- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 75 มรดกสำนักจิตรกรเซียน
บทที่ 75 มรดกสำนักจิตรกรเซียน
บทที่ 75 มรดกสำนักจิตรกรเซียน
แผนที่ฉบับนี้ถูกวาดขึ้นอย่างประณีตบรรจง เหอผิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาจึงหยิบแผนที่หนังแกะม้วนหนึ่งบนโต๊ะออกมาเปรียบเทียบดู
“ไม่ผิดแน่ นี่คือแผนที่เมืองหลงเหอ!” เขายืนยัน แผนที่บนม้วนภาพนี้น่าจะเป็นสถานที่แห่งหนึ่งภายในเขตเมืองหลงเหอ
เพียงแต่ว่าความสงสัยอีกประการหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
“เหตุใดจึงต้องทิ้งแผนที่ไว้บนภาพวาดนี้ด้วยเล่า?”
เหอผิงครุ่นคิดในใจด้วยความฉงน เขาจึงตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
ไม่นานนัก เขาก็พบว่าด้านล่างของแผนที่ยังมีตัวอักษรสีชาดขนาดเล็กเขียนกำกับไว้อย่างถี่ยิบ ต้องขอบคุณข้อความเหล่านี้ที่ช่วยไขข้อข้องใจในก้นบึ้งหัวใจของเขาได้ในที่สุด
“บรรพชนข้าเป็นศิษย์สำนักจิตรกรเซียน ได้รับบัญชาจากเจ้าสำนักรุ่นสุดท้ายให้สร้าง ‘หอฝันสุขาวดีมายา’ แห่งนี้ขึ้นเพื่อกักขัง ‘หนอนกู่จิตวิญญาณภาพวาด’... สำนักจิตรกรเซียนของพวกเรา ใช้ภาพเข้าสู่มายา ใช้มายาเข้าสู่ฝัน ใช้ฝันเข้าสู่มรรคา ใช้มรรคาแสวงหาความจริง…”
“น่าเสียดายที่หลังจากมหาภัยพิบัติเทพและมนุษย์ เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรในยุคบรรพกาลล้วนขาดสะบั้น สิ่งที่สำนักจิตรกรเซียนเพียรพยายามสืบต่อกันมา คือการใช้ภาพวาดบรรลุมรรคา แต่กลับถูกลิขิตสวรรค์รังเกียจเดียดฉันท์ ยากจะก้าวหน้าแม้เพียงครึ่งก้าว น่าเศร้า! น่าถอนใจนัก!”
เหอผิงอ่านต่อไป ในที่สุดก็ยืนยันได้ว่าม้วนภาพที่ซ่อนอยู่ในช่องลับนี้ เป็นสิ่งที่ศิษย์คนหนึ่งของสำนักจิตรกรเซียนทิ้งไว้จริงๆ
ข้อความช่วงท้ายของม้วนภาพแฝงข้อมูลไว้มหาศาล ตามคำกล่าวของอีกฝ่าย หลังจากมหาภัยพิบัติเทพและมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อน สองมรรคาแห่ง ‘สวรรค์’ และ ‘มนุษย์’ ในโลกหล้าได้ขาดสะบั้นลง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
หลังมหาภัยพิบัติเทพและมนุษย์ เคล็ดวิชาโบราณส่วนใหญ่ขาดหาย สำนักจิตรกรเซียนที่สืบทอดเคล็ดวิชาโบราณขัดแย้งกับมรรคาสวรรค์จึงตกต่ำลงนับแต่นั้น
ผู้สืบทอดสำนักจิตรกรเซียนทุกรุ่น ล้วนพยายามบัญญัติเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาลำดับที่สามสิบเจ็ดขึ้นใหม่เพื่อผ่าทางตันนี้ เพียงแต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใด ดูเหมือนว่าสำนักจิตรกรเซียนจะถูกคำสาปจากสวรรค์ ไม่เพียงแต่บัญญัติเคล็ดวิชาล้มเหลว สายการสืบทอดก็เกือบจะสิ้นสูญ
ผู้ที่ทิ้งม้วนภาพนี้ไว้บรรยายว่าเขาฝืนพยายามบรรลุมรรคาแต่ล้มเหลวกลางคัน รู้ตัวว่ายากจะรอดพ้นจึงทิ้งมรดกของสำนักจิตรกรเซียนไว้บนแผนที่ฉบับนี้ หวังให้คนรุ่นหลังตามรอยแผนที่เพื่อเรียนรู้เคล็ดวิชาลับ หากบำเพ็ญเพียรจนมีความสำเร็จเล็กน้อย ก็จะสามารถเปิดมรดกฉบับสมบูรณ์ที่ซ่อนอยู่ในหอฝันสุขาวดีมายาได้
“หากปรารถนาจะเปิดประตูสู่หอฝันสุขาวดีมายา จำต้องเรียนรู้วิชาเบื้องต้นของสำนักจิตรกรเซียนก่อนงั้นรึ?” เหอผิงบังคับหุ่นเชิดให้หันกลับไปมองผนังด้านหลัง หลังจากการต่อสู้เมื่อครู่ ผนังกำแพงถูกเผาจนกลายเป็นสีเทาขาว
เห็นเพียงรอยไหม้สีเทาขาวนั้นจางหายไป อิฐกำแพงที่หลุดร่อนเผยให้เห็นบางสิ่งด้านหลัง มันคือกำแพงอีกชั้นที่ซ่อนอยู่หลังอิฐ บนกำแพงที่ตรงกับประตูบานนั้น ปรากฏประตูใหญ่ทาสีแดงชาดประหนึ่งประตูพระราชวัง
เพียงแต่นั่นมิใช่ประตูที่มีอยู่จริง หากแต่เป็นประตูแดงชาดที่ถูกวาดขึ้นด้วยพู่กันบนผนังสีเทาขาว ประตูแดงบานนั้นยังมีแม่กุญแจทองแดงคล้องอยู่ด้วย
เหอผิงก้มมองกุญแจในมือหุ่นกระดาษ พลางคิดในใจว่าคงไม่ใช่ต้องใช้กุญแจทองแดงดอกนี้ ไขประตูแดงที่วาดขึ้นหรอกกระมัง?
“แต่ว่าแม่กุญแจนี้เป็นภาพวาด กุญแจดอกนี้ก็ไม่แน่ว่าจะใช้ได้ไม่ใช่รึ?”
เหอผิงขมวดคิ้วแน่น มองผ่านทรงกลมเนตรหุ่นไปยังกล่องไม้จันทน์ดำใบนั้นอีกครั้ง
“ในกล่องใบนี้บรรจุหนอนกู่จิตวิญญาณภาพวาดที่สำนักจิตรกรเซียนหลอมสร้างขึ้น ของสิ่งนี้เรียกกันในชื่อชาวบ้านว่า ‘ผีในผี’ ชาวบ้านเชื่อว่าคนตายเป็นผี ผีตายเป็นเจี้ยน[1] หนอนกู่จิตวิญญาณภาพวาดของสำนักจิตรกรเซียนก็คือหนอนเจี้ยนชนิดหนึ่ง”
สำนักจิตรกรเซียนทำตัวลึกลับ เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนก็ประหลาดพิสดาร การเปลี่ยนเจี้ยนให้เป็นหนอนกู่ ผสมเป็นหมึกและสีวาดภาพเพื่อใช้สำแดงวิชา นับว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง ไม่มีใครเหมือน
ตามคำกล่าวในม้วนภาพ กล่องไม้จันทน์ดำนี้เป็นสมบัติวิเศษพิสดาร สามารถผนึกหนอนกู่จิตวิญญาณภาพวาดได้ ต้องรู้ไว้ว่าตัวตนที่แท้จริงของหนอนนี้คือหนอนเจี้ยน เป็นสิ่งที่ผีตายแล้วแปรสภาพเป็นสิ่งแปลกปลอม มีอิทธิฤทธิ์เปลี่ยนแปลงได้สารพัด หากใช้ทำร้ายคน ผู้ใช้วิชาทั่วไปย่อมมิใช่คู่ต่อสู้
ความจริงแล้ว หากผู้ใดใคร่ฝึกฝนเคล็ดวิชาของสำนักจิตรกรเซียน ล้วนต้องอาศัยพลังของหนอนกู่จิตวิญญาณภาพวาด และจำเป็นต้องมีกล่องไม้จันทน์ดำใบนี้ มิฉะนั้นความสามารถที่ฝึกฝนมาทั้งหมดก็เท่ากับไร้รากฐาน
ส่วนเจ้าหนอนกู่จิตวิญญาณนั้น ปกติถูกหอฝันสุขาวดีมายากักขังไว้บนผนังภาพ เคลื่อนไหวได้เพียงในหอเก๋งเท่านั้น แต่หากถูกบีบคั้นหนักเข้า พวกมันก็จะหนีกลับเข้าไปในกล่องไม้จันทน์ดำนี้
แต่เมื่อเข้าไปหลบในกล่องแล้ว หนอนกู่จิตวิญญาณภาพวาดก็ไม่อาจออกมาได้อีก เนื่องจากวัสดุของกล่องไม้จันทน์ดำมีความพิเศษ สยบหนอนกู่จิตวิญญาณชนิดนี้โดยเฉพาะ หากถูกผนึกอยู่ข้างในก็อย่าหวังจะได้ออกมา
เขาได้กล่องไม้จันทน์ดำมาก็ไม่ได้ดีใจมากนัก เพราะมรดกเคล็ดวิชาของสำนักจิตรกรเซียนนี้ไม่สมบูรณ์ ม้วนภาพพู่กันฝันกวางกล้วยสอนเพียงวิธีเรียนวาดภาพเท่านั้น
กล่องไม้จันทน์ดำมีไว้เพื่อผนึกหนอนกู่จิตวิญญาณภาพวาด ส่วนเคล็ดวิชาสืบทอดของสำนักจิตรกรเซียน จริงๆ แล้วยังไม่ได้ตกมาถึงมือเขา
“ช่างเถอะ อย่างไรเสียก็น่าจะอยู่ที่สถานที่ตามแผนที่ระบุ ไว้วันหลังค่อยส่งคนไปตรวจสอบ... อีกอย่างเคล็ดวิชาของสำนักจิตรกรเซียนท้ายที่สุดก็ไม่อาจบรรลุมรรคาได้ ต่อให้ได้มรดกฉบับสมบูรณ์มา มันก็เป็นเพียงดั่งบุปผาบนผืนแพร มิใช่ถ่านไฟกลางหิมะ”
เหอผิงปกติต้องฝึกฝนวิชาหุ่นเชิด หลอมสร้างหุ่นตัวใหม่ แถมยังได้ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ มาแล้ว เคล็ดวิชาของสำนักจิตรกรเซียนท้ายที่สุดก็นับเป็นเพียงวิชามารนอกรีต ไม่มีหนทางบรรลุมรรคาได้ สำหรับเขาแล้วจึงมีค่าไม่มากนัก
จากนั้น เขาจึงสั่งให้หุ่นกระดาษสามตัวที่เหลือ นำกล่องไม้และม้วนภาพกลับมา แล้วสั่งให้ลูกน้องเข้าไปในหอเก๋ง ทำความสะอาดภายในและซ่อมแซมใหม่
หอเก๋งในเรือนแห่งนี้ ในเมื่อชื่อว่าหอฝันสุขาวดีมายา เกรงว่าประตูแดงที่วาดบนผนังนั้นคงเป็นฝีมือของสำนักจิตรกรเซียนเช่นกัน ทางที่ดีควรก่ออิฐปิดกลับไป ซ่อมแซมทั้งภายในภายนอก เพื่อไม่ให้ความแตกจนถูกคนนอกเพ่งเล็งในภายหลัง
…
เหอผิงเก็บรักษากล่องไม้จันทน์ดำและม้วนภาพของสำนักจิตรกรเซียนไว้อย่างดี ทางด้านฉีไป๋อีก็รีบร้อนเข้ามาแจ้งข่าวให้เขาทราบ
“คุณชาย” ฉีไป๋อีโค้งกายคารวะ แล้วเอ่ยขึ้น “ก่อนหน้านี้ ท่านสั่งให้พวกเราจับตาดูคนรอบกายเหอจงเหิง เขามีน้องร่วมสาบานคนหนึ่งชื่อหลัวเจิ้ง เราส่งคนฝีมือดีไปติดตามดูพฤติการณ์และแอบได้ยินมาว่าหลัวเจิ้งผู้นี้ ถึงกับแอบวางแผนกับคนอื่น เตรียมหาข้ออ้างสังหารเหอจงเหิง”
จากนั้นเขาก็รายงานข้อมูลที่แอบได้ยินมาให้เหอผิงทราบ
“อืม ดูท่าคนของจวนที่ว่าการเจ้าเมืองและพรรคพนันเตรียมจะลงมือกับเหอจงเหิงแล้ว เจ้าลองเล่ารายละเอียดมา”
เหอผิงไม่ได้แปลกใจ เขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าเหอจงเหิงจะต้องประสบเคราะห์กรรม
เพราะคนผู้นี้แทบจะใช้กำลังเพียงลำพัง ขัดขวาง ‘เส้นทางทำมาหากิน’ ของคนส่วนใหญ่ในจวนที่ว่าการเจ้าเมือง แถมยังไปยั่วยุเจ้าพ่อบ่อนพนันฉางฟู่กุยแห่งพรรคพนัน หนึ่งในสามพรรคใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในเมืองหลงเหอ นับเป็นหนามยอกอกของทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม
“หลัวเจิ้งกับเหอจงเหิง รวมถึงฉินอิงหาวที่ตายไปก่อนหน้านี้ สามคนนี้เดิมเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน”
ฉีไป๋อีเอ่ยเรียบๆ “นับแต่ฉินอิงหาวตายไป หลัวเจิ้งผู้นี้ก็เกิดความท้อแท้สิ้นหวัง เขารู้ว่าลำพังตัวเองกับเหอจงเหิงคงยากจะต่อกรกับทั้งจวนที่ว่าการเจ้าเมืองและสามพรรคเก้าสมาคมได้ จึงตัดสินใจสวามิภักดิ์ต่อมือปราบแซ่หลิวอีกคนในจวนที่ว่าการ ยอมเป็นสุนัขรับใช้ ตัดขาดจากเหอจงเหิงโดยสมบูรณ์”
“ข้าเดาว่าคนที่บงการให้หลัวเจิ้งไปทำร้ายเหอจงเหิงก็คือมือปราบหลิวผู้นี้ ดูท่ามือปราบหลิวแห่งจวนที่ว่าการเจ้าเมืองคนนี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมไม่เบา?”
เหอผิงเริ่มวิเคราะห์ เขาคิดว่าด้วยนิสัยของหลัวเจิ้ง ไม่น่าจะริเริ่มวางแผนทำร้ายพี่น้องร่วมสาบานของตนเอง น่าจะเป็นมือปราบหลิวคนนั้นที่เหม็นขี้หน้าเหอจงเหิง
“จากการสนทนาระหว่างหลัวเจิ้งกับอีกคน ดูเหมือนครอบครัวของหลัวเจิ้งจะถูกคนแซ่หลิวจับเป็นตัวประกัน เขาเองก็คงไม่มีทางเลือก”
ฉีไป๋อีกล่าวต่อ “ส่วนมือปราบแซ่หลิวผู้นี้ นับเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองหลงเหอ เมื่อเทียบกับเจ้าเมืองเก่อผู้เลอะเลือนที่สนแต่จะกอบโกยผลประโยชน์แล้ว มือปราบหลิวผู้นี้ฝังรากอยู่ที่นี่มานานนับสิบปี มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสามพรรคและอีกหกสมาคม หากพรรคเหล่านี้มีเรื่องกระทบกระทั่งกัน คนแซ่หลิวก็จะทำหน้าที่เป็นกาวใจ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมต่างต้องไว้หน้าเขา นับว่ามีอิทธิพลล้นฟ้า!”
ฉีไป๋อียังสืบได้ความมาว่า มือปราบหลิวผู้ที่มีบารมีกว้างขวางจนน่าตกใจผู้นี้ ยังแอบติดต่อกับพวกกลุ่มสิบสามค่ายโจรเมฆาขวางและทำธุรกิจรับซื้อของโจรอยู่อีกด้วย
[1] มีตำนานเล่าว่า มนุษย์เมื่อตายแล้วจะกลายเป็นผี และเมื่อผีตายลงอีกครั้งก็จะกลายเป็นเจี้ยน เป็นสภาวะที่ไร้รูปลักษณ์ยิ่งกว่าผี มักเป็นเพียงกลิ่นอายความตายอันเข้มข้น หรือกลุ่มก้อนพลังงานด้านลบลึกลับ