ จนค่อยๆ ค้นพบปัญหาประการหนึ่ง นั่นคือหัวใจของเซิ่งชิงจือนั้นไม่อาจปลูกถ่ายลงบนร่างกายของคนเป็นได้ ภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ หากคนเหล่านี้ไม่กลายเป็นบ้าเสียสติ หรือเกิดภาพหลอน ก็มักจะตายตกไปด้วยอาการไฟไหม้ลุกท่วมตัว
เขาผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดความคิดใหม่ขึ้นมา ในเมื่อไม่สามารถปลูกถ่ายลงในร่างของคนเป็นได้ เช่นนั้นหากลองเปลี่ยนไปปลูกถ่ายใส่ร่างของคนตายเล่าจะเป็นเช่นไร?
เมื่อความคิดนี้แล่นผ่าน เหอผิงก็จัดแจงหาศพที่เพิ่งตายได้ไม่นานมาหนึ่งร่าง แล้วทำการปลูกถ่ายหัวใจดวงนั้นเข้าไป จากนั้นภาพอันน่ามหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น ทั่วทั้งร่างของศพเริ่มมีควันพวยพุ่ง เลือดและน้ำในกายระเหยหายไปอย่างรวดเร็ว วินาทีถัดมาเปลวเพลิงก็พวยพุ่งออกมาร่าง
ระหว่างนั้น เดิมทีเหอผิงนึกว่าการทดลองจะล้มเหลวและศพคงจะถูกไฟคลอกจนมอดไหม้ แต่เมื่อผ่านไปสักพัก เขากลับพบว่าศพนั้นยังคงสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง เพียงแต่มันไม่ขยับเขยื้อน ได้แต่ตั้งตระหง่านเป็นคบเพลิงมนุษย์ ลุกไหม้อยู่อย่างนั้นไม่จบไม่สิ้น
เขาดับไฟแล้วคว้าก้อนหัวใจที่กำลังลุกไหม้ออกมา ปรากฏการณ์นี้ทำให้เขารู้สึกกังขา แต่ขณะเดียวกันก็มอบแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่เขา
“สาเหตุการตายของศพนี้คือศีรษะถูกกระแทก ร่างกายส่วนอื่นไม่ได้รับบาดเจ็บ หากเปลี่ยนเป็นศพอื่นเล่าจะเป็นเช่นไร?”
ต่อมา เขาจึงหาศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ อีกหลายศพมาทำการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ทั้งยังจงใจเลือกศพที่มีสาเหตุการตายแตกต่างกัน มีทั้งแขนขาขาด เลือดไหลหมดตัว หรือเส้นเอ็นขาดกระดูกแตกละเอียด
เมื่อศพเหล่านี้ถูกปลุกถ่ายหัวใจเข้าไป สถานการณ์ที่ทำให้เขาต้องตกตะลึงก็บังเกิด ในขณะที่ทั่วร่างของศพมีเปลวเพลิงพวยพุ่งออกมานั้น อวัยวะที่ขาดหายไปก็งอกเงยออกมาท่ามกลางกองเพลิง หากบนร่างศพยังมีบาดแผลหลงเหลือ บาดแผลเหล่านั้นก็จะสมานตัวเข้าหากัน
หลังจากทำซ้ำอยู่หลายครั้ง เหอผิงก็กระจ่างแจ้งในเรื่องหนึ่ง นั่นคือ ‘ความเป็นอมตะ’ ที่หัวใจดวงนี้ครอบครองอยู่นั้นสามารถปลูกถ่ายและถ่ายโอนได้ แต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใด มีเพียงศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ เท่านั้นที่สามารถรองรับขุมพลังนี้ได้ ส่วนคนเป็นกลับทำไม่ได้
“เหตุใดจึงเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น? ระหว่างคนเป็นกับคนตายมีความแตกต่างอันใดกันแน่ มันถึงนำไปสู่ผลลัพธ์อันแปลกประหลาดเพียงนี้?”
เขาพึมพำกับตนเองได้เพียงครึ่งเดียว จู่ๆ เหอผิงก็เกิดปัญญาญาณวาบขึ้นมา
“เซิ่งชิงจือเองก็ไม่ใช่คนเป็นหรอกหรือ? ตอนที่เขากลืนยันต์ไฟโอสถแท้เข้าไปเขายังไม่ตาย แล้วเหตุใดเขาถึงรองรับพลังของยันต์ไฟโอสถแท้ได้เล่า?”
เขาตระหนักได้แล้ว ว่าสิ่งที่เป็นตัวตัดสินอาจจะเป็น ‘วิญญาณ’ ของแต่ละคน
คนตาย ไร้ซึ่งวิญญาณ
ส่วนคนเป็น จิตวิญญาณยังคงดำรงอยู่
หัวใจดวงนี้สามารถทำให้เซิ่งชิงจือกลายเป็นมารอมตะ เหตุผลอยู่ที่เขาคือบุตรแห่งเต๋าที่ตำหนักทวิสุริยันพิถีพิถันคัดเลือกมา เป็นผู้ที่มีโอกาสจะได้เป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคในอนาคต
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเซิ่งชิงจือย่อมมีความแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างแน่นอน และในโลกใบนี้ หากจะกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรกับปุถุชน แท้จริงแล้วความแตกต่างที่ใหญ่หลวงที่สุดของทั้งสองฝ่ายก็อยู่ที่...
ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถหลอมสร้างสัมผัสวิญญาณ ใช้เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาในการควบรวมสัมผัสวิญญาณ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถครอบครองความสามารถอันน่าเหลือเชื่อต่างๆ นานาได้
เมื่อไตร่ตรองมาถึงตรงนี้ แทบจะเป็นวินาทีแรกที่เขาพุ่งเป้าความสงสัยไปยัง ‘วิญญาณ’
เพื่อเป็นการทดสอบขั้นต่อไป เขาจึงนำร่างที่ตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็นไร้ความรู้สึกมาหนึ่งร่าง ร่างนี้ต้องวิชาหุ่นเชิดซากศพของเขา ถูกหลอมสร้างจนกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพสภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย
สำนักหุ่นเซียนได้รับสมยานามว่าเป็นหนึ่งในเก้ามารอมตะ บรรดาวิชาต่างๆ ที่บันทึกอยู่ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ นั้นมีไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่นวิชาหุ่นเชิดซากศพนี้ มันไม่ใช่วิชาที่ใช้ควบคุมหุ่นเชิดไปเข่นฆ่าสังหารผู้คน
ประโยชน์ที่แท้จริงของวิชาหุ่นเชิดซากศพ คือเอาไว้ใช้ทรมานคน วิชานี้สามารถเปลี่ยนศัตรูของตนให้ตกอยู่ในสภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย หรือเปลี่ยนให้กลายเป็นศพที่ไร้ซึ่งเจตจำนงอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงสัญชาตญาณทางกายเนื้อ เอาไว้ใช้เพื่อการทรมานและทารุณโดยเฉพาะ
ร่างหุ่นเชิดซากศพที่เหอผิงนำมาใช้ ย่อมเป็นโจรชั่วช้าสารเลวจากค่ายธงดำ เขาใช้เข็มทองทำลายเนื้อเยื่อสมอง แล้วใช้วิชาเข้าควบคุม คนผู้นี้จึงกลายเป็นมนุษย์ผักที่ไร้ซึ่งความรับรู้ใดๆ
จากนั้น เขาจึงลงมือผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจลงไปในโพรงอกของคนผู้นี้ หลังการปลูกถ่ายเสร็จสิ้น ปรากฏว่าไม่เกิดปรากฏการณ์ประหลาดใดๆ ขึ้น หัวใจดวงนั้นกลับเต้นตึกตักอยู่ในอกของเขาอย่างปกติดี
“เป็นไปตามที่คิด ร่างกายของผู้ตายสามารถรองรับหัวใจได้ แต่ไม่อาจควบคุมหัวใจได้ ครั้นเปลี่ยนเป็นคนตายทั้งเป็น กลับเพราะจิตใจเสียหายจึงไม่ได้รับผลกระทบจากหัวใจ นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าหัวใจดวงนี้มีความเชื่อมโยงบางอย่างกับจิตวิญญาณและเจตจำนงของมนุษย์จริงๆ”
จนถึงวินาทีนี้ เหอผิงมั่นใจแล้วว่าการทดลองของตัวเองนับว่าสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง
…
โจรอีกคนหนึ่งที่ไร้สติสัมปชัญญะนอนอยู่บนเตียงหินที่ใช้ต่างเตียงผ่าตัด ร่างท่อนบนของเขาเต็มไปด้วยเข็มทองขนาดต่างๆ ปักตรึงไว้ ระหว่างเข็มทองมีสายสื่อนำทองแดงและโลหะ เชื่อมต่อด้วยเส้นด้ายทองคำ สายเชื่อมต่อเหล่านี้โยงไปหาหัวใจที่อยู่ในขวดโหลแก้ว
การทดลองในครานี้ เหอผิงกำลังวิจัยในอีกทิศทางหนึ่ง นั่นคือการสร้างความเชื่อมโยงกับหัวใจ เพื่อการนี้ เขาจึงจงใจจัดเตรียมการทดลองนี้ขึ้นมา
“จากนี้ไป ข้าจะทำลายหัวใจของคนผู้นี้ แล้วใช้หัวใจภายนอกที่ได้มาจากเซิ่งชิงจือผ่านทางสายสื่อนำโลหะและเข็มทองที่จัดวางไว้บนเส้นชีพจร เพื่อบดบังร่างกาย หลอกลวงสัญชาตญาณของกายเนื้อ เพื่อยื้อเวลาตายของคนผู้นี้ออกไป”
เขาอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด นี่เป็นเพียงก้าวแรก จุดสำคัญที่แท้จริงยังอยู่ที่ก้าวที่สอง
“จนถึงบัดนี้ ข้ายังคงไม่กระจ่างว่าจุดสำคัญของการเชื่อมต่อระหว่างหัวใจกับจิตวิญญาณนั้นอยู่ที่ใดกันแน่ หากการทดลองครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ เช่นนั้นทุกสิ่งที่ข้าทำมาจนถึงตอนนี้ก็นับว่าคุ้มค่า!”
ความคิดหนึ่งแล่นผ่านไป เหอผิงหยิบเข็มทองออกมา แทงเข้าไปในหัวใจของหุ่นเชิดซากศพสภาพกึ่งเป็นกึ่งตายร่างนี้
เมื่อทำขั้นตอนนี้เสร็จ เขาก็ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก ยื่นมือไปกดที่ศีรษะของหุ่นเชิดซากศพ ใช้วิชาเชื่อมต่อกับจิตใจของหุ่นเชิด
ในขณะเดียวกัน เข็มทองที่ปักอยู่บนชีพจรซึ่งเชื่อมต่อด้วยสายโลหะก็สั่นระริก ก่อนจะเปล่งแสงสีแดงขึ้นมา หัวใจในขวดโหลแก้วใบนั้นก็พลันเต้นตึกตักขึ้นมาเอง
เหอผิงใช้สัมผัสวิญญาณของตนเอง รุกรานเข้าไปในห้วงทะเลจิตวิญญาณของหุ่นเชิดซากศพร่างนี้ ชั่วพริบตา ทัศนวิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ราวกับตกอยู่ในโลกขาวโพลนอันเจิดจ้าบาดตา ไม่ว่าจะเป็นเสียง กลิ่น ภาพ หรือแม้แต่สัมผัส พวกมันล้วนดูเหมือนห่างไกลจากตัวเขาออกไป ราวกับจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของสายน้ำ สรรพสิ่งรอบกายล้วนมีชั้นความโปร่งใสบางเบากั้นขวางอยู่
ตูม!
เปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งพุ่งทะยานผ่านไป ในภวังค์อันเลือนราง เหอผิงสัมผัสได้ว่าในความว่างเปล่าเบื้องหน้ามีบางสิ่งกำลังลุกไหม้ สิ่งนั้นแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มก้อนเปลวเพลิง เปลวเพลิงแผ่ซ่านความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์อันรุนแรงออกมา
มันชวนให้รู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก เปลวเพลิงได้จำแลงกายเป็นตัวตนอันยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางแสงและความร้อนแรงกล้า สามารถมองเห็นดวงตะวันดวงใหญ่ ภายในดวงตะวันนั้นมีเทพองค์หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ จากนั้นแสงไฟก็หมุนวนแปรเปลี่ยน บางครากลายเป็นงูยักษ์เก้าเศียร บางครากลายเป็นวิหคเพลิงฟีนิกซ์ และบางคราก็กลายเป็นราชสีห์สี่เศียร แต่ละอย่างล้วนไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลกใบนี้เลย
“ไฟ... ไฟ... ไฟ…”
“สรรเสริญเชื้อเพลิงบรรพกาล อัคคีบูชาอันยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง เกรียงไกรยิ่ง…”
“ขอมอบกายถวายตัวแด่อัคคีบูชา แด่สามสุริยัน แด่รัตนตรัย จักได้สดับฟังพระธรรมอันเที่ยงแท้ ไม่ตกสู่ความเห็นผิด ลอยล่องนิรันดร์มิร่วงหล่น!!!”
จากท่ามกลางกองเพลิง มีกระแสเจตจำนงสายแล้วสายเล่าส่งผ่านมา นั่นดูเหมือนจะเป็นเสียงของชายหญิงแก่เด็กอ่อนนับไม่ถ้วน เสียงเหล่านี้ต่างพากันสรรเสริญ ขับขาน ร้องตะโกน เรียกร้องให้ผู้ที่ได้ยินเสียงเหล่านี้จงยอมรับ จงแบกรับ และจงปรนนิบัติบูชา...
เหอผิงได้ยินเสียงเหล่านี้ จิตใจก็เริ่มโอนเอนหวั่นไหว เขารู้สึกว่าสติสัมปชัญญะของตนกำลังถูกบิดเบือน ส่วนลึกของจิตใจเกิดความรู้สึกเบาสบาย ราวกับจะเหาะเหินเดินอากาศได้ดั่งเซียน ในยามนั้นเอง กลุ่มเปลวเพลิงนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นวงล้อขนาดใหญ่ดุจดวงอาทิตย์ ดูคล้ายกับธรรมจักร บนวงล้อยักษ์สีทองอร่ามนั้นเต็มไปด้วยลวดลายที่หมุนเวียนไปมา
“เสียงนี้... มันไม่ชอบมาพากล!”
เหอผิงตระหนักถึงจุดนี้ได้เช่นกัน เขาจึงรีบใช้วิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรมมาสะกดข่มจิตใจ
ชั่วพริบตานั้น ดวงจันทร์สีเงินสว่างไสวลอยเด่นขึ้น ท่ามกลางครรลองสายตา ดวงตะวันเพลิงที่ดูเหมือนจะลอยล่องนิรันดร์มิร่วงหล่นนั้นก็พลันเปลี่ยนแปลงไป ในแสงไฟนั้นมีจุดสีดำนับไม่ถ้วนลุกไหม้ขึ้นมา ดูคล้ายกับจุดดับบนดวงอาทิตย์ ราวกับดวงตาขนาดเล็กจิ๋ว ส่องประกายแสงแห่งความมืดมิดและหนาวเหน็บ
ควบคู่กับความรู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรง เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ในความว่างเปล่าแห่งห้วงทะเลจิตวิญญาณก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ความรู้สึกคลื่นไส้กลัดกลุ้มที่ยากจะทานทนถาโถมเข้ามา เปลวเพลิงสีดำที่ไหลเวียนค่อยๆ เปลี่ยนจากวงล้อธรรมจักร กลายเป็นหัวกะโหลกขนาดมหึมาที่มืดมิด ไร้ดวงตา แต่กลับมีเลือดเนื้อ
“ลอยล่องนิรันดร์มิร่วงหล่น! ลอยล่องนิรันดร์มิร่วงหล่น!”
หัวกะโหลกนั้นราวกับเอื้อนเอ่ยวาจา ขุมพลังอันแข็งแกร่งได้บิดเบือนความคิดที่รับรู้ด้วยสัมผัสวิญญาณและขอบเขตแห่งความว่างเปล่า กระแสธารอันยิ่งใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นข้อมูลหลั่งไหลเข้ามา
“นี่มัน!”
เหอผิงเข้าใจในฉับพลัน นี่ต่างหากคือโฉมหน้าที่แท้จริงของไฟศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนี้ เจ้าสิ่งนี้มันคือมลพิษทางจิตวิญญาณชนิดหนึ่งชัดๆ
ทว่าดูเหมือนจะช้าไปก้าวหนึ่ง เปลวเพลิงราวกับระเบิดออกในส่วนลึกของห้วงทะเลจิตวิญญาณของเขา แสงไฟเหล่านั้นแพร่กระจายไปทั่วสารทิศ สถานที่ที่มันไปถึงต่างก่อเกิดจิตวิญญาณที่บิดเบี้ยวและวิปริตผิดรูปอย่างที่สุด ราวกับสิ่งปฏิกูลที่แปดเปื้อนทุกสรรพสิ่ง
ตูม!
ร่างกายของเหอผิงสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกโพลงอีกครั้ง ภายในรูม่านตาของเขามีประกายเพลิงสายหนึ่งสว่างวาบขึ้น
“เทพอัคคีบูชาอันตรายจริงๆ!”
เขากระพริบตา แสงเพลิงอันน่าสยดสยองที่วูบวาบนั้นก็เลือนหายไปจากดวงตา
“อัคคีบูชาที่ตำหนักทวิสุริยันนับถือคือเทพองค์หนึ่ง... เปลวเพลิงกลุ่มนั้นคือส่วนขยายแห่งเจตจำนงของมัน... เมื่อครู่นี้อันตรายจริงๆ! หากไม่ใช่เพราะอาศัยวิญญาณอีกดวง ข้าคงถูกเจ้าผีบ้านี่กลืนกินหลอมรวมไปอย่างงุนงงเป็นแน่ ไม่ถูกไฟเผาตายทั้งเป็น ข้าก็คงเป็นบ้าไปโดยสมบูรณ์ กลายเป็นสาวกของเจ้า ‘เชื้อเพลิงบรรพกาล’ หรือ ‘เทพอัคคีบูชา’ บ้าบอนั่นไปแล้ว!”
เหอผิงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกภายในใจ
เขารู้สึกโชคดียิ่งนัก เคราะห์ดีที่ตนเองมีวิญญาณดวงที่สอง นั่นเป็นวิญญาณดั้งเดิมที่เป็นเจ้าของร่างนี้ เขาอาศัยวิญญาณดั้งเดิมที่ตายซากนั้นขวางกั้นมลพิษทางจิตวิญญาณจากอัคคีบูชาลึกลับ ตัดขาดจิตเจตนาที่จะเข้ามากลืนกินหลอมรวมนั้นเสีย
“แนวคิดนี้ถูกต้องแล้ว เพียงแค่ใช้วิธีการนี้ ต่อให้ข้าปลุกถ่ายหัวใจเข้าไปก็ไม่ต้องกังวลถึงภัยคุกคามที่หัวใจดวงนี้จะนำมา ในทางกลับกัน ขอเพียงข้าอาศัยความพิเศษของ ‘หนึ่งกายสองวิญญาณ’ นี้ ข้าย่อมสามารถควบคุมหัวใจดวงนี้ได้อย่างสมบูรณ์ และฉกฉวยพลังที่มาจากเทพในหัวใจดวงนั้น…”
แต่ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาก็พลันขมวดคิ้วแน่นอีกครั้ง
“เทพ? โลกใบนี้นอกจากผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว แม้แต่เทพก็มีตัวตนอยู่จริงหรือ?”