- หน้าแรก
- มหายุทธ์ยุคดวงดาว
- บทที่ 21 ใช้หนี้
บทที่ 21 ใช้หนี้
บทที่ 21 ใช้หนี้
บทที่ 21 ใช้หนี้
ช่วงเช้าของวันที่ 19 เดือน 6 สวี่จิ้นเดินหิ้วของพะรุงพะรัง ทั้งเหล้าเก่าสองชั่งกับถั่วลิสงหนึ่งห่อ และเนื้อแกะอีกสิบชั่งที่ตั้งใจซื้อไปฝากพ่อ แล้วก็ยังมีผ้าฝ้ายเนื้อดีห้าฉื่อ ปิ่นปักผมไม้เลี่ยมทอง และขนมถั่วเขียวร้านเมี่ยวจี้ของโปรดของสวี่เจียงผู้เป็นน้องสาว
หมู่บ้านตระกูลสวี่อยู่ห่างจากตัวเมืองจินซานออกไปกว่ายี่สิบลี้ ตั้งอยู่ที่เชิงเขาต้าชิง ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก นอกจากชาวบ้านจะทำนาและหาของป่าไปขายแล้ว ก็ยังสามารถเข้าไปรับจ้างทำงานในเมืองได้อีกด้วย จึงถือว่าเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างมีฐานะดีพอสมควร
สวี่จิ้นยังจำได้ดีว่า เมื่อก่อนตอนที่เขาเดินทางจากหมู่บ้านตระกูลสวี่เข้ามาในเมืองจินซาน ระยะทางกว่ายี่สิบลี้ เขาต้องหยุดพักระหว่างทางถึงสามครั้ง และใช้เวลาเดินเท้านานถึงสามชั่วโมงกว่าจะถึง
แต่วันนี้ ในการเดินทางกลับบ้าน สวี่จิ้นกลับเดินตัวปลิวราวกับเหาะเหินเดินอากาศ แม้ในมือจะหิ้วของหนักเกือบยี่สิบชั่ง แต่เขาก็ใช้เวลาเพียงชั่วโมงนิดๆ ก็เดินถึงหมู่บ้านแล้ว แถมยังหน้าไม่แดง หายใจไม่หอบเลยสักนิด
สวี่จิ้นสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอันมหาศาลหลังจากที่จุดประกายดาราสำเร็จอีกครั้ง
"เอ๊ะ นั่นใครน่ะ ทำไมดูหน้าคุ้นๆ..."
"ท่านปู่เจ็ด นี่เจ้าหนูจิ้นไม่ใช่รึไง"
"อ้าว เจ้าหนูจิ้น ทำไมร่างกายถึงได้ดูล่ำสันขึ้นขนาดนี้ล่ะเนี่ย?"
"เอ๊ะ นี่มันเจ้าหนูจิ้นนี่นา ทำไมถึงได้แข็งแรงกำยำขึ้นผิดหูผิดตาเลยล่ะ?"
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่หมู่บ้าน สวี่จิ้นก็ได้รับคำทักทายและเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจจากชาวบ้านอย่างไม่ขาดสาย สวี่จิ้นผู้ซึ่งในอดีตเคยเป็นคนขี้อายและกลัวการเข้าสังคม ได้แต่ฝืนยิ้มตอบรับจนปวดแก้มไปหมด
ช่วยไม่ได้นี่นา
คนพวกนี้ไม่ได้เป็นแค่เพื่อนบ้านเท่านั้น แต่พวกเขาทุกคนล้วนเป็นเจ้าหนี้ของครอบครัวสวี่ทั้งนั้นแหละ!
ไม่ว่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่หลายตำลึง หรือเงินก้อนเล็กแค่ไม่กี่เฉียน หรือแม้แต่ไก่สักสองตัว เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการจุดประกายดาราให้กับสวี่จิ้น สวี่ต้าเจียงผู้เป็นพ่อก็ยอมบากหน้าไปหยิบยืมจากทุกคนที่พอจะพึ่งพาได้
ไม่ว่าจำนวนเงินจะมากหรือน้อย แต่เมื่อได้ยืมมาแล้ว นั่นก็ถือเป็นบุญคุณที่ต้องจดจำและหาทางตอบแทน
เมื่อสวี่จิ้นกลับมาถึงบ้าน สวี่ต้าเจียงที่กำลังทำงานอยู่กลางทุ่งนา พอได้ยินข่าวก็รีบวางจอบแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินกลับมาที่บ้านทันที
สวี่ต้าเจียงกลัวจับใจว่า หากสวี่จิ้นจุดประกายดาราไม่สำเร็จ แล้วจะคิดสั้นทำอะไรโง่ๆ ขึ้นมา
เขาจึงรีบกลับมาเพื่อเตรียมตัวพูดจาปลอบโยนสวี่จิ้น
สวี่ต้าเจียงเคยทำงานในเมืองจินซานมานาน ถือว่าเป็นคนกว้างขวางและมีประสบการณ์อยู่บ้าง เขารู้ดีว่าโอกาสที่สวี่จิ้นจะจุดประกายดาราสำเร็จนั้นมีน้อยนิดเพียงใด
แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้านเข้ามา และได้เห็นสวี่จิ้นที่ร่างกายกำยำล่ำสันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาก็อดไม่ได้ที่จะขยี้ตาตัวเองแรงๆ และเริ่มสงสัยสายตาตัวเองขึ้นมาตงิดๆ
นี่คือลูกชายที่ผอมแห้งติดกระดูก จนตอนกอดก็ยังรู้สึกเจ็บเพราะกระดูกทิ่มแทงของเขาจริงๆ หรือนี่?
แถมตรงท่อนแขนที่พับแขนเสื้อขึ้นมา ก็ยังมองเห็นมัดกล้ามเนื้อปูดโปนเป็นลูกๆ ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย?
"ท่านพ่อ ข้าจุดประกายดาราสำเร็จแล้วขอรับ!"
"โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดของข้าก็หายสนิทแล้วด้วย!"
"แถมข้ายังได้เข้าเรียนในสำนักระดับกลางด้วยนะขอรับ!"
ข่าวดีสามเด้งที่ถูกจุดระเบิดขึ้นพร้อมกัน
ทำเอาสวี่ต้าเจียงที่ยืนพิงด้ามจอบอยู่ ถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ
"จุดประกายดาราสำเร็จแล้ว? โรคก็หายแล้วด้วย? แถมยังได้เข้าเรียนสำนักระดับกลางอีก?"
สวี่ต้าเจียงพึมพำทวนคำพูดซ้ำไปซ้ำมา แววตาเลื่อนลอย ก่อนจะตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ "นี่ข้าคงจะเมาแดดจนประสาทหลอน ฝันกลางวันไปเองแหงๆ"
"ท่านพ่อ เรื่องจริงขอรับ!"
สวี่จิ้นยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับยื่นไหเหล้าให้ "ดูนี่สิ ข้าซื้อเหล้าชั้นดีมาฝากท่านด้วยนะ ข้าจุดประกายดาราสำเร็จจริงๆ แถมยังได้เข้าเรียนในสำนักระดับกลางด้วย"
ทันใดนั้น สวี่ต้าเจียงก็เบิกตาโพลง เงื้อมือขึ้นฟาดใส่สวี่จิ้นเต็มแรง แต่ด้วยความที่ปฏิกิริยาตอบสนองฉับไว สวี่จิ้นจึงเอี้ยวตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว สวี่ต้าเจียงเห็นดังนั้นก็ยิ่งโกรธจัด
"ไอ้ลูกกระต่ายตัวแสบ! กล้าหลอกพ่อตัวเองเรอะ แถมยังกล้าหลบอีกนะ! เจ้าเห็นพ่อเป็นไอ้บ้านนอกคอกนาที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างหรือไงฮะ? เจ้าใช้เวลาตั้งแปดสิบสองวันกว่ายังจุดประกายดาราไม่สำเร็จ ต่อให้สุดท้ายจะโชคดีสำเร็จขึ้นมา แค่ได้เข้าสำนักระดับนอกก็บุญหัวแล้ว นี่เจ้ากล้าหวังสูงถึงสำนักระดับกลางเชียวเรอะ! กล้าหลอกข้างั้นรึ เดี๋ยวพ่อจะตีให้ตายเลยคอยดู!" ด้วยความโกรธจัด สวี่ต้าเจียงก็คว้าจอบขึ้นมาหมายจะฟาดลูกชายตัวดีให้หลาบจำ
สวี่จิ้นถึงกับยืนอึ้ง พูดความจริงก็ยังโดนตีอีก
"ท่านพ่อ ท่านดูนี่สิ!"
สวี่จิ้นกระชากเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นแผ่นอกและหน้าท้อง ทันทีที่เขานึกคิด แสงดาวสว่างไสวก็เปล่งประกายปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นอก
แสงดาวที่เจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน สาดส่องจนสวี่ต้าเจียงถึงกับยืนนิ่งงันตาค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองรัวๆ...
สวี่จิ้นต้องใช้เวลาอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้เป็นพ่อฟังอยู่นานเกือบชั่วโมง กว่าสวี่ต้าเจียงจะยอมเชื่อ และยอมรับเหล้าชั้นดีที่ลูกชายนำมาฝากแต่โดยดี
"ยังไม่ต้องรีบร้อนกินหรอก ป่ะ ไปบ้านลุงโหย่วไฉกันก่อน
ลุงโหย่วไฉให้เรายืมเงินมาตั้งเก้าตำลึงแล้ว แถมยอดแรกนี่ก็ยืมมาจะครบสามปีแล้วด้วยนะ
ช่วงนี้ลูกชายคนที่สองของเขาป่วยหนัก แถมไม่กล้ามาทวงหนี้พวกเรา
ในเมื่อตอนนี้เจ้าหาเงินมาได้แล้ว ก็ต้องรีบเอาไปคืนเขาเป็นอันดับแรกเลย" สวี่ต้าเจียงกล่าวเสียงหนักแน่น
จากนั้น สวี่จิ้นก็เดินตามสวี่ต้าเจียงตระเวนไปใช้หนี้ตามบ้านเรือนต่างๆ ในหมู่บ้านถึงสี่หลังรวด ถึงแม้เงินแต่ละก้อนจะไม่มากมายนัก แต่รวมๆ แล้วก็ใช้หนี้ไปกว่ายี่สิบตำลึงเงิน
เนื้อแกะสิบชั่งกับขนมถั่วเขียวหนึ่งห่อที่สวี่จิ้นซื้อมา ก็ถูกสวี่ต้าเจียงแบ่งออกเป็นสี่ส่วน เพื่อนำไปมอบให้เจ้าหนี้แต่ละบ้านเป็นของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับการคืนเงิน
เห็นแบบนี้แล้ว สวี่จิ้นก็อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้ผู้เป็นพ่อในใจ
ช่างเป็นคนที่มีน้ำใจและรู้จักธรรมเนียมปฏิบัติจริงๆ
ถึงแม้ตาแก่คนนี้จะชอบลงไม้ลงมือกับเขาไปหน่อย แต่เรื่องการวางตัวและการปฏิบัติต่อผู้อื่นนั้น ถือว่าไร้ที่ติ
"ป่ะ พวกเราเข้าไปในเมืองเพื่อใช้หนี้กันต่อ เอาเงินที่ยืมเขามาไปคืนให้หมด แล้วค่อยแลกเศษเงินกลับมา ตอนขากลับก็แวะซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง เหล้า เนื้อติดไม้ติดมือกลับมาด้วย จะได้เอาไปฝากพวกญาติๆ ตอนไปใช้หนี้"
หนี้สินที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านนั้นมีไม่มากแล้ว รวมๆ แล้วก็ไม่ถึงห้าตำลึงเงิน เพียงแต่มันกระจัดกระจายไปตามบ้านต่างๆ หลายหลังเท่านั้นเอง
"จิ้นเอ๋อร์ จำไว้นะลูก ถึงแม้เงินที่พวกเขาให้เรายืมมันจะดูเล็กน้อย แต่การที่พวกเขายอมให้เราหยิบยืมในยามยากลำบาก นั่นแหละคือบุญคุณที่แท้จริง เราต้องจดจำไว้ให้ขึ้นใจ! ตอนนี้เจ้าจุดประกายดาราสำเร็จแล้ว อนาคตข้างหน้าครอบครัวเราต้องสุขสบายขึ้นอย่างแน่นอน ถ้ามีโอกาส ก็ต้องหาทางตอบแทนน้ำใจพวกเขาด้วย แต่แน่นอนว่า การจะตอบแทนบุญคุณใคร ก็ต้องรู้จักขอบเขตความพอดีด้วยนะลูก" ระหว่างทางที่เดินไป สวี่ต้าเจียงก็พร่ำสอนลูกชายไปด้วย
"จริงสิ ท่านพ่อ แล้วเจียงเอ๋อร์ล่ะขอรับ ข้ายังไม่เห็นหน้านางเลย?" สวี่จิ้นถามขึ้น พลางลอบสังเกตสีหน้าของสวี่ต้าเจียงไปด้วย ในใจรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก
ในยุคสมัยนี้ การขายลูกกินไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
สวี่จิ้นกลัวจับใจว่า เงินห้าสิบตำลึงที่นำไปซื้อยาตื่นรู้นั้น จะเป็นเงินที่ได้มาจากการขายเจียงเอ๋อร์น้องสาวของเขา
สวี่ต้าเจียงปรายตามองสวี่จิ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "เจียงเอ๋อร์ไปทำงานรับจ้างน่ะ ยังไม่กลับมาเลย"
"ไปรับจ้างทำงาน?" สวี่จิ้นเริ่มสงสัยตะหงิดๆ "ท่านพ่อ เจียงเอ๋อร์ไปทำงานรับจ้างที่ไหนหรือขอรับ? อ้อ แล้วเงินห้าสิบตำลึงที่ท่านเอามาฝากให้ครูฝึกหนิงซื้อยาตื่นรู้เมื่อคราวก่อนน่ะ ท่านไปเอามาจากไหนหรือขอรับ? ถ้าท่านไปกู้ยืมใครมา เราจะได้รีบเอาเงินไปคืนเขาให้เร็วที่สุด"
สวี่ต้าเจียงเหลือบมองสวี่จิ้นอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เงินนั่นไม่ได้ไปยืมใครมาหรอก"
"แล้วมันเป็นเงินของใครล่ะขอรับ?" หัวใจของสวี่จิ้นหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม กลัวว่าสวี่ต้าเจียงจะบอกว่าขายเจียงเอ๋อร์ไปเป็นทาสรับใช้บ้านเศรษฐีหน้าดุที่ไหนสักแห่ง
"คิดบ้าอะไรของเจ้าฮะ?"
สวี่ต้าเจียงเขกหัวสวี่จิ้นไปหนึ่งที
"เจียงเอ๋อร์ก็เป็นลูกแท้ๆ ของข้านะโว้ย! ต่อให้ข้าสวี่ต้าเจียงต้องขายบ้าน ขายที่นา หรือแม้แต่ขายตัวเอง ข้าก็ไม่มีทางขายลูกสาวกินเด็ดขาด!" พูดจบ สวี่ต้าเจียงก็ล้วงเอาเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้สวี่จิ้น
"เถ้าแก่จ้าว เศรษฐีใจบุญแห่งเมืองจินซานประกาศรับสมัครคนงานหญิงไปเลี้ยงไหมและทอผ้าน่ะ มีที่พักและอาหารให้พร้อม ให้ค่าจ้างเดือนละหนึ่งตำลึงห้าเฉียน เจียงเอ๋อร์ก็เลยไปสมัครดู พอเถ้าแก่ให้ลองเย็บปักถักร้อยดู เขาก็ชมว่าฝีมือดีเยี่ยม เลยตกลงให้ค่าจ้างเดือนละสองตำลึงเงิน พ่อพยายามต่อรองอยู่นาน กว่าเถ้าแก่แกจะยอมจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้สองปี แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำสัญญาผูกมัดเป็นเวลาสามปี แถมยังต้องมีคนค้ำประกันและทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย
ตอนแรกพ่อก็ตั้งใจจะหาวิธีอื่น แต่เจียงเอ๋อร์ยืนกรานหัวชนฝาว่าจะไปให้ได้ นางบอกว่า นายจ้างที่ยอมจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้ตั้งสองปีแบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ
สุดท้ายพ่อก็เลยต้องยอมปล่อยให้นางไป
ในหมู่บ้านของเรา มีเด็กผู้หญิงไปทำงานที่นั่นด้วยกันตั้งสี่คนแน่ะ และเจียงเอ๋อร์ก็ฝีมือดีที่สุด ได้ค่าจ้างเยอะที่สุดด้วยนะ" เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สวี่ต้าเจียงก็อดไม่ได้ที่จะยืดอกด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกสาว
รายละเอียดในสัญญาก็เป็นไปตามที่สวี่ต้าเจียงเล่ามาทุกประการ เพียงแต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมในตอนท้ายระบุไว้ว่า หากมีการละเมิดสัญญากลางคัน จะต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินสิบเท่าของค่าจ้างที่เบิกล่วงหน้าไป
"ในเมื่อมีเด็กในหมู่บ้านไปทำด้วยกันตั้งสี่คน ก็คงพอจะดูแลช่วยเหลือกันได้บ้างแหละนะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น สวี่จิ้นก็ค่อยเบาใจลงเปราะหนึ่ง เขาถามต่อ "ท่านพ่อ แล้วเมื่อไหร่เจียงเอ๋อร์จะได้กลับมาเยี่ยมบ้านบ้างล่ะขอรับ?"
"เถ้าแก่บอกว่า จะอนุญาตให้ลางานกลับมาเยี่ยมบ้านได้เดือนละหนึ่งวันน่ะ"
"ถ้าดูจากวันที่ในสัญญา ก็ตรงกับวันที่ 13 ของเดือนหน้าใช่ไหมขอรับ?"
"วันที่ 15 นู่นแหละ หลังจากเซ็นสัญญา เจียงเอ๋อร์ก็กลับมาเก็บข้าวของเตรียมตัวอยู่ที่บ้านอีกหนึ่งวัน แล้วก็นัดแนะกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้าน ก่อนจะเดินทางไปทำงานพร้อมกัน"
สวี่จิ้นพยักหน้ารับรู้ ในใจก็เริ่มคิดวางแผน
ถ้าอย่างนั้น เขาก็ต้องจำไว้ว่าวันที่ 15 เดือนหน้า จะต้องกลับบ้านมาเจอน้องสาวให้ได้สักหน่อย
หากพบว่างานที่น้องสาวทำมันหนักและเหนื่อยเกินไป สวี่จิ้นก็จะต้องรีบหาทางช่วยเหลือนาง หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็คงต้องยอมฉีกสัญญา!
เงินห้าร้อยตำลึง สวี่จิ้นมั่นใจว่าเขาจะต้องหามาได้แน่นอน
ถึงแม้ว่าตอนนี้ทรัพย์สินสุทธิของเขาจะยังคงติดลบอยู่ก็ตามที
และแล้วหนี้สินก้อนสุดท้ายที่สวี่ต้าเจียงพาสวี่จิ้นเข้ามาใช้คืนในเมือง ก็คือหนี้เงินกู้ดอกโหดจริงๆ ด้วย
สวี่ต้าเจียงไปกู้เงินมาจากหัวหน้าแก๊งระดับล่างคนหนึ่งของแก๊งเทียนเหอ
เงินก้อนนี้กู้มาเป็นจำนวน 30 ตำลึงเงิน ตั้งแต่ตอนที่สวี่จิ้นเพิ่งจะเข้าสำนักศึกษาจินซานใหม่ๆ เพราะเงินที่มีอยู่ไม่พอจ่ายค่าประทับรอยสักดารา สวี่ต้าเจียงจึงจำเป็นต้องไปกู้ยืมมา
สัญญากู้ยืมระบุไว้ว่า มีกำหนดชำระคืนภายในหกเดือน อัตราดอกเบี้ยร้อยละสิบต่อเดือน ซึ่งก็คือเดือนละ 3 ตำลึงเงิน รวมหกเดือนก็เป็น 18 ตำลึงเงิน โดยใช้บ้านเก่าและที่นาแปลงสุดท้ายของครอบครัวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
สวี่จิ้นเริ่มเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว
การที่สวี่ต้าเจียงยอมให้เจียงเอ๋อร์ไปทำงานรับจ้าง ก็เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
หากไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ก้อนนี้ได้ เขาก็ตั้งใจจะแบกรับภาระทั้งหมดไว้เพียงคนเดียว
สวี่ต้าเจียงพาสวี่จิ้นไปหาเติ้งหู่ เจ้าหนี้เงินกู้ที่ลานโกดังสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับท่าเรือประตูตะวันตก นอกกำแพงเมืองจินซาน
ว่ากันว่า เติ้งหู่คนนี้เป็นหลานชายแท้ๆ ของหัวหน้าสาขาคนหนึ่งของแก๊งเทียนเหอ เขาจึงมีอำนาจคุมท่าเรือประตูตะวันตกแห่งนี้ และแอบปล่อยเงินกู้ดอกโหดไปด้วย
ตอนที่สองพ่อลูกไปถึง เติ้งหู่กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่กับชายฉกรรจ์ร่างกำยำอีกสี่คน ซึ่งน่าจะเป็นลูกสมุนของเขา
"มาใช้หนี้งั้นรึ? เอาสัญญากู้ยืมมาดูสิ"
เติ้งหู่ที่มีอาการมึนเมาเล็กน้อย หยิบสัญญากู้ยืมที่สวี่ต้าเจียงยื่นให้ขึ้นมาดูแบบผ่านๆ "ทั้งหมดสี่สิบแปดตำลึงเงิน จ่ายเงินสดมา แล้วข้าจะฉีกสัญญากู้ยืมทิ้งให้เดี๋ยวนี้"
คำพูดของเติ้งหู่ทำเอาสวี่ต้าเจียงถึงกับหน้าถอดสี "นายท่านเติ้ง ข้าเพิ่งจะกู้เงินท่านมาได้แค่สามเดือนเองนะขอรับ คิดดอกเบี้ยแค่เก้าตำลึง รวมเงินต้นแล้วก็ต้องเป็นสามสิบเก้าตำลึงไม่ใช่รึขอรับ"
"สามสิบเก้าตำลึง? เจ้าเห็นข้าเป็นโรงเจหรือไง?"
เติ้งหู่เหลือบตามองสวี่ต้าเจียงอย่างเอาเรื่อง พร้อมกับแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา "จะจ่ายหรือไม่จ่าย? ถ้าไม่จ่ายก็ไสหัวไปให้พ้น อีกสามเดือนข้างหน้า ข้าจะไปตามเก็บหนี้ถึงหน้าบ้านเจ้าเอง!"
"นายท่านเติ้ง!"
สวี่ต้าเจียงกำลังจะอ้าปากเถียง แต่ชายฉกรรจ์ร่างกำยำทั้งสี่คนที่นั่งอยู่กับเติ้งหู่ก็ลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกัน ยืนกอดอกจ้องมองสองพ่อลูกอย่างเอาเรื่อง
"นายท่านเติ้ง สวี่จิ้น ลูกชายของข้า จุดประกายดาราสำเร็จแล้วนะขอรับ หวังว่านายท่านจะเห็นแก่หน้าลูกชายข้าบ้าง" จู่ๆ สวี่ต้าเจียงก็พูดขึ้นมา
"หืม?"
สีหน้าของเติ้งหู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหันไปมองสวี่จิ้นที่ยืนอยู่ข้างๆ สวี่ต้าเจียง "เจ้าจุดประกายดาราสำเร็จแล้วรึ? ใช้เวลาไปกี่วันล่ะ?"
"เรียนนายท่านเติ้ง แปดสิบสามวันขอรับ" สวี่จิ้นตอบตามความจริง
"ถุย!"
เติ้งหู่แค่นเสียงหัวเราะเยาะ พ่นกลิ่นเหล้าคลุ้งออกมา ก่อนจะด่าทออีกครั้ง "ตกลงจะจ่ายหรือไม่จ่าย ถ้าไม่จ่ายก็ไสหัวไป!"
"ท่าน..."
สวี่ต้าเจียงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เตรียมจะอ้าปากด่ากลับ แต่สวี่จิ้นกลับชิงพูดขึ้นมาก่อน "จ่าย ข้าจะจ่ายให้เดี๋ยวนี้แหละ!"
หลังจากจ่ายเงินกันครบถ้วนแล้ว เติ้งหู่ก็เอาสัญญากู้ยืมอีกฉบับหนึ่งออกมาเผาทิ้งต่อหน้าต่อตาทั้งสองคน สวี่จิ้นจึงประคองสวี่ต้าเจียงที่กำลังเจ็บใจเพราะเสียดายเงินและโกรธแค้นจนหน้าแดงก่ำเดินออกมา
แต่ขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวพ้นประตู ลูกสมุนหน้าบากคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเติ้งหู่ จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า "ตาเฒ่าสวี่ แล้วลูกสาวเจ้าที่มาขอกู้เงินกับเมื่อคราวก่อนล่ะ หายไปไหนซะแล้ว? คงไม่ได้ถูกขายกินไปแล้วหรอกนะ?"
"ข้าเป็นพ่อแท้ๆ นะ! จะขายลูกกินได้ยังไง! ลูกสาวข้าก็แค่ไปทำงานรับจ้าง ไม่มีเวลามาแค่นั้นเอง"
สวี่ต้าเจียงโกรธจนแทบจะกระอักเลือด รีบหันไปอธิบายด้วยความฉุนเฉียว แต่พวกลูกสมุนอันธพาลพวกนั้นกลับหัวเราะร่วนและบอกว่าแค่ล้อเล่นเท่านั้น
สวี่จิ้นที่ประคองสวี่ต้าเจียงเดินออกมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ก็แค่มาใช้หนี้แท้ๆ ทำไมไอ้พวกอันธพาลถึงได้จงใจพูดถึงน้องสาวของเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยล่ะ?
เพียงชั่วพริบตา ความรู้สึกไม่สบายใจก็ก่อตัวขึ้นในใจของสวี่จิ้น