- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 77 ใกล้แค่เอื้อม
บทที่ 77 ใกล้แค่เอื้อม
บทที่ 77 ใกล้แค่เอื้อม
“เจ้าว่ากระไรนะ?”
หัวหน้ามือปราบหลิวสีหน้าเปลี่ยนไปถนัดตา ยื่นมือคว้าคอเสื้อผู้มาเยือนอย่างแรง
“เจ้าเมืองเก่อถูกคนลักพาตัวไปได้อย่างไร นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
“เป็นฝีมือของค่ายธงดำขอรับ คนที่นำกลุ่มมาฉุดคนไปคือเสือลายลัดเลาะภูผาซาอู๋โหวแห่งค่ายธงดำ!”
ผู้มาแจ้งข่าวเป็นมือปราบของจวนที่ว่าการเจ้าเมืองเช่นกัน เขาถูกกระชากคอเสื้อจนหายใจติดขัด ใบหน้าซีดเผือด
“ยังมี... ยังมีเจ้าซุนหลง จอมโจรตาเดียวผู้นั้นร่วมขบวนอยู่ด้วย…”
“ซาอู๋โหวรึ?!”
หัวหน้ามือปราบหลิวตกตะลึงจนหน้าถอดสี
เสือลายลัดเลาะภูผาซาอู๋โหวหาใช่ตัวการใหญ่ที่ร้ายกาจอันใด แต่เบื้องหลังของมันคือค่ายธงดำแห่งยอดเขาชิงเจียน
เมื่อไม่นานมานี้ การที่จอมโจรซุนหลงสามารถออกจากคุกได้อย่างราบรื่น มันก็เป็นผลมาจากการที่หัวหน้าค่ายใหญ่อินหงเลี่ย ทุ่มเงินก้อนโตเพื่อแลกเปลี่ยนกับตัวเขาเอง
‘ยังมีเจ้าซุนหลงผู้นั้น มันเพิ่งจะเสียท่ามาหมาดๆ แถมยังจ่ายเงินไปแล้ว ไฉนจึงไปลักพาตัวเจ้าเมืองเก่อได้... หรือว่าเป็นเพราะข้าเรียกราคาแพงเกินไป อินหงเลี่ยรับปากในวันนั้น แต่ภายหลังไปหารือกับซุนหลงจนมองเห็นช่องโหว่เข้าแล้วกระนั้นหรือ?’
หัวหน้ามือปราบหลิวอดสงสัยไม่ได้ ว่าตนเองหักหัวคิวโหดเหี้ยมเกินไปจนสร้างความขุ่นเคืองให้แก่ค่ายธงดำ
เงินก้อนนั้นตกถึงมือเจ้าเมืองเก่อจริง ทว่าเขาแอบหักไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนเจ้าเมืองได้รับอีกครึ่งที่เหลือ แต่ก็ต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้ลูกน้องที่รู้เห็น ไปๆ มาๆ คนที่ได้กำไรอาจจะไม่เท่าตัวเขาเองด้วยซ้ำ...
เมื่อคิดถึงจุดนี้ สีหน้าของหัวหน้ามือปราบหลิวก็แปรเปลี่ยน เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว ดูมืดมนสับสน คาดเดาอารมณ์ไม่ได้
“หือ?”
เหอจงเหิงพลันเอ่ยปากเย้ยหยัน “ท่านหลิว ท่านยังมัวยืนบื้อทำอะไรอยู่ตรงนี้ ใต้เท้าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ท่านที่เป็นหัวหน้ามือปราบจะยืนเฉยไม่ไหวติง คอยต่อปากต่อคำกับข้าอยู่อีกรึ หากเจ้าเมืองเก่อเป็นอะไรไป ท่านจะรับผิดชอบไหวหรือ?”
“ได้”
หัวหน้ามือปราบหลิวถลึงตามองเขาอย่างดุร้ายคราหนึ่ง ก่อนจะนำลูกน้องผละจากไป หลัวเจิ้งเดินรั้งท้ายสุด เขาหันกลับมามองเหอจงเหิงแวบหนึ่ง ถอนหายใจ แล้วรีบตามคนอื่นไปอย่างรวดเร็ว
เหอจงเหิงเห็นคนกลุ่มนั้นลงจากเรือนไปแล้ว เขาจึงค่อยๆ ย่องไปที่หน้าต่าง แง้มดูช่องเล็กๆ เห็นคนที่เฝ้าอยู่หน้าหอสุราซือเซียนดูเหมือนจะแยกย้ายกันไปแล้ว เขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รู้ตัวว่าตนได้รอดพ้นจากเคราะห์กรรมถึงตายมาได้
ยามนั้น ประตูเรือนรับรองถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดแพรพรรณ โพกศีรษะด้วยผ้าสีแดงเข้ม ที่เอวคาดเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยเดินเข้ามา
“ยินดีด้วยพี่เหอ เมื่อครู่นี้นับว่าคลี่คลายเคราะห์ภัยเล็กๆ ไปได้”
ผู้มาเยือนคือฉีไป๋อี เขาหัวเราะร่าหลังเดินเข้ามา ประสานมือคารวะเล็กน้อย แสดงความยินดีต่อเหอจงเหิง
“น้องฉี เรื่องนี้จะนับเป็นเรื่องน่ายินดีอันใดได้?”
เหอจงเหิงหัวเราะเสียงต่ำ น้ำเสียงแหบพร่า คล้ายแฝงความรันทดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
“คนในจวนที่ว่าการเหล่านั้นเห็นข้าเป็นศัตรูคู่อาฆาต เพื่อจะใส่ร้ายข้า ถึงกับใช้วิธีป้ายสีโยนความผิดเช่นนี้ออกมา พี่น้องที่ดีของข้า เพื่อลาภยศสรรเสริญ เขาก็ยังไปเกลือกกลั้วกับคนพวกนั้น ร่วมมือกันทำเรื่องชั่วช้า…”
“จิตใจคนยากหยั่งถึง ดั่งหน้าตาที่แตกต่าง พี่ท่านไยต้องเก็บมาใส่ใจให้ช้ำใจเล่า”
ฉีไป๋อีส่ายหน้า
“จริงสิน้องฉี”
เหอจงเหิงถามฉีไป๋อีอีกว่า “เรื่องที่หลัวเจิ้งกับหัวหน้ามือปราบหลิวจะเล่นงานข้า เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร และใช้วิธีสับเปลี่ยนสิ่งของ ขโมยเงินกับจดหมายออกไปได้อย่างไรกัน?”
“เรื่องนี้พูดไปก็นับว่าบังเอิญ ข้ามีลูกน้องคนหนึ่ง แต่ก่อนเชี่ยวชาญวิชาล้วงกระเป๋าสะเดาะกุญแจ เป็นโจรย่องเบา ภายหลังข้าปราบพยศเขาได้ เขาก็วางมือมาเป็นองครักษ์ให้ตระกูลหมี่อย่างสงบเสงี่ยม มีอยู่วันหนึ่งเขานั่งดื่มชาอยู่ที่ร้านน้ำชาในตัวเมือง เห็นหลัวเจิ้งสวมชุดมือปราบยืนคุยกับอันธพาลคนหนึ่งที่ปากตรอก แล้วพากันเดินเข้าไปในตรอก ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงแอบฟังบทสนทนาจนได้ล่วงรู้เรื่องของท่าน”
ฉีไป๋อีอธิบายต่อ “พอกลับมา เขาก็มารายงานเรื่องนี้แก่ข้า ข้าได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับ ‘มือปราบเหอ’ คิดว่าต้องเป็นท่านแน่ จึงสั่งให้เขาไปที่พักของหลัวเจิ้ง ขโมยจดหมายกับเงินออกมา แล้วถือโอกาสสับเปลี่ยนของเสียเลย”
“เฮ้อ บางทีเบื้องบนอาจลิขิตไว้แล้ว ว่าข้าเหอจงเหิงยังไม่ถึงฆาต!”
เหอจงเหิงฟังจบก็ไม่ได้สงสัยสิ่งใด เขาเพียงทอดถอนใจว่าตนยังดวงแข็ง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้น
ฉีไป๋อีเองก็เป็นคนเจนจัดในยุทธภพ ย่อมไม่แพร่งพรายเรื่องที่ส่งคนไปสะกดรอยตามหลัวเจิ้ง เขาแสร้งกระแอมไอเบาๆ แล้วถามว่า “พี่เหอ เรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้ว่าอย่างไรบ้าง? พวกสามพรรคเก้าสมาคมและพวกคนชั่วในจวนที่ว่าการเจ้าเมืองได้กลายเป็นเนื้อร้ายของเมืองหลงเหอไปแล้ว หากไม่ใช้วิธีการเด็ดขาดตัดทิ้งไป มันก็รังแต่จะเป็นภัยไม่สิ้นสุด พี่ท่าน หากท่านมีเจตจำนงนี้ น้องชายผู้นี้ก็ยินดีจะลงมือช่วย!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาก็แผ่กลิ่นอายอำมหิตและเยือกเย็นออกมา
เหอจงเหิงขมวดคิ้ว คล้ายยังลังเลใจอยู่บ้าง
“น้องฉี เรื่องนี้ขอข้าไตร่ตรองดูอีกสักหน่อยเถิด”
…
“ไม่ได้เรื่อง! พวกเจ้ามันพวกสวะไม่ได้เรื่องกันทุกคน!”
หลังจากเจ้าเมืองเก่อถูกช่วยกลับมาได้ แม้ขวัญจะยังผวา ทว่าความโกรธเกรี้ยวในใจกลับลุกโชนดั่งไฟสุม เขาชี้หน้าคนกลุ่มหนึ่งที่คุกเข่าอยู่หน้าโถง ตวาดด่าเสียงดัง “พวกเจ้าแต่ละคนเป็นสวะหรืออย่างไร ชีวิตของข้าเกือบจะต้องมาทิ้งเพราะพวกเจ้า แล้วก็เจ้าแซ่หลิว เจ้าซุนหลงนั่นเจ้าเป็นคนเสนอให้ปล่อยตัวไปใช่หรือไม่ มันช่างบังอาจนัก ไปรวมหัวกับโจรค่ายธงดำ กล้ามาวางแผนเล่นงานข้า”
“ใต้เท้า เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำขอรับ ซุนหลงกับค่ายธงดำไม่มีทางกล้าเป็นศัตรูกับทางการแน่ มิเช่นนั้นตอนแรกคงไม่ยอมจ่ายเงินไถ่ตัวคนหรอกขอรับ”
หัวหน้ามือปราบหลิวคุกเข่าอยู่ด้านล่าง ประสานมือแก้ต่างให้ตนเอง
“เหอะๆ”
เจ้าเมืองเก่อปรายตามองอย่างเย็นชา แววตาไร้ซึ่งรอยยิ้ม
“พูดได้ดีนี่ ซุนหลงกับค่ายธงดำอาจจะไม่มีความกล้า หากไม่กล้าแล้วพวกมันจะมาฉุดข้าที่เป็นเจ้าเมืองไปทำไม ข้าว่าพวกมันกล้านักล่ะสิ กล้าดีจนเทียมฟ้า หัวหน้ามือปราบหลิว เจ้าตกลงรับสินบนพวกมันมาเท่าไหร่กันแน่ ถึงขั้นนี้แล้วยังจะออกหน้ารับแทนพวกมันอีก”
หัวหน้ามือปราบหลิวรีบโขกศีรษะ
“ผู้น้อยมิบังอาจ ผู้น้อยมิบังอาจขอรับ”
“เจ้ามีอะไรไม่กล้าบ้าง!”
โทสะของเจ้าเมืองเก่อยิ่งลุกโชน มือคว้าถ้วยชาข้างกายขว้างออกไป เฉียดหัวหัวหน้ามือปราบหลิวไปนิดเดียว
“ฟังให้ดี เรื่องคราวนี้จะปล่อยผ่านไปไม่ได้ ไม่ว่าจะค่ายธงดำหรือซุนหลง เจ้าต้องหาทางจัดการให้เรียบร้อย พวกโจรชั่วที่เห็นกฎหมายบ้านเมืองเป็นเรื่องเล่นๆ บังอาจเทียมฟ้าพวกนี้ เจ้าต้องลากคอมันมาให้ข้า ถ้าเรื่องนี้จัดการไม่สำเร็จ เจ้ากับลูกน้องของเจ้าก็ไม่ต้องทำงานกันแล้ว”
“ขอรับ”
หัวหน้ามือปราบหลิวก้มหน้าต่ำด้วยความเครียดแค้น อดไม่ได้ที่จะกำหมัดขบกรามแน่น เขาไม่ได้โกรธเคืองในตัวเจ้าเมืองเก่อ แต่ในใจมั่นใจว่ามีคนกำลังปั่นป่วนเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง
พวกโจรภูเขาค่ายธงดำแห่งยอดเขาชิงเจียนจะไปมีความกล้าเช่นนี้ได้อย่างไร ในใจหัวหน้ามือปราบหลิวรู้ดีที่สุด ว่ามันต้องมีคนสอดมือเข้ามากลั่นแกล้งเขา
‘ไม่ว่าแกจะเป็นใคร รอข้าสืบรู้ตัวจริงของแกเมื่อไหร่ แกได้ตายแน่’
…
เหอผิงไม่ได้สนใจธุระในเมืองหลงเหอ เขาไหว้วานให้ฉีไป๋อีเป็นธุระจัดการก็เพื่อให้ลูกน้องคนนี้รับผิดชอบไปอย่างเต็มที่
การรับมือกับจวนที่ว่าการเจ้าเมือง หัวหน้ามือปราบหลิว หรือพวกสามพรรคเก้าสมาคม ควรให้ลูกน้องของเขาเป็นคนจัดการเอง ตัวเขาซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจะให้ลงมือเองพร่ำเพรื่อได้อย่างไร... อย่าว่าแต่ทำแล้วจะเสียศักดิ์ศรีหรือไม่ ในเมื่อตนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร เวลาที่มีก็ควรทุ่มเทไปกับการฝึกฝนบำเพ็ญตบะเสียมากกว่า
อีกประการหนึ่ง ในฐานะผู้เป็นนาย ย่อมไม่อาจลงไปจัดการทุกเรื่องด้วยตนเอง หากเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ยังต้องรบกวนให้เขาลงมือ แล้วจะเลี้ยงดูลูกน้องมากมายไว้เพื่อการใดกัน?
ช่วงเวลานี้ หลังจากจัดการเรื่องหอฝันสุขาวดีมายาที่มีผีสิงเรียบร้อยแล้ว เหอผิงจึงตัดสินใจว่าจะดำเนินการเรื่องการเปลี่ยนหัวใจ
หมู่นี้เขาเกิดความคิดวูบหนึ่งขึ้นมาจึงลองเปลี่ยนแนวทางดู ระหว่างที่วิจัยหัวใจของมารอมตะที่ได้มาจากร่างของเซิ่งชิงจือ เขาก็คิดค้นวิธีการชุดหนึ่งขึ้นมาได้ รู้สึกว่าบางทีอาจนำมาใช้กับตนเองได้
“หัวใจของมารอมตะพิเศษกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มากนัก” ภายในห้องลับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างเปลือยเปล่าศีรษะโล้นร่างหนึ่ง นั่นคือโจรจากค่ายธงดำที่ถูกเขาสร้างเป็นหุ่นเชิดซากศพสภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย
บนร่างของหุ่นเชิดซากศพตนนี้ มีเข็มทองขนาดสั้นยาวหนาบางไม่เท่ากันปักอยู่ระยิบระยับ ระหว่างเข็มแต่ละเล่มเชื่อมต่อด้วยแผ่นเหล็กและเส้นด้าย คล้ายใช้เป็นสื่อนำบางอย่าง สุดท้ายแผ่นเหล็กและเส้นด้ายเหล่านั้นก็มารวมกันที่ขวดโหลแก้วใบหนึ่ง ภายในขวดโหลมีหัวใจดวงหนึ่งกำลังเต้นตึกตัก
“หัวใจมารอมตะ หากยัดใส่เข้าไปในร่างกายคนเป็นก็จะเกิดความผิดปกติบางอย่าง ดูเหมือนกายเนื้อของปุถุชนจะไม่เพียงพอที่จะรองรับพลังของหัวใจดวงนี้ได้... ทว่า หากเชื่อมหัวใจดวงนี้เข้ากับร่างของหุ่นเชิดซากศพ มันกลับไม่ก่อให้เกิดความผิดปกตินั้น มิหนำซ้ำยังมอบพลังชีวิตให้แก่หุ่นเชิดซากศพได้ในระดับหนึ่ง”
เหอผิงพึมพำกับตนเอง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้าผิดปกติ คล้ายมองเห็นหนทางที่ไม่เคยมีมาก่อน ความตื่นเต้นฉายชัดออกมาทางสีหน้า
“ข้าคิดว่าข้าอาจจะจับจุดที่สำคัญที่สุด เป็นห่วงโซ่ที่สำคัญที่สุดได้แล้ว... ความลับของหัวใจมารอมตะและ ‘เคล็ดวิชามหาภัยสามตะวัน’ ของตำหนักทวิสุริยัน บางทีอาจจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว!”