- หน้าแรก
- คริปโตเนียนคนสุดท้ายในโลกไร้ดวงอาทิตย์
- บทที่ 37 - ความสยดสยองที่แท้จริง ท่านเอิร์ลปรากฏตัว
บทที่ 37 - ความสยดสยองที่แท้จริง ท่านเอิร์ลปรากฏตัว
บทที่ 37 - ความสยดสยองที่แท้จริง ท่านเอิร์ลปรากฏตัว
บทที่ 37 - ความสยดสยองที่แท้จริง ท่านเอิร์ลปรากฏตัว
เมื่อกรงเหล็กถูกเปิดออก
เจียงเหอปิน เฉินข่าย และคนอื่นๆ ก็รีบแย่งกันวิ่งหนีตายออกมาทันที
ซ่งไห่ถังปรายตามองกลุ่มคนที่ยังขวัญหนีดีฝ่อก่อนจะพูดสั่งการ "ช่วยต้านพวกมันไว้ให้ฉันหน่อย ฉันจะไปปล่อยอีกปาร์ตี้ออกมา"
ในเวลานี้
กำแพงเพลิงได้มอดดับลงไปแล้ว
ฝูงสิ่งลี้ลับต่างพากันส่งเสียงคำรามและพุ่งทะยานเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
พอเห็นแบบนั้น เจียงเหอปินก็ถึงกับเข่าอ่อนยวบและเตรียมจะหันหลังวิ่งหนีทันที
แต่เฉินข่ายที่ยืนอยู่ข้างๆ คว้าคอเสื้อของไอ้ขยะนี่เอาไว้ได้ทัน ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนหน้ามันฉาดใหญ่
เพียะ
เสียงตบหน้าดังก้องไปทั่ว
เล่นเอาเจียงเหอปินถึงกับหน้าหันและมึนตึ้บไปเลย
"เจียงเหอปิน แหกตาดูรอบๆ ตัวนายสิ นายคิดว่าจะหนีไปไหนพ้น"
เฉินข่ายตะคอกถามเสียงกร้าว "ตกลงนายอยากรอดตายไหมวะ"
เจียงเหอปินพยักหน้าหงึกหงักตามสัญชาตญาณ "อยากสิ"
"ถ้าอยากรอดก็ฟังคำสั่งของซ่งไห่ถัง พวกเราต้องร่วมมือกันถึงจะมีโอกาสฝ่าวงล้อมออกไปได้ เข้าใจไหม"
พูดจบ เฉินข่ายก็ปล่อยมือจากคอเสื้อของเจียงเหอปินแล้วกำหมัดแน่น
เพราะพวกสิ่งลี้ลับบุกเข้ามาถึงตัวแล้ว
หมัดของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ก่อนจะเปล่งประกายเงางามราวกับโลหะ
นี่คือความสามารถจากสายเลือดของเฉินข่าย การกลายร่างเป็นเหล็กกล้า
แต่ด้วยความที่เขายังเป็นแค่ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดหน้าใหม่ สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้ก็มีแค่การเปลี่ยนหมัดให้กลายเป็นเหล็กเท่านั้น
"ลุยเลยพวกเรา"
เฉินข่ายคำรามลั่นก่อนจะเป็นคนแรกที่พุ่งทะยานเข้าปะทะกับฝูงสิ่งลี้ลับ
เพื่อนร่วมทีมอีกสองคนลังเลอยู่แค่อึดใจเดียว ก่อนจะงัดพลังพิเศษของตัวเองออกมาแล้วพุ่งตามเฉินข่ายไปติดๆ
เมื่อกี้พวกเขาได้ยินที่เฉินข่ายตะคอกใส่เจียงเหอปินชัดเจน และรู้ว่าเฉินข่ายพูดถูก ในสถานการณ์แบบนี้มีแต่ต้องร่วมมือกับซ่งไห่ถังเท่านั้นถึงจะมีโอกาสรอดชีวิต
ส่วนไอ้ขยะเจียงเหอปินน่ะเหรอ...
หมอนั่นยืนเหม่ออยู่กับที่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
"แม่งเอ๊ย ไอ้พวกสัตว์ประหลาดเวรตะไล ฉันจะสู้ตายกับพวกแก"
เจียงเหอปินแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นและปลดปล่อยพลังของตัวเองออกมา
จ้าวเจิงที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ในมุมมืด เมื่อเห็นภาพนั้น สีหน้าของเขาก็ดูผ่อนคลายลงบ้าง
ถ้าเมื่อกี้เจียงเหอปินเลือกที่จะทิ้งเพื่อนแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดล่ะก็ เขาคงพุ่งออกไปตบกบาลมันให้ตายคามือไปแล้ว
ถือว่าใช้ได้
ไอ้เด็กนี่ก็ยังพอมีดีอยู่บ้าง
แต่แล้วจู่ๆ สีหน้าของจ้าวเจิงก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ
เพราะภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าของเจียงเหอปินที่บิดเบี้ยวผิดรูป ปากของเขาเริ่มยื่นยาวออกมาพร้อมกับเขี้ยวแหลมคม ขนตามร่างกายก็งอกยาวขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า...
แคว่ก
เสื้อผ้าบนตัวของเจียงเหอปินฉีกขาดกระจุย
นั่นเป็นเพราะร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัว
เพียงชั่วอึดใจเดียว ไอ้หมอนี่ก็กลายร่างจากคนปกติเป็นมนุษย์หมาป่าไปซะแล้ว
แม่เจ้าโว้ย
ที่แท้หมอนี่ก็มีสายเลือดมนุษย์หมาป่านี่เอง
แปลงร่างได้ขนาดนี้ มิน่าล่ะถึงได้เป็นหัวหน้าปาร์ตี้ของคนทั้งสี่ได้
ถ้ามองแค่รูปลักษณ์ภายนอก สภาพของเจียงเหอปินในตอนนี้ดูดุร้ายและน่าเกรงขามสุดๆ เผลอๆ จะดูน่ากลัวกว่าพวกสิ่งลี้ลับซะอีก
แต่สิ่งที่ทำให้จ้าวเจิงสงสัยก็คือ ในเมื่อไอ้เด็กนี่มีพลังระดับนี้ ทำไมตอนอยู่ในกรงถึงไม่ยอมใช้ล่ะ
หรือว่าในกรงนั่นมีอะไรบางอย่างที่สะกดพลังของพวกเขาเอาไว้
...
ในเวลานี้
เฉินข่ายและพรรคพวกอีกสามคนกำลังต่อสู้พัวพันกับฝูงสิ่งลี้ลับอย่างดุเดือด
พวกเขาล้วนเป็นผู้ก้าวข้ามขีดจำกัด ถึงแม้จะยังเป็นแค่หน้าใหม่ แต่พละกำลังและฝีมือก็เหนือกว่าพวกสิ่งลี้ลับอยู่มาก
คนที่สู้ได้บ้าระห่ำที่สุดก็คือเจียงเหอปินในร่างมนุษย์หมาป่า
กรงเล็บแหลมคมของเขาคืออาวุธชั้นยอดที่สามารถฉีกกระชากเนื้อหนังของพวกสิ่งลี้ลับได้อย่างง่ายดาย
แต่ปัญหาคือจำนวนของสิ่งลี้ลับมันเยอะเกินไป
แถมหลังจากกลายร่างแล้ว สัตว์ประหลาดพวกนี้ก็เหมือนจะสูญเสียความรู้สึกหวาดกลัวไปจนหมดสิ้น พวกมันแต่ละตัวพุ่งเข้าใส่แบบไม่คิดชีวิต
เพียงไม่นานทั้งสี่คนก็ถูกฝูงสิ่งลี้ลับล้อมกรอบและตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด
โชคดีที่พวกเขาช่วยซื้อเวลาให้ซ่งไห่ถังได้สำเร็จ ทำให้หญิงสาวสามารถเปิดกรงเหล็กอีกใบและปล่อยคนทั้งสี่ออกมาได้
ทั้งสี่คนนี้เป็นผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากประเทศอินเดีย
ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ตัวว่านี่คือช่วงเวลาความเป็นความตาย หลังจากกล่าวขอบคุณซ่งไห่ถังแล้ว พวกเขาก็รีบกระโจนเข้าร่วมวงต่อสู้ทันที
ต้องยอมรับเลยว่าประเทศอินเดียนี่เป็นดินแดนแห่งความมหัศจรรย์จริงๆ
คนประเทศนี้แต่ละคนล้วนมีวิชาแปลกๆ ติดตัวกันทั้งนั้น
อย่างเช่นสี่คนนี้ จู่ๆ ก็งัดท่าไม้ตายผสานร่างสุดพิสดารออกมา ซัดพวกสิ่งลี้ลับจนล้มกลิ้งเป็นหน้ากลองไปหลายตัว...
เมื่อได้ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากประเทศอินเดียสี่คนมาเสริมทัพ บวกกับพลังจากผลเพลิงของซ่งไห่ถัง แรงกดดันที่ทุกคนแบกรับอยู่ก็เบาบางลงไปเยอะ
การเผชิญหน้ากับฝูงสิ่งลี้ลับที่แห่กันมามืดฟ้ามัวดิน ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดหน้าใหม่ทั้งเก้าคนกลับสามารถยืนหยัดต่อสู้และรับมือกับพวกมันได้อย่างสูสี
คนที่ทำดาเมจได้รุนแรงที่สุดก็ต้องยกให้ซ่งไห่ถัง
ดูเหมือนพลังเพลิงของหญิงสาวจะสร้างความเสียหายให้กับพวกสิ่งลี้ลับได้เป็นพิเศษ ลำพังแค่เธอคนเดียวก็สามารถต้านทานศัตรูได้เกือบครึ่งแล้ว
และจำนวนสิ่งลี้ลับที่ตายด้วยน้ำมือของซ่งไห่ถังก็มีเยอะที่สุดเช่นกัน
งานนี้พูดได้คำเดียวเลยว่า
ผลปีศาจสายธรรมชาตินั้น
ช่างทรงพลังจริงๆ
จ้าวเจิงถึงกับคิดในใจว่า ต่อให้เขาไม่ต้องออกโรงช่วย คนทั้งเก้าคนนี้ก็อาจจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและรอดชีวิตไปได้ด้วยตัวเองก็เป็นได้...
แต่แล้วจังหวะนั้นเอง
เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
"โฮก"
เสียงคำรามกึกก้องและน่าสะพรึงกลัวดังกังวานมาจากใจกลางเมือง
เสียงนี้มีพลังทะลุทะลวงสูงมาก คล้ายกับเสียงคำรามของราชสีห์ แม้ต้นเสียงจะอยู่ไกลออกไป แต่ทุกคนกลับรู้สึกเหมือนเสียงนั้นพุ่งตรงเข้ามาสั่นสะเทือนถึงจิตวิญญาณจนหัวใจแทบหยุดเต้น
พวกสิ่งลี้ลับทั้งหมดราวกับได้รับสัญญาณบางอย่าง พวกมันหยุดการโจมตีพร้อมใจกันถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันหน้าไปทางใจกลางเมืองแล้วคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้น
การล่าถอยของสิ่งลี้ลับทำให้ทุกคนที่กำลังสู้จนหอบแฮกได้มีโอกาสพักหายใจ
แต่ทว่า...
ยกเว้นซ่งไห่ถังแล้ว อีกแปดคนที่เหลือต่างก็หน้าซีดเผือด
เจียงเหอปินอาการหนักสุด หมอนั่นตกใจกลัวจนคืนร่างเดิมและทรุดฮวบลงไปนั่งเปลือยท่อนบนอยู่บนพื้น
"มันมาแล้ว สัตว์ประหลาดตัวนั้นมันมาแล้ว..."
"พวกเราตายแน่..."
คนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
แม้แต่เฉินข่ายเองก็ยังมีใบหน้าที่ซีดขาวไร้สีเลือด
ผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดชาวอินเดียทั้งสี่คนพยายามจะวิ่งหนี แต่รอบด้านกลับถูกล้อมรอบไปด้วยฝูงสิ่งลี้ลับที่จ้องเขม็งราวกับเสือหิว ปิดตายทางหนีทีไล่จนหมดสิ้น พวกเขาจึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความเจ็บใจและสิ้นหวัง รอคอยการตัดสินชะตากรรม
"พวกนาย..."
ซ่งไห่ถังรู้สึกประหลาดใจมาก
เธอไม่คิดเลยว่าแค่เสียงคำรามเพียงเสียงเดียว จะทำให้คนพวกนี้ขวัญผวาได้ถึงขนาดนี้
เจ้าของเสียงนั้นเป็นตัวตนระดับไหนกันแน่ ถึงได้น่าหวาดกลัวขนาดนี้
"ซ่งไห่ถัง ขอบใจมากนะที่ยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเรา"
จู่ๆ เฉินข่ายก็กระซิบเสียงแผ่ว "เดี๋ยวฉันจะช่วยคุ้มกันให้ เธอหาจังหวะหนีไปซะเถอะ เธอมีพลังจิตสูงส่ง บางทีอาจจะหนีรอดไปได้"
ซ่งไห่ถังขมวดคิ้วเรียวสวย ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจึงเอ่ยปากถาม "หมายถึงท่านเอิร์ลลินลีย์คนนั้นน่ะเหรอ"
สมกับเป็นเด็กเรียนหัวกะทิ ความจำดีเลิศจริงๆ ขนาดยังจำชื่อได้แม่นยำ
เฉินข่ายพยักหน้ารับแล้วอธิบายต่อ "ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเราเข้าไปในคฤหาสน์ท่านเอิร์ล พวกเราก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ตอนแรกทุกคนรวมหัวกันเตรียมจะหนีออกมาแล้ว พวกสัตว์ประหลาดกีกี้พวกนั้นก็ขวางพวกเราไม่อยู่หรอก..."
"แต่หลังจากนั้น ท่านเอิร์ลก็ปรากฏตัวขึ้น หมอนั่นแหละคือสัตว์ประหลาดของจริง"
"แค่เผชิญหน้ากันครั้งเดียว พวกเราทั้งสิบสองคนก็แพ้ราบคาบ"
"เมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์ประหลาดตัวนั้น พวกเราไม่มีพลังแม้แต่จะตอบโต้เลยสักนิด..."
เมื่อได้ยินแบบนั้น ซ่งไห่ถังก็ถึงกับอึ้งไปเลย
"เป็นไปได้ยังไง"
เธอไม่คาดคิดเลยว่าภายในเมืองแห่งนี้จะยังมีสัตว์ประหลาดที่ทรงพลังขนาดนี้ซ่อนตัวอยู่อีก
เมื่อกี้เฉินข่ายกับเจียงเหอปินก็เพิ่งจะโชว์ฝีมืออันแข็งแกร่งและฆ่าพวกสิ่งลี้ลับไปตั้งเยอะ
สี่คนจากอินเดียนั่นก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน
ยอดฝีมือตั้งมากมายรวมพลังกัน แต่กลับต้านทานการโจมตีของหมอนั่นได้ไม่ถึงหนึ่งกระบวนท่าเลยงั้นเหรอ
ซ่งไห่ถังกำลังจะอ้าปากถามต่อ แต่จู่ๆ เสียงควบม้าก็ดังแว่วมาแต่ไกล และค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ตึกกรับ ตึกกรับ...
ซ่งไห่ถังรีบเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงทันที
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคืออัศวินในชุดเกราะหนักกำลังควบม้าสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ พุ่งทะยานฝ่าความมืดแห่งค่ำคืนสีเลือดตรงเข้ามาหาพวกเขา
...