เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 74 แผนที่

บทที่ 74 แผนที่

บทที่ 74 แผนที่


เหอผิงไม่คิดจะเสียเวลา เขาตัดสินใจลงมือจัดการหนอนกู่ในภาพวาดที่อยู่ในหอเก๋งภายในวันนั้นเลย

เขาระดมพลพรรคขุดคูน้ำลึกเป็นวงล้อมรอบหอเก๋ง กั้นอาณาเขตลานเรือนเอาไว้ด้านใน จากนั้นไขน้ำเข้าสู่คูและผสมชาด กำมะถันแดง กับสุราถูซู[1]ลงไปในน้ำเพื่อขับไล่โรคระบาดและกำจัดแมลง

ทั้งยังวางฟืนแห้งชุบน้ำมันไว้ทั้งในและนอกกำแพงเรือน เมื่อเตรียมการเหล่านี้เสร็จสิ้น เขาก็สั่งให้องครักษ์ประจำจวนเฝ้าระวังอยู่รอบนอกหอเก๋ง

คนกลุ่มนี้ใช้ผ้าปิดบังใบหน้า ในมือถือคันธนูและคบเพลิง ที่เอวห้อยน้ำเต้าสองใบ บรรจุกำมะถันแดงและปูนขาวแยกกันไว้

ทุกคนอมยาต้านโรคระบาดไว้ใต้ลิ้นเพื่อป้องกันไอพิษร้ายแรง การเตรียมการด้านอื่นๆ ล้วนพร้อมสรรพ พวกเขาแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มเพื่อเฝ้าระวังกำแพงทั้งสี่ด้านของลานเรือน

เหอผิงไตร่ตรองไว้แล้วว่า หากหนอนกู่ในภาพวาดนั้นหลุดรอดออกมา เขาก็จะใช้ธนูไฟยิงใส่กองฟืนเผาหอเก๋งหลังนี้ทิ้งเสีย... คูน้ำที่ขุดขึ้นชั่วคราวบวกกับกลิ่นยาขับไล่แมลง น่าจะเพียงพอสกัดกั้นเส้นทางหนีของหนอนกู่ได้

เมื่อเตรียมการเสร็จสิ้น เหอผิงก็กระตุ้นหุ่นกระดาษสี่ตัว บังคับให้พวกมันเข้าไปในหอเก๋ง ส่วนตัวเขาเองรั้งอยู่นอกลานเรือน หลับตาแน่น ถ่ายทอดสัมผัสวิญญาณและความคิดทั้งหมดลงสู่ร่างหุ่นกระดาษเหล่านั้น

เขาเลือกยามที่แสงอาทิตย์แผดเผารุนแรงที่สุดในวันนั้น หุ่นกระดาษพุ่งตัว ‘ฟึ่บฟั่บ’ ลอยเข้าสู่ประตูหลักของหอเก๋ง

ทันทีที่ก้าวพ้นประตู พวกมันก็เริ่มทำลายผนัง ยื่นสองมือออกไป ใช้ฝ่ามือที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าฟาดใส่กำแพงอิฐเขียว

กำแพงหินส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว คานไม้ในห้องสั่นสะเทือน ผนังแตกร้าว เศษหินนับไม่ถ้วนระเบิดกระจาย ฝุ่นผงฟุ้งตลบไปทั่วฟ้า ชั่วพริบตาเดียว ภายในหอเก๋งก็เต็มไปด้วยฝุ่นควัน

หุ่นกระดาษดูราวกับต้องการรื้อทำลายหอเก๋งหลังนี้ เพียงกวาดฝ่ามือก็บดขยี้กำแพงหินบางๆ จนแตกละเอียด อิฐเขียวป่นปี้ เศษหินกระเด็นกระดอน ภาพเหตุการณ์ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก

ในบรรดาหุ่นกระดาษสี่ตัว มีเพียงสามตัวที่กำลังรื้อถอนอาคาร อีกหนึ่งตัวถือทรงกลมเนตรหุ่นไว้ในมือทั้งสอง อาศัยความสะดวกของวิชาเนตรหุ่น ทำให้ไม่ต้องเข้าไปในห้องที่คับแคบก็สามารถจับความเคลื่อนไหวภายในห้องได้อย่างชัดเจน

เหอผิงมองเห็นอย่างชัดเจนว่าขณะที่หุ่นกระดาษกำลังรื้อถอนอย่างป่าเถื่อน ผนังทั้งสี่ด้านในหอเก๋งก็เกิด ‘ความปั่นป่วน’ เล็กน้อย

แม้ความจริงแล้ว หนอนกู่ตัวจิ๋วขนาดเท่าไข่เหาที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดบนผนังทั้งสี่จะมีธรรมชาติชอบความมืดเกลียดแสงอาทิตย์ แต่มันก็ใช่ว่าจะออกมาตอนกลางวันไม่ได้

การอาละวาดของหุ่นกระดาษทำให้ที่อยู่อาศัยของหนอนกู่ หรือก็คือตัว ‘ภาพวาดบนผนัง’ ได้รับผลกระทบ ย่อมต้องมีการตอบโต้กลับมาอย่างแน่นอน

และในตอนนั้นเอง ผนังทั้งสี่ด้านภายในห้องก็มีเสียง ‘ซากๆ’ แผ่วเบาดังแว่วมา ชวนให้รู้สึกขนพองสยองเกล้า

หุ่นกระดาษและเหอผิงไม่ได้ยินเสียง แต่กลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอากาศภายในห้องพลันหนักอึ้ง บนผนังเกิดระลอกคลื่นนับไม่ถ้วนซ่อนเร้นอยู่ มีสีสันฉูดฉาดทั้งห้าสลับซับซ้อน ราวกับชั้นฟิล์มน้ำมันที่ประกายแสงแปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุดนิ่ง

ชั่วพริบตา หนอนกู่ก็เปิดฉากโจมตี ของเหลวห้าสีพุ่งออกมาจากผนัง กลายเป็นละอองฝอยนับสิบสายตกลงบนหุ่นกระดาษตัวหนึ่ง แสงวิญญาณคุ้มกายบนตัวหุ่นกระดาษกะพริบวาบอย่างรุนแรงแล้วดับวูบลงอย่างรวดเร็ว

จากนั้นหุ่นกระดาษก็ละลายกลายเป็นของเหลวอ่อนยวบยาบ ถูกละอองประหลาดนั้นกลืนกินจนกลายเป็นกองของเหลวแผ่กระจายบนพื้น แล้วเลื้อยรัดพันขาหุ่นกระดาษราวกับงู

“ยังมีลูกไม้นี้อีกหรือ?”

เหอผิงแค่นเสียงหัวเราะ หุ่นกระดาษที่เหลืออีกสามตัวลอยตัวขึ้น ใช้เส้นด้ายห้อยโหนอยู่ระหว่างคาน ผนังยังคงพ่นละอองฝอยออกมาไม่หยุด แต่หุ่นกระดาษกลับหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย

“มีน้ำยาแค่นี้เองรึ?”

เหอผิงแสยะยิ้ม ปลายนิ้วขยับไหว หุ่นกระดาษหนึ่งในสามตัวที่เหลือ ซึ่งในมือหิ้วโคมไฟกระดาษอยู่ โคมไฟนั้นพ่นแสงเพลิงร้อนแรงออกมาเสียงดัง ‘พึ่บ’ จุดติดสีสันมายาที่ไหลเวียนอยู่บนผนังแถบนั้นทันที

เพลิงสาปวิญญาณที่พุ่งออกจากโคมไฟลุกไหม้ราวกับไฟผี ส่องประกายสีเขียวมรกตวังเวง แสงไฟสีเขียวปะทะกับอากาศจนเกิดเสียงดังฉ่า ชั้นน้ำมันที่ไหลเยิ้มนั้นเมื่อถูกเปลวเพลิงสีเขียวเผาผลาญ มันก็ส่งเสียงดังซู่ซ่า รุนแรงยิ่งขึ้น

“เพลิงสาปวิญญาณ… เป็นอย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆ มันมีผลต่อหนอนกู่พวกนี้!”

เหอผิงควบคุมหุ่นกระดาษตัวนั้นปลดปล่อยเปลวเพลิงสีเขียวมรกต เผาผลาญ ‘หนอนกู่’ ที่กำลังเคลื่อนไหวบนผนังอย่างต่อเนื่อง กระบวนท่านี้เห็นผลชัดเจน สีสันห้าสีบนผนังสั่นระริก ภายใต้เปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ มันค่อยๆ ถูกเผาจนกลายเป็นสีขาวหม่นโดยมีเปลวเพลิงสีเขียวแทรกซึมออกมา ส่องสว่างเจิดจ้าพร้อมเสียงดังซู่ซ่า

เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้คือดาวข่มของหนอนกู่ในภาพวาดอย่างแท้จริง เหอผิงจิตใจฮึกเหิม เขาบังคับให้เปลวเพลิงเผาผลาญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภายในเปลวเพลิงสีเขียวมีกลุ่มควันคล้ายหมอกบางๆ ไหลวน สีสันจากที่เคยแพรวพราวห้าสี ก็เปลี่ยนเป็นสีขาวหม่นจางๆ

เปรี๊ยะ! เสียงคล้ายฟืนแห้งปริแตกดังแว่วมา กลิ่นไหม้เหม็นโชยคลุ้งในอากาศ กลุ่มแสงสีมายาห้าสีนั้นค่อยๆ หดตัวลง จากที่เคยแผ่ปกคลุมผนังเกือบทั้งหอเก๋ง พวกมันค่อยๆ หดเล็กลงจนเหลือเพียงกลุ่มแสงลายพร้อยขนาดเท่ากำปั้น

เหอผิงใช้เพลิงสาปวิญญาณเผาผลาญผนังทั้งสี่ด้าน ในที่สุดก็ไล่ต้อนหนอนกู่ที่ไต่ไปมาตามผนังและเพดานให้ลงไปกองอยู่ที่พื้น เปลวเพลิงสีเขียวจุดติดทางเข้าออกเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือวงกบและธรณีประตูใหญ่ ปิดตายโอกาสหนีของหนอนกู่ไปโดยสมบูรณ์

สุดท้าย หนอนกู่ที่ดูเหมือนไร้ทางหนี กลับแทรกตัวลงไปตามร่องยาแนวของอิฐหิน ซึมลึกไปใต้แผ่นอิฐ ดูเหมือนจะหนีลงใต้ดิน

“แย่แล้ว!”

เหอผิงรีบบังคับหุ่นกระดาษให้งัดแผ่นอิฐที่พื้นขึ้นมา เขาขุดตามทิศทางที่หนอนกู่ซึมลงไป และในไม่ช้าก็พบเข้ากับอะไรบางอย่าง

“เจ้าเล่ห์นัก ข้างล่างนี้มีช่องลับ ใต้อิฐหินยังมีอิฐแข็งปูไว้อีกชั้นหนึ่ง”

อิฐแข็งล้วนเป็นสีดำสนิท ก่ออยู่ใต้อิฐปูพื้น แม้แต่รอยต่อก็ราดทับด้วยน้ำเหล็ก ปิดผนึกแน่นหนาไร้ช่องว่างอย่างสมบูรณ์

“คนที่ออกแบบที่นี่ต้องรู้ความลับของหนอนกู่ชนิดนี้แน่ๆ พวกมันไม่สามารถเจาะลงดินหนีออกจากหอเก๋งผ่านชั้นดินได้…”

เหอผิงวางใจลงเปลาะหนึ่ง หลังจากทุบช่องลับจนแตก เขาก็พบว่าในช่องที่ก่อด้วยไม้มีกล่องไม้จันทน์ดำซ่อนอยู่ และข้างๆ ยังมีม้วนภาพสอดไว้อีกหนึ่งม้วน

“กล่องใบนี้?”

เขาสังเกตเห็นว่าบนกล่องมีของเหลวเกาะอยู่ ทันใดนั้นของเหลวสีขาวหม่นเหล่านั้นก็ ‘ขยับ’ แล้วมุดเข้าไปในรอยต่อของกล่องเอง กล่องไม้จันทน์ดำสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นก็สงบนิ่งไป

หุ่นกระดาษตัวหนึ่งยื่นมือออกไป ไม่ได้แตะต้องกล่องไม้จันทน์ดำก่อน แต่กลับเอื้อมมือไปหยิบม้วนภาพออกมา

“ขอเปิดดูหน่อยเถอะ!”

เหอผิงรู้สึกว่าม้วนภาพนี้ถูกทิ้งไว้ที่นี่ย่อมต้องมีเจตนาแอบแฝง เขาบังคับหุ่นกระดาษให้คลี่ม้วนภาพออก มันก็มีกุญแจทองแดงดอกหนึ่งร่วงตกลงมาดัง ‘ติ๊ง’

“กุญแจ... ให้ข้าใช้เปิดกล่องใบนี้หรือ?”

หลังจากหุ่นกระดาษหยิบกุญแจขึ้นมา เหอผิงก็ส่ายหน้า กล่องไม้จันทน์ดำนั้นไม่มีแม่กุญแจ เกรงว่ากุญแจดอกนี้คงไม่ได้ใช้กับกล่องใบนี้

“ถ้าอย่างนั้น ในม้วนภาพนี้เขียนอะไรไว้กัน?”

เขาสั่งให้หุ่นกระดาษคลี่ม้วนภาพต่อไป ม้วนภาพนี้ทำจากผ้าไหมสีเหลือง บนนั้นเขียนข้อความเอาไว้บทหนึ่ง

“‘พู่กันฝันกวางกล้วย’... โบราณกล่าวถึงสุดยอดแห่งจิตรกร แบ่งเป็นสี่ระดับคือ ‘ความสามารถ’ ‘ความวิเศษ’ ‘ความศักดิ์สิทธิ์’ และ ‘ความหลุดพ้น’ ในบรรดาสี่ระดับนี้ ความสามารถมิอาจเทียบความวิเศษ ความวิเศษมิอาจเทียบความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์มิอาจเทียบความหลุดพ้น…”

‘เดี๋ยวก่อน... นี่มันอะไรกัน?’

เหอผิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาอ่านต่อไป แล้วพบว่านี่ไม่ใช่คัมภีร์วิชาลึกลับอะไร แต่เป็นข้อความที่กล่าวถึงทฤษฎีและเทคนิคเกี่ยวกับการเรียนวาดภาพ การลอกลาย และการฝึกฝนจิตรกรรม

ม้วนภาพนี้มีสองส่วน ส่วนแรกเน้นอธิบายว่าการเรียนวาดภาพต้องเริ่มจากหลักการอ่านหนังสือหมื่นเล่ม เดินทางหมื่นลี้ ถือเอาความมีชีวิตชีวา ความงดงาม และความเป็นจริงเป็นที่สุด ต้องขัดเกลาจิตใจก่อนจึงจะเข้าถึงแก่นแท้แห่งวิถีจิตรกรรม

ส่วนที่สองด้านหลัง เป็นการแนะนำเทคนิคการใช้พู่กันอย่างละเอียด แบ่งหมวดหมู่ภาพวาดเป็นสิบแขนง ได้แก่ พุทธเต๋า บุคคล พระราชวัง ชนต่างเผ่า มังกรปลา ทิวทัศน์ สัตว์ป่า ดอกไม้นก ไผ่หมึก และผักผลไม้ อธิบายความแตกต่างของรายละเอียดและวิธีการใช้หมึกในแต่ละแขนง

“นี่... นี่ไม่เหมือนคัมภีร์ลับที่เกี่ยวกับวิชามนตราหรือค่ายกลเลยจริงๆ สิ่งที่บันทึกในม้วนภาพนี้เป็นเพียงบทสรุปส่วนตัวของจิตรกรคนหนึ่งที่มีต่อวิถีแห่งศิลปะการวาดภาพเท่านั้น…”

เหอผิงเริ่มรู้สึกหนักใจ เขาอ่านไล่ไปด้านหลัง สายตาพลันสะดุดเข้ากับส่วนท้ายสุดของม้วนภาพที่คลี่ออก

“นี่คืออะไร แผนที่งั้นรึ?”

เขาสังเกตเห็นแล้วว่าที่ส่วนปลายสุดของม้วนภาพที่คลี่ออก มีแผนที่ซ่อนอยู่อย่างชัดเจน

[1] เป็นเหล้าที่ชาวจีนจะนิยมดื่มในวันแรกของปี โดยเชื่อว่าสรรพคุณของยาสมุนไพรในเหล้าจะช่วยปัดเป่าสิ่งอัปมงคล ขับไล่โรคระบาด และป้องกันอาการเจ็บป่วยตลอดทั้งปี

จบบทที่ บทที่ 74 แผนที่

คัดลอกลิงก์แล้ว