เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 76 ใส่ความ

บทที่ 76 ใส่ความ

บทที่ 76 ใส่ความ


“คนผู้นี้ช่างพลิกแพลงรอบด้าน เข้าได้กับทุกฝ่ายเสียจริง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรม เขาล้วนทำการค้าด้วยหมดเลยหรือ?” เหอผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อย “หากเปรียบเทียบเหอจงเหิงกับหัวหน้ามือปราบหลิวผู้นี้แล้ว มันก็เหมือนฟ้ากับเหว เหอจงเหิงนั้นเมื่ออยู่ในจวนที่ว่าการเจ้าเมืองกลับดูแปลกแยกเข้ากับใครไม่ได้ ไม่มีใครชอบหน้าเขา แม้แต่พี่น้องร่วมสาบานที่ดีที่สุดของเขาก็ยังทรยศ”

“นั่นสินะขอรับ”

ฉีไป๋อีพยักหน้าเห็นด้วย

“แต่จะว่าไปแล้ว หากคุณชายต้องการตั้งหลักปักฐานในเมืองหลงเหอ เหตุใดไม่ร่วมมือกับคนผู้นี้เล่าขอรับ? หัวหน้ามือปราบหลิวแม้ฝีมือจะไม่สูงส่ง แต่ก็ชำนาญในการติดต่อประสานงานและจัดการคน... เพียงแค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมสักเล็กน้อยก็สามารถทำให้คนผู้นี้ฟังคำสั่งเรา แล้วค่อยควบคุมสามพรรคเก้าสมาคมและขุมกำลังทั้งฝ่ายขาวและดำในเมืองหลงเหอได้”

“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว”

เหอผิงส่ายหน้า

“เมืองหลงเหอภายนอกดูวุ่นวายสับสน แต่แท้จริงแล้วมีระเบียบในแบบของตัวเอง ระเบียบเช่นนี้ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอก เป็นกฎแห่งการอยู่รอดที่ขุมกำลังฝ่ายต่างๆ ร่วมกันรักษาไว้ ในแวดวงนี้ คนแซ่หลิวก็เป็นเพียงผลผลิตที่เกิดจากภาพสะท้อนของระเบียบทั้งฝ่ายขาวและดำในเมืองหลงเหอ หากไม่มีเขา มันก็ยังมีหัวหน้ามือปราบแซ่ซุน แซ่หลี่ หรือคนประเภทเดียวกันขึ้นมาแทนที่”

“สามพรรคเก้าสมาคมเหล่านี้เป็นเพียงห่วงโซ่หนึ่งในระเบียบนั้น ตัวพวกมันเองยังเชื่อมโยงกับท่าเรือทางน้ำและทางบก สมาคมการค้า ตระกูลขุนนางเก่าแก่ และขุมกำลังฝ่ายต่างๆ ก่อตัวเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เครือข่ายขนาดใหญ่นี้มีรากฐานหยั่งลึกและพันเกี่ยวกันยุ่งเหยิง ต่อให้ฝืนควบคุมคนแซ่หลิวได้สักคน มันก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการฉุดรั้งของเครือข่ายความสัมพันธ์เหล่านี้ได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในถิ่นของคนกลุ่มนี้ พวกเราก็ต้องทำตามกฎของพวกเขา!”

แน่นอน เว้นเสียแต่ว่าจะลงมือด้วยตนเอง ฆ่าคนที่เกะกะขวางทางให้หมด กำจัดคนที่ขัดขวางตนเองให้สิ้นซาก

เพียงแต่การทำเช่นนั้นแม้จะสะใจ แต่ปัญหาก็คือมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ซึ่งขัดกับความตั้งใจของตัวเขาที่ต้องการแฝงตัวอย่างลับๆ ในเมืองหลงเหอ และขยายอิทธิพลอย่างเงียบเชียบ

อีกประการหนึ่ง หากเรื่องลุกลามใหญ่โตเกินไป มันก็อาจชักนำยอดฝีมือจากกองปราบมารและทางราชสำนักเข้ามา ที่นี่ไม่ใช่ดินแดนนอกด่าน แต่เป็นในด่าน เหอผิงรู้ดีแก่ใจและไม่ได้คิดจะปะทะซึ่งหน้ากับราชสำนัก

“จุดที่เหอจงเหิงใช้งานได้ดีกว่าคนแซ่หลิว ก็คือเขาสามารถกลายเป็นมีดที่คมกริบเล่มหนึ่ง ที่จะฟันฉับเดียวตัดขาดเรื่องราววุ่นวายซับซ้อนและปัญหาร้อยแปดพันเก้าเหล่านี้ให้ขาดสะบั้น ข้าต้องการรักษาคนผู้นี้ไว้ก็เพราะหวังให้เขาจัดการเรื่องนี้แทนข้า!”

เหอผิงยิ้มเยาะอย่างเย็นชา

“แน่นอนว่ามีดคมเล่มนี้จะใช้งานได้จริงหรือไม่ มันก็ต้องดูการกระทำของเขาต่อจากนี้”

“พี่ใหญ่”

หลัวเจิ้งเปลี่ยนมาสวมชุดลำลอง ปรากฏตัวขึ้นที่หอสุราซือเซียน เขานัดแนะเหอจงเหิงเข้ามาในเรือนรับรองพิเศษห้องหนึ่ง เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว เขาก็ปิดประตูตามหลัง โดยเหลือช่องว่างไว้เพียงเล็กน้อย

“หลายวันมานี้ท่านงานยุ่งเสียเหลือเกิน ข้าชวนพี่ใหญ่ตั้งหลายครั้งก็หาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้เลย”

“น้องรอง เจ้ามีธุระอะไรกันแน่?”

วันนี้เหอจงเหิงไม่ได้เข้าเวร เขาสวมชุดสีเขียวคราม นั่งอยู่บนเก้าอี้ในเรือนรับรอง ในมือถือจอกสุราใบหนึ่ง

เมื่อเห็นหลัวเจิ้งขึ้นมาบนเรือนรับรองชั้นสอง เขาอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน

“เจ้าเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งไม่นาน เหตุใดไม่ไปทำหน้าที่รองหัวหน้าภายใต้สังกัดหัวหน้ามือปราบหลิว ไฉนจึงเปลี่ยนมาแต่งกายเช่นนี้...”

เมื่อได้ยินน้ำเสียงประชดประชันจากพี่น้องร่วมสาบานของตน หลัวเจิ้งก็ถอนหายใจเบาๆ

“พี่ใหญ่ ข้ารู้ว่าท่านดูแคลนข้า แต่ในเมื่ออิงหาวก็ตายไปแล้ว พี่น้องเราก็ควรจะคิดเผื่อตัวเองบ้าง”

“ที่แท้เจ้าก็ยังจำได้หรือว่าพวกเรามีน้องสามที่ชื่อฉินอิงหาว”

เหอจงเหิงปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชา ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มเยาะ

“เช่นนั้นเจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าเขาตายอย่างไร...”

“พี่ใหญ่!”

ใบหน้าของหลัวเจิ้งเขียวคล้ำขึ้นมาทันที เขาถอนหายใจอีกครั้ง

“พี่ใหญ่ ท่านอย่าได้โกรธเคืองข้าอีกเลย งานราชการในจวนที่ว่าการนี้ ข้าก็ทำต่อไปไม่ไหวแล้ว ที่หัวหน้ามือปราบหลิวเลื่อนตำแหน่งให้ข้าเป็นรองหัวหน้า มันก็เพียงเพื่อจะยั่วยุพี่ใหญ่เท่านั้น ข้าทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของคนพวกนั้น ต้องทนรับความอัปยศอดสูอยู่ทุกวี่ทุกวัน”

เขาพับชุดเครื่องแบบมือปราบใส่ไว้ในห่อผ้า วางลงบนโต๊ะสุรา จากนั้นล้วงห่อเงินออกมาจากอกเสื้อวางไว้บนโต๊ะเช่นกัน

“ในนี้ยังมีจดหมายอีกฉบับหนึ่ง รบกวนท่านช่วยส่งมอบให้ทางจวนที่ว่าการด้วย นับจากวันนี้ไป ข้าหลัวเจิ้งจะกลับบ้านนอก ไปใช้ชีวิตทำไร่ไถนาอย่างสงบสุข”

หลัวเจิ้งเตรียมจะยื่นจดหมายส่งให้ ในชั่วพริบตาที่รับจดหมายมา แววตาของเหอจงเหิงพลันฉายประกายแหลมคม เงยหน้าขึ้นตวาดเสียงกร้าว “คนแซ่หลัว ข้าขอถามเจ้า เนื้อความในจดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายลาออกจริงหรือ หรือว่าเป็นคำเท็จที่ใส่ความว่าข้าร่วมมือกับจอมโจรซุนหลง เพื่อจะไปปล้นเงินคลังของจวนที่ว่าการเจ้าเมืองกันแน่!”

“นี่...”

หลัวเจิ้งได้ยินวาจานี้ ใบหน้าก็ซีดเผือด ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

“พี่ใหญ่ ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? ข้า... ข้าจะไปทำเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไร?”

“หากไม่อยากให้ใครรู้ก็อย่าได้กระทำ... น้องรองเอ๋ยน้องรอง เสียแรงที่ข้าเห็นเจ้าเป็นพี่น้อง แต่เจ้ากลับทำกับพี่ใหญ่ของเจ้าได้ลงคอ!”

เหอจงเหิงไม่ได้มีความสามารถหยั่งรู้อนาคต เขาเพียงแต่ล่วงรู้มาก่อนว่าหลัวเจิ้งสมคบคิดกับหัวหน้ามือปราบหลิวเพื่อจะใส่ร้ายตนเอง

เมื่อคืนวานนี้ ขณะที่เขายังอยู่ที่บ้านและกำลังเตรียมจะเข้านอน ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาปักเข้าที่ขื่อไม้

เขาดึงลูกธนูลงมา พบว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งผูกติดอยู่ ในกระดาษเขียนไว้ว่าหัวหน้ามือปราบหลิวต้องการใส่ความเขา และสั่งให้หลัวเจิ้งน้องรองร่วมสาบานของเขานำจดหมายและเงินมาพบ ข้อความในกระดาษยังแจ้งแผนการชั่วร้ายของทั้งสองคนให้เขาทราบอีกด้วย

เดิมทีเหอจงเหิงยังคงคลางแคลงใจในเรื่องนี้และไม่ปักใจเชื่อ จนกระทั่งหลัวเจิ้งนำเงินและจดหมายมาปรากฏตัว เขาจึงเชื่อข้อความในกระดาษนั้นอย่างสนิทใจ และในใจยิ่งเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าและคับแค้น

ฉับพลันนั้น เหอจงเหิงฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้พุทรา เกิดเสียง ‘ปัง’ ดังทึบ โต๊ะไม้ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แต่ถ้วยชาและชามตะเกียบกลับสั่นสะเทือนจน ‘ดีด’ ลอยขึ้นมา พร้อมกันนั้นสิ่งที่ ‘ดีด’ ลอยขึ้นมาด้วยก็คือดาบเหล็กกล้าเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ

ชิ้ง!

ดาบหลุดออกจากฝัก เหอจงเหิงยกดาบชี้ไปทางประตู

“หัวหน้ามือปราบหลิว แอบดูละครอยู่ข้างนอกตั้งนาน คงไม่ลืมกระมังว่าจะต้องเล่นบทต่อไปอย่างไร!”

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

เสียงหัวเราะดังแว่วเข้ามา ประตูเรือนรับรองถูกกระแทกเปิดออกเสียงดัง ‘ปัง’ ร่างคนหลายร่างเดินกรูกันเข้ามา ผู้ที่เป็นผู้นำก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับรังสีอำมหิต

“ดีมากเหอจงเหิง สมคบคิดกับจอมโจรชั่วหวังปล้นคลังจวนที่ว่าการ วันนี้หลักฐานคาหนังคาเขา เจ้ายังไม่ยอมให้จับกุมอีกหรือ!”

หัวหน้ามือปราบหลิวพาผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนเดินเข้ามา ดวงตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยว ใบหน้าตอบ รูปร่างสูงโปร่ง อายุราวสี่สิบปี สวมเครื่องแบบมือปราบ มือหนึ่งกดด้ามดาบที่เอว อีกมือหนึ่งชี้หน้าเหอจงเหิง

“เหอจงเหิงเอ๋ย ข้าได้วางตาข่ายฟ้ากรงดินไว้ที่นี่แล้ว ขอเตือนว่าอย่าได้หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวจะดีกว่า”

“อะไรเรียกว่าหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว?”

เหอจงเหิงยิ้มเยาะ เอื้อมมือหยิบกระดาษจดหมายในมือขึ้นมา

“หัวหน้ามือปราบหลิว ท่านคงไม่ได้จะบอกว่ากระดาษแผ่นนี้คือของกลางหรอกกระมัง?”

“ถูกต้อง”

หัวหน้ามือปราบหลิวหัวเราะลั่น

“เงินพวกนี้ เป็นเงินโจรที่จอมโจรซุนหลงมอบให้เจ้า ส่วนจดหมายฉบับนั้น ย่อมเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุด บนนั้นเขียนหลักฐานการสมคบคิดระหว่างเจ้ากับซุนหลงเอาไว้ วันนี้จับได้คาหนังคาเขาพร้อมของกลาง เจ้ายังคิดจะบิดพลิ้วอีกรึ?”

“น่าขัน!”

เหอจงเหิงได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียงเย็นชา ดึงกระดาษจดหมายออกจากซองแล้วสะบัดออก

“กระดาษเปล่าแผ่นนี้คือหลักฐานความผิดอย่างนั้นรึ คนแซ่หลิว สมองเจ้ามีปัญหาแล้วกระมัง?”

เขายกมือขึ้น ทุกคนในที่นั้นต่างเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษจดหมายนั้นไม่มีสิ่งใดเขียนอยู่เลย มันว่างเปล่าขาวสะอาด ไม่มีตัวอักษรแม้แต่ครึ่งตัว

‘อะไรกัน?’

หัวหน้ามือปราบหลิวสีหน้าเปลี่ยนไปทันที สายตาของเขาหันขวับไปมองหลัวเจิ้งที่อยู่ด้านข้าง

“หลัวเจิ้ง นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

แทบจะในทันที หัวหน้ามือปราบหลิวก็สงสัยว่าหลัวเจิ้งผู้นี้มีปัญหา อีกฝ่ายเป็นถึงน้องร่วมสาบานของเหอจงเหิง ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่สมรู้ร่วมคิดกัน จดหมายฉบับนี้ชัดเจนว่าให้เขานำมามอบให้เหอจงเหิง เหตุใดจึงเกิดความผิดพลาดเช่นนี้ได้?

“ข้า... ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน?”

หลัวเจิ้งหน้าซีดเผือด เหงื่อไหลโทรมกายราวกับน้ำพุ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจดหมายที่เขียน ‘หลักฐานความผิด’ ของเหอจงเหิงฉบับนี้ กลายเป็นกระดาษเปล่าไปตั้งแต่เมื่อใด

“จริงสิ ยังมีเงินพวกนี้อีก”

เหอจงเหิงหยิบก้อนเงินขึ้นมาหนึ่งก้อน

“นี่เป็นเงินที่ข้าเพิ่งจะนำของมีค่าในบ้านไปจำนำมาจากโรงรับจำนำ บนเงินนี้มีตราประทับอยู่ด้วย” เขาหงายก้อนเงินให้เห็นตัวอักษรที่สลักอยู่ด้านล่าง เป็นอักษรแถวหนึ่งเขียนว่า ‘เงินบริสุทธิ์ห้าตำลึงของร้านแลกเงินเฟิงจี้’

“นี่เป็นเงินที่ร้านค้านอกด่านเพิ่งหลอมขึ้นใหม่ ที่มาที่ไปสามารถตรวจสอบได้ หากเจ้าไม่เชื่อก็ไปที่โรงรับจำนำพร้อมกับข้า ไปสอบถามต่อหน้าพวกเขาได้เลย”

เขายิ้มเย็นชา มือที่กำก้อนเงินตบลงไปอย่างแรง พลังฝ่ามืออันหนักแน่นปะทุขึ้น ก้อนเงินก็ฝังแน่นจมลงไปในเนื้อโต๊ะ

เหอจงเหิงแสดงฝีมือออกมาอย่างกะทันหัน เพียงฝ่ามือเดียวก็ตบก้อนเงินจมลงไปในโต๊ะ ยามที่เขาลงมือ ลมฝ่ามือพัดโหมกระหน่ำ พลังฝ่ามือที่แข็งกร้าวไร้เทียมทานกลับแปรเปลี่ยนเป็นพลังอ่อนนุ่มได้อย่างน่าอัศจรรย์ กระบวนท่านี้งดงามยิ่งนัก จนเหล่ามือปราบที่ติดตามมาด้วยต่างจ้องมองจนตาค้าง

“คนแซ่หลิว เจ้าคิดจริงๆ รึว่าแผนตื้นๆ ของเจ้าจะโค่นข้าลงได้ หากไม่อยากขายหน้าไปมากกว่านี้ เจ้าก็พาคนของเจ้าไสหัวไปซะ!”

‘บัดซบ!’

เส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหน้าผากของหัวหน้ามือปราบหลิว เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเหอจงเหิงจะมองแผนการของตนออกทะลุปรุโปร่ง

‘น่าเจ็บใจนัก... ข่าวรั่วไหลไปได้ยังไง! ไม่สิ ไม่เป็นไร อย่างไรเสียคนที่อยู่ที่นี่ก็เป็นคนของข้าทั้งหมด ด้านล่างก็ส่งคนของจวนที่ว่าการล้อมไว้หมดแล้ว จะมีหลักฐานหรือไม่มีก็ช่าง จับตัวเจ้าเหอจงเหิงนี่กลับไปขังจวนที่ว่าการ จะดำหรือขาวก็อยู่ที่คำพูดข้าไม่ใช่หรือ?’

คนแซ่หลิวพลันเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นในใจ เพียงแต่เมื่อเขาชำเลืองมองเหอจงเหิงอีกครั้ง เขาก็พบว่าอีกฝ่ายมีท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น ดูเหมือนไม่ได้เกรงกลัวกองกำลังที่เขานำมาเลยแม้แต่น้อย

‘นี่มันพิลึกนัก หรือว่าคนผู้นี้ยังมีไม้ตายอื่นหนุนหลังอยู่?’

ทันใดนั้นเอง ภายนอกเรือนรับรองก็มีเสียงร้อนรนดังขึ้น

“หัวหน้ามือปราบหลิว แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!”

เงาร่างหนึ่งรีบวิ่งขึ้นมาบนชั้นสอง หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “เกิดเรื่องแล้ว เกิดเรื่องใหญ่เข้าแล้วจริงๆ... หัวหน้ามือปราบหลิว ท่านเจ้าเมืองถูกคนลักพาตัวไปแล้วขอรับ!”

จบบทที่ บทที่ 76 ใส่ความ

คัดลอกลิงก์แล้ว