- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 72 ผู้มาเยือน
บทที่ 72 ผู้มาเยือน
บทที่ 72 ผู้มาเยือน
สำนักหุ่นเชิดเซียนมีวิชาต้องห้ามสามแขนง ได้แก่ ‘แปดลักษณ์ตรึงซาก’ ‘เรียกวิญญาณตรึงเงา’ และ ‘มนตร์มารย้ายร่าง’ วิชาทั้งสามนี้ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทว่าในกระบวนการฝึกฝนนั้น ย่อมมีความเสี่ยงอยู่ไม่มากก็น้อย
เหอผิงตัดสินใจมุ่งมั่นที่จะฝึกมนตร์มารย้ายร่างให้สำเร็จ เพราะหากสำเร็จวิชานี้ได้ มันจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เขาได้อย่างมหาศาล
เพียงแต่การจะสำเร็จวิชานี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุเพราะมนตร์มารย้ายร่างจำเป็นต้องมีวิชาเรียกเงาเป็นพื้นฐานเสียก่อน การจะใช้วิชาย้ายร่างยังต้องอาศัยเทพแห่งเงาที่สถิตอยู่ในเงาของตัวเอง ดังนั้นในระหว่างการฝึกฝน มันก็จำเป็นต้องลงมือสยบควบคุมเทพแห่งเงาให้ได้สักตนสองตน
...
เหอผิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง เบื้องหน้ามีกระถางธูปขนาดกะทัดรัดวางอยู่ บนกระถางนั้นเขาปักธูปสามดอกลงไปอย่างลวกๆ
ธูปสามดอกนี้ยังไม่ได้จุดไฟ ต่อมาเหอผิงยื่นมือปาดผ่านปลายธูปทั้งสาม ทันทีที่ฝ่ามือของเขาปาดผ่าน ธูปทั้งสามดอกก็ลุกติดไฟขึ้นพร้อมกันในพริบตา
เขาดีดชายเสื้อเบาๆ สองมือประสานทำท่ามุทรา ปากพึมพำร่ายวิชาออกมา
สุ้มเสียงของเหอผิงทุ้มต่ำ จังหวะรวดเร็ว ถ้อยคำที่ร่ายฟังดูตะกุกตะกัก รูปประโยคและความหมายดูไม่ปะติดปะต่อ ไร้ซึ่งสัมผัสคล้องจอง เขาบริกรรมวิชาเร็วรัวดุจไข่มุกร่วงหล่นอยู่ครู่หนึ่ง ปลายธูปทั้งสามดอกเบื้องหน้าก็พลันสว่างวาบ ตัวก้านธูปเองก็ลุกไหม้ด้วยความเร็วอันน่าตระหนก
ภาพเหตุการณ์นี้ดูวิปริตพิสดารยิ่งนัก ธูปทั้งสามดอกไร้ซึ่งควันลอยออกมาแม้แต่น้อย แต่กลับมีเปลวเพลิงลุกโชติช่วง ทว่ากลับมองไม่เห็นสะเก็ดไฟเลย
เหอผิงหยิบตะปูเหล็กสองตัวออกมาด้วยท่วงท่าเนิบนาบไม่รีบร้อน เขาใช้นิ้วคีบตะปูเหล็กแล้วนำไปลนบนเปลวเพลิงที่พวยพุ่งออกมาจากปลายธูป
ตะปูสองตัวนั้นถูกไฟจากปลายธูปลนจนร้อน ส่วนปลายแหลมของตะปูค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
สีหน้าของเหอผิงยังคงเรียบเฉย เขาใช้นิ้วสองนิ้วของมือขวาคีบตะปูเอาไว้ ขณะเดียวกันมือซ้ายก็หยิบกระจกทองแดงบานหนึ่งออกมา
หลังจากหยิบกระจกทองแดงออกมา เขาก็สอดนิ้วเข้าปาก กัดปลายลิ้นจนแตก แล้วหยดเลือดลงบนหน้ากระจก พร้อมกับใช้นิ้ววาดอักขระยันต์ลงบนหน้ากระจกอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็ถือกระจกส่องไปยังเงาที่อยู่ใต้เท้าของตัวเอง
ชั่วพริบตา หน้ากระจกก็เปล่งแสงสว่างจ้าสาดลงไปที่เท้า ส่วนที่เคยมืดสลัวและโปร่งแสงในเงาใต้เท้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ปรากฏกลุ่มเงาสองก้อนผุดขึ้นมา สีดำนั้นเจือด้วยสีแดงเลือดจางๆ โครงร่างของพวกมันดูคล้ายกลุ่มควันอันเลือนราง
เหอผิงดีดตะปูเหล็กสองตัวในมือขวา ตะปูพุ่งตกลงบนพื้น ตรึงร่างเงาทั้งสองนั้นไว้ เงาทั้งสองยืดตัวตรงขึ้นทันที กลายเป็นเส้นเรียวยาว ทั้งยังงอกศีรษะและแขนขาออกมา ค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์
“สำเร็จ”
เหอผิงรู้ว่าเทพแห่งเงาทั้งสองถูกเขาตรึงไว้ได้แล้ว ความรู้สึกจึงผ่อนคลายลงอย่างมาก เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปด้านข้างไม่กี่ก้าว เงาทั้งสองยังคงถูกตะปู ‘ตรึง’ อยู่กับที่ เพียงแต่บางส่วนยืดยาวตามตัวเขาออกมา
“ดูท่าผลลัพธ์จะยอดเยี่ยมทีเดียว”
เขาหยิบแท่นฝนหมึกทรงสี่เหลี่ยมจากโต๊ะหนังสือด้านข้าง แล้วโยนใส่เงาร่างหนึ่ง แท่นฝนหมึกดัง ‘จ๋อม’ ราวกับจมลงในน้ำ หายวูบเข้าไปในเงา ประหนึ่งว่าเงานั้นได้กลายเป็นบ่อน้ำไปเสียแล้ว
เหอผิงก้มตัวลง ตบไปที่กลุ่มเงานั้นเบาๆ เงาส่งเสียง ‘ดึ๋ง’ แท่นฝนหมึกก็เด้งออกมาจากเงา กลับเข้ามาอยู่ในมือของเขาอีกครั้ง
“เยี่ยม”
เขาพยักหน้า ทราบดีว่าวิชาสำเร็จผลแล้ว เงาทั้งสองนี้ถูกควบคุมด้วยวิชาย้ายร่าง สามารถใช้อำนาจของวิชาเคลื่อนย้ายสิ่งของเข้าไปเก็บในเงาได้ เงาของตนเองจึงเปรียบเสมือนห้วงมิติเก็บของที่พกพาติดตัวไปได้ทุกที่
แน่นอนว่าการใช้วิชานี้เก็บของย่อมมีขีดจำกัด แต่ยกเว้นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถใส่เข้าไปได้แล้ว หุ่นเชิดส่วนใหญ่ของเขาก็สามารถยัดเข้าไปในเงาทั้งสองนี้ได้เกือบหมด
“หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ ตุ๊กตาระเบิดวิญญาณ หุ่นเชิดไม้ปีศาจ แล้วก็เกี้ยวกระดาษหลังนั้นล้วนยัดเข้าไปได้หมด เพียงแต่หุ่นเชิดที่มีขนาดใหญ่โตอย่างมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงของชือซินจื่อคงใส่เข้าไปไม่ได้... ทว่าในวิชาเรียกเงายังมีเทพแห่งเงาอีกเจ็ดตนที่จะค่อยๆ ตื่นขึ้นมา หากควบคุมเทพแห่งเงาทั้งเก้าได้สมบูรณ์ สิ่งของที่ใช้วิชาย้ายร่างผนึกเข้าไปเก็บได้ก็จะมีมากขึ้น”
เขาพอใจกับผลลัพธ์นี้อย่างยิ่ง เมื่อสำเร็จวิชาย้ายร่างแล้ว หุ่นเชิดที่จะหลอมสร้างขึ้นในภายภาคหน้า ส่วนใหญ่ก็น่าจะผนึกเก็บไว้ในเงาได้ ยามจะใช้ก็เพียงแค่เรียกออกมาจากเงาเท่านั้น
“ลำดับถัดไป ข้ายังคงต้องหลอมสร้างหุ่นเชิดเพิ่มอีกสักหนึ่งหรือสองตัว ประเภทเดียวกับมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงของชือซินจื่อก็นับว่าไม่เลว แม้แบบแปลนของมันจะใช้การไม่ได้ แต่หากนำโครงสร้างมาเป็นต้นแบบ แล้วออกแบบหุ่นเชิดตัวใหม่ขึ้นมาก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
นอกจากจะใช้แบบแปลนของมังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงมาสร้างหุ่นเชิดแล้ว เหอผิงยังตั้งใจจะเลือกหุ่นเชิดสักตัวที่บันทึกอยู่ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ของตนมาทำการหลอมสร้าง แต่จะเลือกหุ่นเชิดชนิดใดนั้น ในใจเขายังไม่ได้ตัดสินใจแน่ชัด
“มังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงเป็นหุ่นเชิดขนาดใหญ่ ข้าต้องการหุ่นเชิดขนาดใหญ่มาชดเชยจุดอ่อนด้านพลังการต่อสู้ ยามต้องรับมือกับสัตว์ปีศาจอย่างพวกอสูรภูผา หุ่นกระดาษและหุ่นไม้ของข้าดูจะตึงมือไปบ้าง นอกจากนี้ยังต้องการหุ่นเชิดที่สามารถสอดแนมและทำหน้าที่เป็นกองหน้าได้อีกสักตัว”
เหอผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจนพอมีความคิด เขาจึงเดินออกจากห้องลับที่ใช้เป็นสถานที่เก็บตัวฝึกวิชา ห้องลับนี้ซ่อนอยู่หลังผนังห้องหนังสือ ออกแบบโดยคนในสังกัดที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างกลไกห้องลับ เขากดปุ่มกลไก ทางเข้าผนังก็ปิดสนิทลง
เขาจัดการอำพรางร่องรอยเรียบร้อย แล้วเดินตรงออกจากห้องหนังสือก็พบพ่อบ้านเหอฝูเซิงยืนรออยู่ที่หน้าประตู
“มีธุระอันใดรึ?” เหอผิงเอ่ยถาม
“นายน้อย มีแขกมาขอพบขอรับ” เหอฝูเซิงตอบเสียงขรึม “เป็นมือปราบจากจวนที่ว่าการเจ้าเมือง แซ่เหอขอรับ”
“เหอจงเหิง” เหอผิงยิ้มมุมปาก “เขามาที่นี่ทำไม?”
“ย่อมต้องเป็นเรื่องอันธพาลที่หายตัวไปในช่วงไม่กี่วันมานี้แน่นอนขอรับ” เหอฝูเซิงยิ้มบางๆ “ว่ากันว่ามีคนเห็นพวกชิงผีที่หายตัวไป ถูกคนหามเกี้ยวมาส่งไว้ใกล้ๆ จวนของเรา…”
“อ๋อ” เหอผิงพยักหน้า
ในใจเขาเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว เรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของพวกสามพรรคเก้าสมาคมที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง
เพราะถึงอย่างไร คนที่ถูกเขาจับตัวไปล้วนเป็นพวกอันธพาลไร้ค่า ส่วนใหญ่ก็เหมือนกับเจ้าอู๋ซานที่ไร้ลูกเมีย แม้จะมีญาติมิตรก็คงตัดขาดความสัมพันธ์เพราะพฤติกรรมชั่วช้าของพวกมัน... คนประเภทนี้ต่อให้หายตัวไปก็คงไม่มีใครไปแจ้งทางการ หากพวกมันตาย อย่างน้อยภายในครึ่งเดือนก็คงไม่มีใครสนใจไต่ถาม
เหอจงเหิงเป็นเจ้าหน้าที่ของจวนที่ว่าการเจ้าเมืองและเป็นหัวหน้ามือปราบ เจ้าหน้าที่ระดับล่างของราชวงศ์ต้าโหยวแบ่งออกเป็นสี่ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเดินสาร ฝ่ายจับกุม ฝ่ายสืบสวน และฝ่ายแรงงาน คำว่ามือปราบนั้น คือคำเรียกรามของฝ่ายจับกุมและฝ่ายสืบสวน เมืองหลงเหอเป็นเมืองใหญ่ ประชากรหนาแน่น งานในจวนที่ว่าการก็มีไม่น้อย อันธพาลไม่กี่คนหายตัวไปจะนับเป็นเรื่องใหญ่อะไรได้ ไยต้องลำบากให้คนของทางการมาตรวจสอบด้วยตนเอง
เหอผิงไตร่ตรองเพียงครู่เดียวก็รู้ว่าเป็นฝีมือของพวกสามพรรคเก้าสมาคม อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สำหรับเขาก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เพราะเขาก็อยากจะฉวยโอกาสนี้ก่อเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาในเงามืดอยู่พอดี
“ดี ข้ากับพี่เหอผู้นี้ก็ไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่แล้ว” เขาหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา แล้วหันหลังเดินตรงไปยังห้องรับแขก
...
“คุณชายหมี่ พบกันอีกแล้วขอรับ”
เหอจงเหิงเดิมทีนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ ครั้นเห็นเขามาก็ลุกขึ้นประสานมือคารวะ
“พี่เหอไม่ต้องเกรงใจ” เหอผิงประสานมือตอบรับ พลางเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ประธาน
“พี่เหอมาครานี้ คงมิใช่เพื่อมาเยี่ยมเยียนสหาย แต่มีราชการอันใดกระมัง?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น” สีหน้าของเหอจงเหิงเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน “ข้ามาที่นี่เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ หวังว่าจะได้รับคำชี้แนะจากปากของคุณชายหมี่บ้าง”
“คำชี้แนะมิกล้ารับ พี่เหอเชิญพูดตรงๆ เถิด”
เหอผิงหยิบถ้วยกระเบื้องเคลือบด้านข้าง เปิดฝาออก แล้วจิบชาหอมไปคำเล็กๆ
“สิ่งใดที่ข้ารู้ ย่อมจะบอกกล่าวโดยไม่ปิดบัง บอกจนหมดเปลือกแน่นอน”
“คุณชายหมี่พอจะทราบหรือไม่ ช่วงนี้ในตัวเมืองมีอันธพาลเจ็ดแปดคนหายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอย ข้าได้เบาะแสมาจากผู้อื่นว่าคนเหล่านี้อาจจะมาที่จวนของท่าน?” เหอจงเหิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าใคร่ขอถามคุณชายหมี่ ว่ามีเรื่องเช่นนี้จริงหรือไม่?”
“ย่อมไม่มีเรื่องเช่นนั้นแน่นอน”
เหอผิงหุบยิ้ม ตีสีหน้าเคร่งขรึม
“ตระกูลหมี่ของข้าทำการค้ามาหลายปี เป็นพ่อค้าที่สุจริตขาวสะอาดมาโดยตลอด การลักพาตัวผู้คนซึ่งเป็นความชั่วร้ายเยี่ยงนี้ข้าจะไปข้องเกี่ยวได้อย่างไร หากข่าวลือแพร่งพรายออกไป ใครยังจะกล้าทำการค้ากับตระกูลหมี่ของข้าอีก ข้าไม่รู้ว่าพี่เหอไปยินคำพูดเหล่านี้มาจากที่ใด แต่นี่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีอย่างแน่นอน พี่เหอโปรดเชิญตัวคนผู้นั้นมา ข้าต้องการเผชิญหน้าซักค้านกับมัน!”
“เรื่องนี้…”
เหอจงเหิงมีท่าทีอับจนปัญญา เขาเพียงส่ายหน้าเบาๆ
“คนที่ท่านพูดถึงนั้น ข้าคงเชิญตัวมาไม่ได้ และฝ่ายนั้นก็คงไม่ยอมมาเผชิญหน้ากับท่านเป็นแน่”
“ขอถามได้หรือไม่ว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้ใด?” เหอผิงถามย้อน
เหอจงเหิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า “คนผู้นี้คือหัวหน้าพรรคพนัน ฉางฟู่กุย คนในวงการเรียกว่า ‘เจ้าพ่อบ่อนพนัน’ เขาบอกว่าจ้างลูกสมุนมาช่วยงานไม่กี่คน แล้วช่วงนี้ก็หายตัวไป เขาบอกว่าอาจถูกคนของตระกูลหมี่จับตัวไป ข้าจึงต้องมาสืบข่าวที่นี่”
“ลูกสมุน?” เหอผิงแสร้งทำสีหน้าสงสัย “ตามหลักเหตุผล หากมีคนหายตัวไป ญาติพี่น้องคนสนิทควรเป็นฝ่ายไปแจ้งทางการมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลายเป็นเจ้าพ่อบ่อนพนันผู้นี้มาบอกพี่เหอเล่า?”
“เรื่องนี้…” เหอจงเหิงแสดงสีหน้าลำบากใจ เขาถอนหายใจออกมา “เรื่องนี้ท่านเจ้าเมืองสั่งกำชับให้ตรวจสอบ มิเช่นนั้นลำพังแค่อันธพาลไม่กี่คนเกิดเรื่อง คงไม่ต้องถึงมือข้ามารับผิดชอบหรอก”
“พวกอันธพาลนักเลงหรือ?”
เหอผิงทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้
“จะว่าไป ช่วงนี้ตระกูลหมี่ของข้าเปิดร้านค้าในเมืองหลงเหอหลายแห่ง หลังเปิดร้านก็ถูกพวกอันธพาลก่อกวนอย่างหนัก เรียกร้องให้พวกเราจ่ายเงินค่าคุ้มครอง พอถูกคนงานจวนข้าไล่ตะเพิดไป พวกมันก็ยังเวียนมาหาเรื่องไม่หยุดหย่อน คงไม่ใช่ว่าพวกที่หายไปคือคนพวกนี้กระมัง?”
เหอจงเหิงได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย รีบซักถามทันที “คุณชายหมี่ ท่านพอจะมีเบาะแสอะไรหรือไม่?”
“จะไปมีเบาะแสอะไร เพียงแต่พี่เหอไม่คิดว่าเรื่องนี้มันพิลึกชอบกลหรือ?” เหอผิงถามเสียงขรึม “หากคนที่หายไปคืออันธพาลพวกนั้นจริง นี่มิเท่ากับบอกชัดเจนว่ามีคนกำลังใส่ร้ายตระกูลหมี่ ทำลายชื่อเสียงของข้าหรอกหรือ?”
เหอจงเหิงจ้องมองเหอผิงอย่างลึกซึ้ง พอได้ฟังคุณชายหมี่พูดเช่นนี้ เขาก็เริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมาบ้าง
‘จริงสิ พอพูดแบบนี้ เทียบกับตระกูลหมี่แล้ว ฉางฟู่กุยแห่งพรรคพนันนั่นน่าสงสัยกว่ามิใช่หรือ? ถึงอย่างไรเจ้านั่นก็มีแรงจูงใจในการก่อเหตุ... บัดซบ หรือว่าเจ้านั่นจะเป็นคนชั่วที่ชิงฟ้องร้องก่อน!’
“อีกอย่าง พี่เหอท่านได้ตรวจสอบหรือไม่ว่าคนพวกนี้ปกติมีความประพฤติชั่วช้า เคยล่วงเกินผู้ใด ขัดสนเงินทอง หรือติดหนี้สินใครหรือไม่... คดีคนหายที่ว่ามานี้ ในมุมมองของพ่อค้าอย่างข้า ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกติดหนี้แล้วไม่มีปัญญาจ่าย เลยหนีหนี้ไปต่างถิ่นเพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหนี้เสียมากกว่า... หากเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นจริง ป่านนี้ศพก็ต้องถูกคนพบเห็นแล้วมิใช่หรือ?”
เหอผิงเอ่ยเสริมขึ้นมาเรียบๆ อีกประโยคหนึ่ง
เหอจงเหิงใจกระตุกวาบ เริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา เขานึกถึงคนหายรายแรกที่ชื่ออู๋ซาน เจ้านั่นเป็นผีพนันตัวยงที่ใครๆ ก็รู้จัก และติดหนี้ฉางฟู่กุยอยู่ไม่น้อย
“คงไม่ใช่ว่า คนหายพวกนี้จะเกี่ยวข้องกับฉางฟู่กุยจริงๆ หรอกนะ? เจ้าฉางฟู่กุยนั่นไม่มีแม้แต่พยานบุคคล พูดลอยๆ ไม่มีหลักฐานเช่นนี้ จะต่างอะไรกับการแจ้งความเท็จ?”