- หน้าแรก
- สงครามสามมหาอำนาจเหนือโซลโซไซตี้
- ตอนที่ 24: ดาบฟันวิญญาณสายแสงสว่างที่แข็งแกร่งที่สุด
ตอนที่ 24: ดาบฟันวิญญาณสายแสงสว่างที่แข็งแกร่งที่สุด
ตอนที่ 24: ดาบฟันวิญญาณสายแสงสว่างที่แข็งแกร่งที่สุด
ในช่วงเวลานี้ โอมาเอดะกำลังรุ่งเรืองสุดๆ เรื่องนับเงินจนมือหงิกน่ะไม่สำคัญหรอก เพราะเขารวยอยู่แล้ว
เมื่อเทียบกับการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง โอมาเอดะหวังที่จะยกระดับชื่อเสียงและขยายอิทธิพลของตนใน 13 หน่วยพิทักษ์มากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ... ทำให้ทุกคนมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าพวกเขาจะแสดงความเคารพยำเกรงเขามากขึ้น โอมาเอดะรู้สึกว่าเขาเข้าใกล้เป้าหมายนี้ไปอีกก้าวแล้ว ท้ายที่สุด เขาก็สามารถพิชิต "พวกหัวแข็ง" ที่รับมือยากที่สุดได้ก่อนใครเพื่อน!
"หึๆ ไอ้พวกเวรจากหน่วยที่ 11 พวกนั้น ตอนแรกทำเป็นดูถูกยาของฉัน แต่ตอนนี้แต่ละคนต้องฝืนยิ้มประจบประแจงเวลาเจอฉัน เพียงเพื่อจะได้ซื้อยามากกว่าคนอื่นนิดหน่อย ตอนแรกก็นึกว่าเป็นพวกบ้าพลังไร้สมองซะอีก ที่ไหนได้ ก็ฉลาดพอตัวเหมือนกันนี่" "แต่ก็ดีแล้ว ถ้าเป็นพวกบ้าพลังจริงๆ ฉันก็คงไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าขายให้หรอก มีแต่คนฉลาดเท่านั้นแหละที่รู้ว่าควรเก็บความลับยังไง ทำให้ฉันสามารถค่อยๆ คืบคลานเข้าไปพิชิตหน่วยอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น" "รอให้เรื่องนี้มันบานปลายจนปิดบังไม่มิดซะก่อน พอถึงเวลาที่ปู่โอมาเอดะคนนี้ต้องออกโรงมาอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลท์ อยากรู้จริงๆ ว่าจะมีคนตาเหลือกตกใจสักกี่คน ต่อให้ธุรกิจนี้จะเจ๊งจนฉันต้องเลิกทำ แต่มันก็จะเป็นข่าวใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีอยู่ดี ชื่อเสียงกับความนิยมมีหวังได้ไหลมาเทมาแหงๆ"
ขณะที่โอมาเอดะกำลังนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ อาบแดดอย่างสบายใจและดื่มด่ำกับความสุขที่กำลังจะได้เป็นดาวเด่นแห่งเซเรย์เทย์ เสียงใสเย็นชาก็ดังขึ้น ขับไล่ความอบอุ่นจากแสงแดดและความสุขไปจนหมดสิ้น "—โอมาเอดะ ช่วยอธิบายให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม ว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่า 'ยา' นี่มันคืออะไรกันแน่?" โอมาเอดะสะดุ้งสุดตัว กลิ้งตกจากเก้าอี้ผ้าใบลงไปคลุกฝุ่นบนพื้น แต่เขาไม่สนอะไรทั้งนั้น
"หะ... หัวหน้า? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ครับ? ไม่ใช่ว่าท่านไปประชุมอยู่เหรอ?!" "ข้าก็ไปประชุมหัวหน้าหน่วยตามปกตินั่นแหละ ถ้าข้าไม่ไป ข้าก็คงไม่รู้หรอกว่าเจ้าแอบขายยาผิดกฎหมายอยู่ลับหลัง" ซุยฟงก้าวฉับๆ เข้ามาหา สีหน้าของเธอเคร่งเครียดถึงขีดสุด
"ยาผิดกฎหมายอะไรกันครับ! เข้าใจผิดแล้ว มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น! นั่นมันก็แค่ยาระบายธรรมดาๆ ผมก็แค่มีน้ำใจแบ่งปันตำรับยาพื้นบ้านที่ปรุงเองก็เท่านั้น อีกอย่าง ผมไม่ได้ตั้งใจจะเอาไปขายเอาเงินซะหน่อย พวกเขายัดเยียดเงินให้ผมเองเพื่อแสดงความขอบคุณ นี่มันไม่ใช่การซื้อขายสักหน่อย!" โอมาเอดะกลัวจนแทบฉี่ราด เขาไม่อยากถูกส่งเข้าคุกหรอกนะ
"สมกับเป็นคนของหน่วยลับจริงๆ นะ ท่องกฎหมายวิญญาณมาซะดิบดีเชียว" ซุยฟงหัวเราะอย่างเหลืออด "แต่ข้ออ้างของเจ้าอาจจะใช้ได้ผลกับคนอื่น แต่มันใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอกนะ"
เมื่อเห็นว่าซุยฟงดูเหมือนจะเตรียมลงมือ สีหน้าของโอมาเอดะก็เปลี่ยนไปอย่างมาก "เดี๋ยวก่อนค่ะ หัวหน้าซุยฟง" จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งขัดจังหวะการสนทนาขึ้นมา อุโนะฮานะ เร็ตสึ โดยมีอิซาเนะเดินตามมาด้วย ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าโอมาเอดะ มาจากทิศทางเดียวกับซุยฟง
แม้เธอจะมีนิสัยอ่อนโยนและรูปลักษณ์ที่งดงาม พ่วงด้วยหน้าที่แห่งความเมตตาในการรักษาเยียวยา ทว่า สิ่งแรกที่โอมาเอดะรู้สึกเมื่อเห็นอุโนะฮานะ เร็ตสึ กลับเป็นความหวาดผวายิ่งกว่าเก่า
"หะ-หัวหน้าอุโนะฮานะ?!" "แหม สวัสดีตอนบ่ายค่ะ รองหัวหน้าโอมาเอดะ วันนี้อากาศดีจังเลยนะคะ" ท่าทีแย้มยิ้มของอุโนะฮานะ เร็ตสึ ดูเข้าถึงง่ายดั่งแสงตะวัน แต่รอยยิ้มนี้กลับทำเอาโอมาเอดะตัวสั่นงันงกอย่างควบคุมไม่ได้ ขาของเขาที่ตั้งใจจะวิ่งหนี กลับเริ่มสั่นพั่บๆ จนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
"อากาศดีๆ แบบนี้เหมาะแก่การพูดคุยกันมากเลยค่ะ เพราะงั้นดิฉันก็เลยอยากจะทราบถึงที่มาของยานั้นจากคุณ หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจที่จะชี้แจงให้ดิฉันฟังนะคะ" "..." โอมาเอดะอ้าปากค้าง กล่าวขอโทษชิมิยะ ทาเครุ และอิจิโกะในใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ฉลาดพอ แต่ต่อให้เป็นคนบ้าพลังหรือคนฉลาด ก็คงไม่มีใครกล้าโกหกในวินาทีนี้แน่ๆ ไม่นาน เขาก็สารภาพทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือก
"ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นผลงานของนักเรียนปีหนึ่งสองคน แบบนี้ชักจะรับมือยากซะแล้วสิ" บริเวณด้านนอกที่ทำการหน่วยที่ 2 อิซาเนะถอนหายใจขณะเดินลงบันได เสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมาจากด้านหลัง ประมาณว่า "หัวหน้าครับ ผมทำไปก็เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของหน่วยลับต่างหากล่ะครับ" และ "เจ้าเอายาระบายไปกอบกู้ชื่อเสียงของหน่วยลับงั้นรึ? เจ้ารู้ไหมว่าไอ้สารเลวเคมปาจินั่นมันตั้งฉายาทุเรศๆ อะไรให้ข้าบ้าง?" เธอทำเป็นไม่ได้ยินเรื่องพวกนั้นทั้งหมด
"ใช่ค่ะ มันรับมือยากนิดหน่อย แต่ในทางกลับกัน มันก็เป็นเรื่องที่น่าขอบคุณเหมือนกันนะคะ อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรงอะไร เต็มที่ก็แค่... อืม การเล่นพิเรนทร์ล่ะมั้งคะ?" อุโนะฮานะ เร็ตสึ ครุ่นคิด เล่นพิเรนทร์... จริงเหรอคะเนี่ย? อิซาเนะได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากที่ทำการหน่วยที่ 2 ก็อดสั่นสะท้านไม่ได้ การเล่นพิเรนทร์แบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทนได้หรอกนะ
"ถึงยังไง เราก็ต้องไปพบวัยรุ่นสองคนนั้นเดี๋ยวนี้เลยค่ะ" อุโนะฮานะ เร็ตสึ เงยหน้าขึ้นมอง แสงแดดที่ไร้เงาไม้บดบังนั้นสว่างจ้าจนแสบตาเล็กน้อย เธอหรี่ตาลง มองไปทางทิศของสถาบันวิญญาณศิลป์
...
สถาบันวิญญาณศิลป์, สนามฝึกซ้อม
"วิถีทำลายที่ 63: ไรโคโฮ (ปืนใหญ่คำรามกึกก้อง)" ชิมิยะ ทาเครุ กำสายฟ้าสีทองไว้ในมือ อสรพิษอัสนีเริงระบำอยู่รอบตัวเขา รวมตัวกันเป็นเส้นสายพุ่งทะยานไปข้างหน้า เจาะทะลวงกระบวนทัพของหุ่นเชิดศัตรู
สิ่งเหล่านี้คือชิคิงามิที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับสถาบันวิญญาณศิลป์ ซึ่งจะกลายสภาพเป็นคาตาชิโระเมื่อถูกทำลาย เนื่องจากพวกมันไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้ระดับสูง จึงถูกนำมาใช้สำหรับการฝึกซ้อมภาคปฏิบัติของนักเรียน
"โอ๊ยๆๆๆ!" อิจิโกะพุ่งทะลวงเข้าสู่กระบวนทัพศัตรูผ่านช่องโหว่นั้น ฮาจิฮาระและรินโด ยู รับหน้าที่คุ้มกันด้านหลัง ป้องกันไม่ให้ศัตรูโอบล้อมอิจิโกะได้โดยสมบูรณ์ ด้วยวิธีนี้ จึงเปิดโอกาสให้ถอยฉากออกมาได้อย่างปลอดภัยเสมอ
แต่ด้วยยุทธวิธีที่สมบูรณ์แบบและพลังรบของพวกเขา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องถอยเลยแม้แต่น้อย เพียงไม่นาน พวกเขาก็กวาดล้างหุ่นเชิดกว่าพันตัวจนราบคาบ ภายใต้สายตาของนักเรียนคนอื่นๆ ที่มองมายังพวกเขาราวกับได้เห็นปาฏิหาริย์ ทั้งสี่คนต่างก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยม
"วิถีมารของชิมิยะพัฒนาขึ้นเร็วเกินไปแล้วนะ คำแนะนำของอาจารย์ไอเซ็นนี่มันได้ผลขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?" หลังเลิกเรียน ฮาจิฮาระเอ่ยถามด้วยสีหน้าอิจฉา
"คำแนะนำของอาจารย์ก็มีส่วนช่วยนั่นแหละ แต่ความก้าวหน้าของฉันก็ยังไม่เร็วพอหรอกนะ" ชิมิยะ ทาเครุ ส่ายหน้าเล็กน้อย "หลังจากละทิ้งบทร่ายไป พลังก็ลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสามของพลังดั้งเดิม... วิถีมารเป็นวิชาที่ฝึกยากจริงๆ ฮาคุดะกับวิชาดาบยังจะตรงไปตรงมาซะกว่า"
"ก็แหงอยู่แล้วล่ะ" อิจิโกะพูดเหน็บ "ด้วยพลังของนาย ต่อให้เป็นเมนอสกรังเด้ก็ยังต้องยอมศิโรราบเลย แล้วดูสิ อาจารย์สอนวิชาดาบมองนายด้วยสายตาแบบไหน อาจารย์สอนฮาคุดะยังไม่กล้าลงนวมกับนายแบบจริงจังเลย" "ฉันว่านายไม่ต้องพึ่งเทคนิคอะไรเลยหรอก แค่เหวี่ยงหมัดเหวี่ยงดาบก็น่าจะพอแล้วมั้ง"
ชิมิยะ ทาเครุ ไม่ได้โกรธเลยสักนิด กลับรู้สึกเหมือนได้บรรลุสัจธรรมบางอย่าง "พอฟังนายพูดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับสไตล์อิไอ (การชักดาบ) มากๆ เลยแฮะ—ชักหมัดแล้วก็ชักดาบ ดูต้องใช้เทคนิคขั้นสูงดีนะ" "?" อิจิโกะอึ้งไปเล็กน้อย เอาจริงๆ มันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกันนะ
"เฮ้อ" ฮาจิฮาระถอนหายใจเฮือกใหญ่ "พวกนายสองคนเก่งขึ้นเอาๆ ส่วนฉันกับรินโดยังย่ำอยู่กับที่เลย" "ถ้าเพื่อนในห้องมาได้ยินนายพูดแบบนี้ คงร้องไห้กันระงมแน่" ชิมิยะ ทาเครุ ปรายตามองเธอ
"ก็มันจริงนี่นา? ฉันกับรินโดยังไม่มีวี่แววว่าจะปลดปล่อยชิไค (ขั้นต้น) ได้เลย ถ้าฉันฝึกชิไคได้เร็วกว่านี้ คืนนั้นคงได้อัดหมอนั่นซะน่วมไปแล้ว~" "นั่น... อาจจะยากหน่อยนะ" อิจิโกะหน้ากระตุกเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้ว อีกฝ่ายก็เป็นถึงเมนอสกรังเด้
ทั้งเขาและชิมิยะต่างก็มีแรงดันวิญญาณระดับ 4 ซึ่งเทียบเท่ากับรองหัวหน้าหน่วยระดับท็อป และเป็นเพราะชิไคของพวกเขาค่อนข้างพิเศษเท่านั้น ถึงจะเอาชนะอีกฝ่ายมาได้ รินโด ยู ก็พยักหน้าเห็นด้วย พิมพ์ข้อความเพื่อบอกว่า แค่สามารถช่วยเหลือได้บ้างก็ถือว่าเป็นขีดจำกัดของเขาแล้ว
"อีกอย่าง นายก็ไม่ได้สนใจวิชาดาบอยู่แล้วนี่ ต่อให้ปลดปล่อยชิไคได้ นายก็คงใช้ประโยชน์จากดาบฟันวิญญาณของนายได้ไม่เต็มที่หรอก" "นี่... แล้วถ้าชิไคของฉันเป็นสายฮาคุดะล่ะ?!" ฮาจิฮาระเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
"มันมีดาบฟันวิญญาณสายนั้นด้วยเหรอ?" อิจิโกะชะงักไปชั่วครู่ หันไปมองชิมิยะ ทาเครุ และรินโด ยู โดยสัญชาตญาณ เขาไม่รู้จริงๆ แต่ในสายตาของฮาจิฮาระ นี่มันคือการเยาะเย้ยกันชัดๆ "พูดยากแฮะ"
คำพูดของชิมิยะ ทาเครุ ช่วยทำให้ฮาจิฮาระอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง "ถึงยังไง ดาบฟันวิญญาณของฉันก็ยังเรืองแสงได้นะ ใครจะรู้ มันอาจจะเป็นสายแสงสว่างก็ได้" "อืมๆๆ! ชิมิยะพูดถูก" "???" "???" อิจิโกะเต็มไปด้วยความสงสัย ส่วนรินโด ยู ก็รู้สึกว่ามันยากที่จะเงียบต่อไปได้ แต่มองดูสองคนที่กำลังผลัดกันอวยซึ่งกันและกัน เขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีไปชั่วขณะ
"ชิมิยะ ดาบฟันวิญญาณของนายต้องเป็นดาบสายแสงสว่างที่แข็งแกร่งที่สุดแน่ๆ!" "ฮาจิฮาระ ดาบของนายก็ต้องเป็นดาบสายฮาคุดะที่แข็งแกร่งที่สุดเหมือนกัน"
ชิมิยะ ทาเครุ กลับมาที่หอพักพร้อมกับคำสรรเสริญว่าเป็น "ดาบสายแสงสว่างที่แข็งแกร่งที่สุด" เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้ากระติกน้ำร้อน แล้วเดินออกไปอีกครั้ง จุดหมายของเขาคือเนินเขาหลังหอพัก เนื่องจากระยะทางสั้นและไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน พวกเขาจึงใช้ที่นี่เป็นสถานที่ฝึกซ้อม ไม่ใช่ว่าสถาบันวิญญาณศิลป์จะไม่มีสนามฝึกซ้อมให้ใช้ แต่เพราะมีนักเรียนคนอื่นไปใช้กันเยอะ พวกเขาไม่อยากไปที่นั่นเพื่อดึงดูดความสนใจ
อีกอย่าง การต้องคอยไปทำลายสนามฝึกซ้อมอยู่เรื่อยๆ มันก็รู้สึกแย่นี่นา การใช้ประโยชน์จากที่ดินรกร้างที่มีต้นไม้น้อยอยู่แล้ว ยังช่วยประหยัดค่าซ่อมบำรุงให้สถาบันวิญญาณศิลป์ได้อีกก้อนด้วย
"ฟู่..." อาจเป็นเพราะเขาแอบมาเริ่มฝึกซ้อมลับๆ ระหว่างที่อิจิโกะออกไปตักน้ำ ชิมิยะ ทาเครุ จึงรู้สึกดีเป็นพิเศษในวันนี้
เขาย่อตัวลงเล็กน้อย มือจับด้ามดาบด้วยแรงที่พอเหมาะพอเจาะ ราวกับเสือดาวที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อ ทุกเส้นใยกล้ามเนื้อสอดประสานกันเพื่อรีดเค้นพลังออกมาให้ถึงขีดสุด แรงดันวิญญาณอันทรงพลังของเขา ซึ่งเหนือกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันไปไกลโข ถูกขัดเกลาและควบแน่นอย่างตั้งใจ ไหลเวียนเข้าสู่ด้ามดาบผ่านจุดปลดปล่อยที่ข้อมือ ก่อนจะไหลเข้าสู่ฝักดาบ ก่อตัวเป็นเส้นด้ายวิถีมารเจ็ดเส้น
ณ วินาทีนี้ เพียงแค่เขาใช้นิ้วโป้งดีดกระบังดาบเบาๆ ก็จะทำให้เส้นด้ายวิถีมารขาดสะบั้น ส่งผลให้พวกมันพุ่งทะยานออกมาจากฝักดาบที่เปิดออก เข้าห้ำหั่นศัตรูให้แหลกเป็นชิ้นๆ เขาได้บรรลุแก่นแท้ของวิชาอิไอสไตล์อเมริกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ชิมิยะ ทาเครุ กำลังรวบรวมสมาธิ รอคอยวินาทีที่สภาวะร่างกายของเขาจะสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบราวกับฟันเฟือง พร้อมที่จะลั่นไก จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบดังมาจากบริเวณใกล้เคียง ในชั่วพริบตานั้น นิ้วโป้งของเขาก็กระตุกเบาๆ ตามสัญชาตญาณตอบสนอง
แต่มือเรียวบางอีกข้างกลับดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า จึงเอื้อมมาปิดทับมันเอาไว้ หรือจะพูดให้ถูกคือ กดมันเอาไว้ ป้องกันไม่ให้ ชิจิเซ็น (เจ็ดเส้นด้าย) ถูกปลดปล่อยออกมา