เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5: ร่างจำแลงหยวนเสิน

บทที่ 5: ร่างจำแลงหยวนเสิน

บทที่ 5: ร่างจำแลงหยวนเสิน


บทที่ 5: ร่างจำแลงหยวนเสิน

เมื่อเจียงเหลียนดึงสติกลับมาและตรวจสอบค่าความดำมืดของเยี่ยนหลิงซิว ตัวเลขที่ปรากฏทำเอาเขาถึงกับชะงักงัน

ระดับการฝึกตนปัจจุบัน: รวบรวมลมปราณขั้นที่ห้า

โอกาสเข้าสู่ด้านมืด: 988 / 999

เจียงเหลียน: ?

ขาดอีกเพียงนิดเดียวก็จะเข้าสู่ด้านมืดอย่างสมบูรณ์แล้ว

เพียงแค่ระยะห่างอีกคืบเดียว เขาก็จะตกลงสู่ห้วงแห่งความมืดมิดอย่างแท้จริง ถึงเวลานั้น หากคิดจะดึงเขากลับมา คงต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาล

แน่นอนว่าตอนนี้เขาก็อยู่ห่างจากการกลายเป็นมารอีกไม่ไกลแล้ว

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ลอบส่งกระแสจิตไปหาผู้ดูแลฝ่ายนอกคนหนึ่ง

ผู้ดูแลวัยกลางคนผู้นี้คือสายข่าวที่เจียงเหลียนแฝงตัวไว้ในฝ่ายนอกเพื่อรวบรวมข่าวสารภายในสำนัก ในฐานะปรมาจารย์เจ้าสำนักสูงสุด เขาไม่อาจลงไปรับรู้ทุกความเคลื่อนไหวภายในสำนักด้วยตนเองได้ จึงจำเป็นต้องมีคนคอยเป็นหูเป็นตาให้

“เล่าเรื่องราวที่เยี่ยนหลิงซิวต้องเผชิญในช่วงที่ผ่านมาให้ข้าฟังที” เจียงเหลียนซึ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานของโถงใหญ่เอ่ยถามอย่างเนิบนาบ

ผู้ดูแลวัยกลางคนมีใบหน้าแสนธรรมดา หากกลืนหายไปในฝูงชนก็แทบจะไม่สะดุดตาผู้ใด บัดนี้เขากำลังค้อมกายยืนอยู่กลางโถงใหญ่ บอกเล่ารายละเอียดทุกสิ่งอย่างไม่มีตกหล่น

“เรียนท่านปรมาจารย์เจ้าสำนัก เมื่อสามเดือนก่อน ผู้ดูแลหลี่ได้มอบหยกบันทึกวิชาให้แก่เยี่ยนหลิงซิวตามคำสั่งของประมุขยอดเขาจิ่งฉยง จากนั้นประมุขจิ่งยังได้สั่งการให้เจียงปินแห่งหอคุมกฎทำลายวรยุทธ์ของเยี่ยนหลิงซิวทิ้ง ในช่วงเวลานี้ นอกเหนือจากการที่ฝ่ายนอกจะมอบหมายงานของศิษย์รับใช้ที่หนักหนาสาหัสเกินควรให้เขาแล้ว ทรัพยากรบางส่วนของเขาก็ถูกริบไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ดูแลหลายคนที่พยายามจะประจบสอพลอหอคุมกฎ ยังคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งเยี่ยนหลิงซิวอยู่เสมอ ผู้ที่มักจะกดขี่ข่มเหงเขาบ่อยครั้งส่วนใหญ่เป็นผู้จัดการฝ่ายนอก ได้แก่ หลี่อวี้ถัง เหอรู่เจิน และคนอื่นๆ ขอรับ”

เมื่อได้ฟังรายงาน เจียงเหลียนก็เข้าใจบางสิ่งขึ้นมา

เขาเคยสั่งให้จิ่งฉยงหาวิธีทำให้เยี่ยนหลิงซิวละทิ้งเคล็ดวิชาเดิม แล้วหันมาฝึกฝนวิถีเซียนฝ่ายธรรมะ

ทว่าคนผู้นี้กลับทำเรื่องตรงไปตรงมายิ่งกว่า ด้วยการสั่งให้ศิษย์หอคุมกฎลงมือทำลายวรยุทธ์ของเขาเสียเลย

ไม่รู้ว่าเป็นความจงใจหรือไม่ได้ตั้งใจกันแน่

เหตุการณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นเดาได้ไม่ยากนัก เดิมทีทางสำนักก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับศิษย์รับใช้อยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเยี่ยนหลิงซิวที่มีสายเลือดเผ่ามารไหลเวียนอยู่ในกาย

การถูกกดขี่และริบทรัพยากรจึงล้วนอยู่ในขอบเขตที่พอจะเข้าใจได้

เมื่อรู้ตัวว่าไม่เป็นที่โปรดปราน ก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกเหยียบย่ำจนไม่อาจผงาดขึ้นมาได้อีก

โชคดีที่ความอดทนและตวามเด็ดเดี่ยวของเยี่ยนหลิงซิวนั้นเป็นเลิศ ไม่เพียงแต่เขาจะไม่แหลกสลายไปเท่านั้น แต่มันยังเป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดมิดลงในใจของเขาอีกด้วย

ดีมาก

ผู้ดูแลวัยกลางคนยืนค้อมตัวอยู่ในโถงใหญ่ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน น้ำเสียงราบเรียบก็ดังมาจากเบื้องบน “ผู้ดูแลฝ่ายนอกคนใดที่ทำงานได้ไม่ดี ก็ไม่ต้องทำอีกต่อไป ไปบอกพวกผู้อาวุโสไร้ประโยชน์ที่กินตำแหน่งอยู่ในฝ่ายนอกว่า หากผู้ใดริบหินวิญญาณของศิษย์ จะถูกขับไล่ออกจากสำนัก และจงไปแจ้งเสิ่นซวี่ให้ไปจัดระเบียบฝ่ายนอกเสียใหม่ สำนักจิ่วเสวียนคือสำนักเซียนฝ่ายธรรมะ มิใช่พรรคมาร”

มันเป็นเพียงกฎแห่งป่าที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กในฝ่ายนอกเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาเจียงเหลียนก็หลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านเรื่องพวกนี้มาโดยตลอด

แต่ในเมื่อตอนนี้เขาได้รับรู้แล้ว เขาก็ยังคงต้องลงมือจัดการ

อย่าได้มองว่าเป็นเรื่องน่าตกใจเกินไปนัก โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นโหดร้ายเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การต่อสู้แย่งชิงภายในสำนักถือเป็นเพียงเรื่องเด็กเล่นหากเทียบกับโลกภายนอก หลังจากผ่านประสบการณ์บางอย่างมา ศิษย์ที่ก้าวออกมาจากฝ่ายนอกจะมีความระแวดระวังผู้อื่นมากขึ้นเสมอ

หากไม่ได้รับบทเรียนนี้จากภายในสำนัก แต่ต้องออกไปให้คนนอกเป็นผู้สอนสั่ง มันอาจจะไม่จบลงแค่การถูกกดขี่ข่มเหงง่ายๆ แบบนี้

เพียงแต่เสี่ยวเยี่ยนนั้นเป็นพวกอ่อนไหวอยู่แล้ว เรื่องนี้จึงยิ่งเป็นตัวเร่งให้เขาเข้าสู่ด้านมืดเร็วยิ่งขึ้น

การถูกทำลายวรยุทธ์จำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้นเส้นลมปราณอย่างยาวนาน เมื่อบวกกับการถูกกลั่นแกล้งในช่วงที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะบรรลุเพียงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่ห้าหลังจากผ่านไปถึงสามเดือน

เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงอัจฉริยะกายามารที่มีระดับพรสวรรค์สูงล้ำ การบรรลุระดับสร้างรากฐานภายในสามเดือนจึงน่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา

“จริงสิ แล้วเสิ่นฉยงเป็นอย่างไรบ้าง?”

“เสิ่นฉยงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางแล้วขอรับ เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาได้ไปประลองชิงอันดับของฝ่ายนอก และตอนนี้ก็ทะลวงเข้าสู่อันดับสิบประการแรกแล้ว”

ทำเนียบฝ่ายนอกคือรายชื่อการจัดอันดับที่ก่อตั้งขึ้นในฝ่ายนอก การประลองท้าทายจะจัดขึ้นทุกเดือน และผู้ที่ติดสิบอันดับแรกจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการประลองใหญ่ประจำปีของสำนัก

สำหรับศิษย์ที่มีความสามารถแล้ว ถือว่าเป็นระบบที่ค่อนข้างยุติธรรม

“เยี่ยนหลิงซิวไม่ได้ไปท้าประลองด้วยหรือ?”

“ไม่ได้ไปขอรับ”

“ไปทำหน้าที่ของเจ้าเถอะ” เจียงเหลียนโบกมือไล่

ผู้ดูแลประสานมือคารวะก่อนจะถอยออกไป

เจียงเหลียนเรียกพาร่างจำแลงหยวนเสินที่สองของเขาออกมาอีกครั้ง หลังจากแบ่งเสี้ยวจิตวิญญาณเข้าไป ร่างจำแลงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น

ณ บริเวณหน้าประตูภูเขา

เสิ่นซวี่พร้อมด้วยเสิ่นฉยงและเยี่ยนหลิงซิวยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว

ร่างจำแลงปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า แววตาของเสิ่นซวี่ฉายแววเคลือบแคลงเล็กน้อยขณะมองดูร่างเบื้องหน้าที่มีส่วนคล้ายคลึงกับท่านอาจารย์ถึงเจ็ดแปดส่วน เขาดูเหมือนจะเดาอะไรบางอย่างออก แต่ก็ไม่แน่ใจนัก

“เจ้ากลับไปได้แล้ว” เจียงเหลียนส่งกระแสจิตบอกเสิ่นซวี่ “แต่ห้ามเปิดเผยตัวตนของข้าให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด มิฉะนั้นจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น”

เสิ่นซวี่เบิกตากว้าง เต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างสุดซึ้ง

เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าคนตรงหน้าที่เผยระดับพลังเพียงหยวนอิงขั้นต้นผู้นี้ ไม่ใช่ท่านอาจารย์ตัวจริง ทว่าน้ำเสียงนั้น กอปรกับใบหน้า และท่าทีที่สงบนิ่งดั่งผิวน้ำแต่แฝงไว้ด้วยความสูงส่งเหนือผู้คน ทำให้เขานึกถึงคำคำหนึ่งขึ้นมา

ร่างจำแลงหยวนเสิน!

ระดับฮว่าเสิน!

แม้จะสงสัยว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงไม่ออกเดินทางด้วยร่างเนื้อ แต่ในยามนี้เสิ่นซวี่กลับแทบอยากจะหลั่งน้ำตา สำนักจิ่วเสวียน หลังจากที่คนผู้นั้นจากไปหลายสิบปี ในที่สุดก็มียอดฝีมือระดับฮว่าเสินถือกำเนิดขึ้นอีกคนแล้ว!

สถานะจ้าวแห่งแดนตะวันออกย่อมมั่นคงดั่งภูผา!

ทว่าเสิ่นซวี่นั้นเดาถูกเพียงครึ่งเดียว ร่างจำแลงหยวนเสินโดยทั่วไปคือการที่จิตวิญญาณต้นกำเนิดออกจากร่าง ทำให้ร่างเนื้อไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ แต่หยวนเสินที่สองนั้นใช้เพียงการแบ่งเสี้ยวจิตวิญญาณเพื่อควบคุม ไม่เพียงแต่จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อร่างต้น ทว่าประโยชน์ของมันยังล้ำลึกกว่าที่แสดงให้เห็นในตอนนี้มากนัก

ร่างจำแลงออกไปสืบสถานการณ์ ในขณะที่ร่างต้นยังคงเก็บตัวอยู่ในสำนักจิ่วเสวียนเพื่อวางแผนการต่างๆ คอยรับประกันว่าทุกอย่างจะรัดกุมไร้ช่องโหว่

เสิ่นซวี่ที่กำลังตื่นเต้นยินดีทำได้เพียงประสานมือคารวะเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า “ลำบากท่านแล้ว”

เจียงเหลียนพยักหน้ารับ เรียกกระบี่จื่อเซียวออกมาอย่างสบายๆ แล้วหันไปมองชายหนุ่มทั้งสอง “ไปกันเถอะ”

ทั้งสองย่อมไม่ลังเล พวกเขาก้าวขึ้นไปบนกระบี่จื่อเซียว ก่อนที่กระบี่เล่มยาวจะพุ่งทะยานพาดผ่านท้องนภาดั่งสายฟ้าแลบ ไร้ร่องรอยให้ตามติดในชั่วพริบตา

เหลือเพียงเสิ่นซวี่ที่ยืนมองจุดที่พวกเขาเพิ่งจากไปพลางเผยรอยยิ้มอย่างคนเหม่อลอย

พอหันหน้ากลับมา สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “ท่านเจ้าสำนักกำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียร จงระดมยอดฝีมือระดับผู้อาวุโสจากยอดเขาเสินเซียวทั้งหมดไปคุ้มกันภายนอกตำหนักจื่อเซียว!”

ในความเข้าใจของเสิ่นซวี่ หากหยวนเสินออกจากร่าง แล้วร่างเนื้อหรือหยวนเสินได้รับความเสียหาย ย่อมส่งผลกระทบร้ายแรงอย่างยิ่ง เสิ่นซวี่ย่อมไม่อยากให้เกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆ ขึ้น

แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงต้องออกไปด้วยร่างจำแลง แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการจัดเตรียมการคุ้มกันของเขา

เจียงเหลียนซึ่งกำลังปรับสมดุลพลังอยู่ในตำหนักจื่อเซียว สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายหลายสายภายนอกตำหนัก ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแห้งๆ ทว่าในใจก็แอบชื่นชมความรอบคอบของเสิ่นซวี่

คนผู้นี้เล่นระดมยอดฝีมือที่ไว้ใจได้มาจนหมดสิ้น

ทุกสิ่งย่อมต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย แม้วิธีการของเสิ่นซวี่จะถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันก็เป็นการส่งสัญญาณที่ทำให้คนในสำนักเกิดความไม่สบายใจเช่นกัน

การที่มียอดฝีมือมากมายมาคุ้มกันท่านเจ้าสำนักเช่นนี้ เป็นเพราะวิชาบำเพ็ญเพียรของท่านเจ้าสำนักเกิดธาตุไฟแตกซ่าน หรือเป็นเพราะเสิ่นซวี่กำลังคิดจะก่อกบฏยึดอำนาจกันแน่?

แม้แต่สายข่าวจากสำนักอื่น จะพากันคิดไปเองหรือไม่ว่าปรมาจารย์เจ้าสำนักผู้นี้กำลังจะทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับฮว่าเสินแล้ว?

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่มีสัญญาณใดๆ แน่ชัด คนเหล่านั้นก็คงไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม

เพราะถึงอย่างไร ชื่อเสียงความน่าเกรงขามในฐานะยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้าของเจียงเหลียน ก็ยังมีผลอยู่

บารมีของเขาล้วนได้มาจากการสังหารผู้คนนับไม่ถ้วนด้วยกระบี่จื่อเซียวในอดีตทั้งสิ้น

เจียงเหลียนครุ่นคิดว่าภายในสำนัก ทุกคนต่างก็ให้ความไว้วางใจเสิ่นซวี่

ยอดเขาอื่นๆ หรือแม้แต่หอผู้อาวุโสฝ่ายใน ต่างก็มีระบบการจัดการเป็นของตนเอง เสิ่นซวี่สามารถระดมกำลังคนเหล่านั้นได้ก็จริง แต่ส่วนใหญ่แล้ว เขามักจะเรียกใช้ยอดฝีมือจากยอดเขาของตนเองมากกว่า ยอดเขาเสินเซียวคือฐานที่มั่นของเขา การเรียกใช้งานคนของตนเองย่อมง่ายดายกว่า

ดูเหมือนว่าถึงเวลาที่ต้องมอบอำนาจให้เสิ่นซวี่มากขึ้นเสียแล้ว

เพราะถึงอย่างไร ในภายภาคหน้ายังคงมีเรื่องราวทำนองนี้อีกมาก จะปล่อยให้เสิ่นซวี่ผลาญกำลังคนของยอดเขาเสินเซียวฝ่ายเดียวตลอดไปคงไม่ได้ แค่เรื่องผู้อาวุโสระดับจินตันขั้นปลายที่หายตัวไปเมื่อช่วงก่อน ก็มากพอที่จะทำให้เสิ่นซวี่รู้สึกปวดใจไปได้พักใหญ่แล้ว

จบบทที่ บทที่ 5: ร่างจำแลงหยวนเสิน

คัดลอกลิงก์แล้ว