- หน้าแรก
- คริปโตเนียนคนสุดท้ายในโลกไร้ดวงอาทิตย์
- บทที่ 35 - ยอมช่วยหมายังดีกว่าช่วยพวกมัน
บทที่ 35 - ยอมช่วยหมายังดีกว่าช่วยพวกมัน
บทที่ 35 - ยอมช่วยหมายังดีกว่าช่วยพวกมัน
บทที่ 35 - ยอมช่วยหมายังดีกว่าช่วยพวกมัน
ภายใต้ค่ำคืนสีเลือด
ท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าจำนวนนับไม่ถ้วนดังขึ้น
ขบวนแห่ขนาดยาวเหยียดค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากใจกลางเมือง มุ่งหน้าไปทางประตูเมืองอย่างเป็นระเบียบ
ขบวนแห่นี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร น่าจะมีผู้เข้าร่วมนับพันคนได้ ทุกคนสวมเสื้อคลุมยาวสีแดงเหมือนกันหมด มีฮู้ดปีกกว้างคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าจนมิดชิด ดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศของค่ำคืนสีเลือดจนแทบจะแยกไม่ออก
ระหว่างที่เดิน พวกมันก็พร่ำสวดบทบูชายัญด้วยภาษาที่ฟังดูพิลึกพิลั่น
เพราะระยะทางที่ค่อนข้างไกล จ้าวเจิงจึงฟังไม่ออกว่าพวกมันกำลังสวดอะไรอยู่ ได้ยินแค่คำว่า เทพแห่งจันทราผู้ยิ่งใหญ่ จ้าวแห่งโลหิต ต้นไม้มารดาโลหิต หรือ ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง ดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ
ตรงกลางขบวนแห่มีกรงเหล็กขนาดใหญ่สามกรงวางอยู่บนเกวียนไม้ โดยมีเหล่าสิ่งลี้ลับช่วยกันเข็นมุ่งหน้าไปทางประตูเมือง
และภายในกรงเหล็กเหล่านั้นก็มีมนุษย์ถูกขังอยู่
กรงละสี่คน รวมทั้งหมดสิบสองคน
พวกเขาล้วนเป็นผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาผจญภัยในมิติวิญญาณแห่งนี้
แต่ตอนนี้ทุกคนกลับนอนกองกันอยู่บนพื้นกรง นิ่งสนิทไม่ไหวติง ไม่รู้ว่าแค่สลบไปหรือว่าตายไปแล้วกันแน่
ในเวลานี้
จ้าวเจิงและซ่งไห่ถังกำลังแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านรอยแยกของประตู
พอเห็นหน้าค่าตาของผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดในกรง จ้าวเจิงก็ถึงกับชะงัก
เพราะหนึ่งในกรงเหล็กเหล่านั้นมีเจียงเหอปินและเฉินข่ายรวมอยู่ด้วย
"ไห่ถัง นั่นพวกเพื่อนร่วมชั้นของเธอนี่" จ้าวเจิงกระซิบ
เดาว่าพวกผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้คงเป็นพวกที่แห่กันไปขออาศัยที่คฤหาสน์ท่านเอิร์ลแน่ๆ
ซ่งไห่ถังมีค่าสถานะพลังจิตน้อยกว่าจ้าวเจิงแค่ยี่สิบกว่าแต้มเท่านั้น เธอจึงมองเห็นกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นในกรงได้อย่างชัดเจนเช่นกัน
หญิงสาวขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากัน
อันที่จริงเธอไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอะไรกับเพื่อนร่วมชั้นกลุ่มนี้เลย แต่ยังไงซะก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้น ถ้าสามารถช่วยได้ เธอคงไม่ปล่อยให้พวกเขาตายต่อหน้าต่อตาแน่
แต่แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะไม่ทำให้ตัวเธอและจ้าวเจิงต้องตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
ถ้าจะให้เธอเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพื่อช่วยคนพวกนี้ล่ะก็ ฝันไปเถอะ
"ยังไม่รู้เลยว่าพวกเขารอดหรือตาย รอดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่า"
ซ่งไห่ถังพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จ้าวเจิงเผยยิ้มมุมปาก จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงรีบหันไปพูดกับหญิงสาว "ไห่ถัง ฉันจำได้ว่าตอนลงไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ชั้นล่าง ฉันเห็นเสื้อคลุมสีแดงแบบเดียวกันนี้แขวนอยู่ในห้องเก็บของหลังเคาน์เตอร์ด้วยนะ มีตั้งหลายชุดแหนะ"
ซ่งไห่ถังหัวไวอยู่แล้ว เธอจึงเข้าใจแผนการของจ้าวเจิงทันที
"นายหมายความว่า..." นัยน์ตาของหญิงสาวเปล่งประกาย "พวกเราจะปลอมตัวเป็นพวกมันแล้วแฝงตัวเข้าไปงั้นเหรอ"
"ใช่แล้ว"
ข้อเสนอนี้
โดนใจซ่งไห่ถังอย่างจัง
การแฝงตัวเข้าไปในดงของสิ่งลี้ลับอาจจะทำให้พวกเขาได้เบาะแสอะไรดีๆ กลับมาบ้างก็ได้
เมื่อตกลงกันได้แล้ว
ทั้งสองคนก็ย่องลงไปชั้นล่างอย่างเงียบกริบ เมื่อไปถึงห้องเก็บของหลังเคาน์เตอร์ พวกเขาก็พบชุดคลุมสีแดงพร้อมฮู้ดแขวนอยู่สามชุดจริงๆ
น่าจะเป็นของเถ้าแก่เนี้ยและลูกจ้างอีกสองคนนั่นแหละ
จ้าวเจิงกะขนาดด้วยสายตาคร่าวๆ ก่อนจะหยิบชุดที่เล็กที่สุดส่งให้ซ่งไห่ถัง ส่วนตัวเองก็หยิบชุดไซส์กลางมาใส่
ถึงแม้จะเป็นชุดไซส์กลาง แต่พอลองใส่ดูกลับรู้สึกคับนิดๆ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมหยิบชุดไซส์ใหญ่สุดมาใส่เด็ดขาด
ก็เพราะว่าในบรรดาสามคนนั้น ไอ้คนตัวใหญ่สุดก็คือไอ้หื่นกามนั่นไง
ส่วนชุดไซส์เล็กสุดก็ต้องเป็นของเถ้าแก่เนี้ยแน่นอน
แต่ถึงจะเป็นไซส์เล็กสุด รูปร่างของเถ้าแก่เนี้ยก็ยังอวบอั๋นกว่าซ่งไห่ถังอยู่ดี
พอซ่งไห่ถังสวมเสื้อคลุมตัวนี้เข้าไป มันก็เลยดูหลวมโคร่งไปหมด
พวกเขาสวมเสื้อคลุมสีแดงทับเสื้อผ้าชุดเดิม ดึงฮู้ดลงมาปิดบังใบหน้าจนมิดชิด ก่อนจะผลักบานประตูโรงเตี๊ยมออกไป
ตอนนั้นเอง ขบวนแห่ก็เดินผ่านมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมพอดี
สิ่งลี้ลับหลายตัวได้ยินเสียงเปิดประตูก็หันขวับมามอง แต่พอเห็นว่าทั้งสองคนสวมเสื้อคลุมแบบเดียวกัน พวกมันก็เลิกสนใจและหันกลับไปสวดภาวนาต่อตามเดิม
จ้าวเจิงและซ่งไห่ถังลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
จากนั้นทั้งสองก็เดินเนียนเข้าไปรวมในขบวนแห่ เลียนแบบท่าทางของพวกสิ่งลี้ลับ ก้มหน้างุด ประสานมือไว้ที่อก เดินไปบ่นพึมพำไป ทำตัวให้ดูเลื่อมใสศรัทธาสุดๆ
ถึงแม้ว่าฝีมือการแสดงของทั้งคู่จะเข้าขั้นห่วยแตก แต่โชคดีที่สิ่งลี้ลับรอบข้างกำลังอินจัดกับพิธีกรรมจนไม่ได้สนใจความผิดปกติของพวกเขาเลย
...
ผ่านไปสักพัก
ในที่สุดขบวนแห่ก็เดินทางมาถึงบริเวณประตูเมือง
ที่ตรงนั้นมีลานโล่งกว้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่
ตอนแรกจ้าวเจิงคิดว่าคงเป็นการออกแบบผังเมืองที่ผิดพลาด แต่ตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจว่าลานโล่งแห่งนี้ถูกสร้างมาเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชายัญของพวกสิ่งลี้ลับในเมืองต่างหาก
สิ่งลี้ลับทุกตัวไปยืนรวมกันเป็นรูปครึ่งวงกลมอยู่หน้าประตูเมือง
จ้าวเจิงและซ่งไห่ถังที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มสิ่งลี้ลับก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย ระยะห่างแค่นี้ทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นม่านหมอกที่ลอยตลบอบอวลอยู่ข้างนอกประตูเมืองได้อย่างชัดเจน
ตอนนี้ภายในม่านหมอกมีเงาตะคุ่มๆ เคลื่อนไหวไปมา พร้อมกับเสียงคำรามทุ้มต่ำที่ฟังสั่นประสาทดังออกมาไม่ขาดสาย
ราวกับว่าสัตว์ประหลาดข้างนอกรู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น พวกมันถึงได้ดูหิวกระหายและแทบจะอดใจรอไม่ไหว
แต่ถึงจะอยากลิ้มรสเนื้อสดๆ ขนาดไหน พวกมันก็ยังไม่กล้าก้าวข้ามม่านหมอกเข้ามาในเมืองอยู่ดี
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า
จ้าวเจิงและซ่งไห่ถังก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้พวกเขาแค่สันนิษฐานเอาเองว่าสัตว์ประหลาดในหมอกไม่สามารถเข้ามาในเมืองได้
แต่มันก็เป็นแค่การคาดเดา ยังไม่ได้รับการยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ เลยแอบหวั่นใจอยู่บ้าง
พอได้มาเห็นกับตาแบบนี้ ทั้งสองคนก็รู้สึกเบาใจขึ้นเยอะ
มุมปากของจ้าวเจิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างมั่นใจ
ตราบใดที่สัตว์ประหลาดข้างนอกเข้ามาไม่ได้ เขาก็คือพระเจ้าของที่นี่
หลังจากนี้ เขาคงพังเมืองนี้ได้พินาศย่อยยับสมใจอยากแน่
...
พิธีบูชายัญเริ่มขึ้นแล้ว
กรงเหล็กทั้งสามถูกพวกสิ่งลี้ลับร่างยักษ์เข็นออกไปวางเรียงหน้ากระดานอยู่ตรงประตูเมือง
จากนั้นก็มีสิ่งลี้ลับเดินหิ้วถังน้ำเข้ามาราดใส่ร่างของผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดหน้าใหม่ในกรง
ไม่สิ
นั่นไม่ใช่น้ำ แต่เป็นเลือดสีแดงสดที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งชวนอ้วกต่างหาก
พอได้กลิ่นคาวเลือด ซ่งไห่ถังก็รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบจะอาเจียนออกมา ผิดกับพวกสัตว์ประหลาดในหมอกที่ยิ่งคลุ้มคลั่งหนักกว่าเดิม
สัตว์ประหลาดบางตัวเริ่มพยายามจะทะลวงเข้ามาแล้ว
เดี๋ยวก็มีหนวดน่าเกลียดน่ากลัวโผล่ออกมาจากม่านหมอก เดี๋ยวก็มีกรงเล็บแหลมคมตวัดผ่านอากาศ
แต่ก็ทำได้แค่นั้นแหละ
เห็นได้ชัดว่าสัตว์ประหลาดพวกนี้ถูกจำกัดพื้นที่เอาไว้ ไม่สามารถเข้ามาได้จริงๆ
จังหวะนั้นเอง
เหมือนถูกกลิ่นคาวเลือดกระตุ้น เหล่าผู้คนที่สลบไสลอยู่ในกรงก็เริ่มทยอยกันลืมตาตื่น
พวกเขาไม่ได้ตาย แค่หมดสติไปเท่านั้น
เมื่อพบว่าตัวเองถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก แถมตามตัวยังเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวปริศนาที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง พวกขวัญอ่อนหลายคนก็สติแตกกระเจิงทันที แหกปากโวยวายลั่น บางคนก็ร้องไห้ฟูมฟายขอชีวิต บางคนก็ดิ้นรนสุดฤทธิ์เพื่อหาทางรอด
พวกสิ่งลี้ลับเห็นภาพนี้จนชินตาแล้ว
ทุกปีที่นำเหยื่อมาบูชายัญ พอตื่นขึ้นมาก็มีสภาพอนาถแบบนี้กันทุกคนแหละ
ในเมื่อเครื่องสังเวยฟื้นสติกันครบแล้ว ก็ได้เวลาส่งมอบ
พวกสิ่งลี้ลับเริ่มลงมือเข็นกรงเหล็กส่งเข้าไปในม่านหมอกทีละกรง
เมื่อเห็นฉากนี้ จ้าวเจิงก็นึกถึงคำศัพท์สุดโหดร้ายคำหนึ่งขึ้นมาทันที
บูชายัญทั้งเป็น
"จ้าวเจิง จะลงมือเลยไหม"
ซ่งไห่ถังกระซิบถามเสียงเครียด
ดูเหมือนความมีเมตตาในใจของหญิงสาวยังคงทำงานอยู่ เธอทนดูคนพวกนี้ถูกจับไปเป็นอาหารสัตว์ประหลาดไม่ได้ แม้ว่ากรงแรกที่กำลังจะถูกส่งไปให้สัตว์ประหลาดเขมือบจะไม่ใช่กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นของเธอก็ตาม
จ้าวเจิงกำลังจะพยักหน้าตกลง แต่หูของเขากลับแว่วเสียงด่าทอมาจากกรงที่กำลังจะถูกผลักเข้าไปในม่านหมอกซะก่อน
เจ้าของเสียงด่าเป็นชายหนุ่มผิวเหลือง แต่ขาสั้นไปหน่อย แถมยังพูดจาภาษาฟังไม่ได้ศัพท์ ดูยังไงก็ไม่ใช่คนประเทศเซี่ยแน่ๆ
จ้าวเจิงฟังไม่ออกหรอกว่าไอ้หมอนั่นมันด่าว่าอะไร
แต่มีอยู่คำหนึ่งที่เขาฟังออกชัดเจนแจ่มแจ้ง
นั่นก็คือคำว่า บากะยารอ
พอได้ยินภาษาคุ้นหูแบบนี้ สีหน้าของจ้าวเจิงก็ดุดันขึ้นมาทันที
ความตั้งใจที่จะออกไปช่วยเมื่อกี้มลายหายไปจนหมดสิ้น
ให้เขาไปช่วยหมายังดีกว่าให้ไปช่วยไอ้พวกยุ่นนี่
ต่อให้ที่นี่จะเป็นโลกคู่ขนาน เขาก็ไม่มีวันช่วยเด็ดขาด
"ใจเย็นก่อน"
จ้าวเจิงรั้งซ่งไห่ถังที่กำลังจะพุ่งออกไป พร้อมกับพูดว่า "ขอดูลาดเลาก่อนดีกว่า"
ใบหน้าสวยของซ่งไห่ถังเต็มไปด้วยความงุนงง
เธอมองออกว่าเมื่อกี้จ้าวเจิงกำลังจะตกลงให้ลงมือแท้ๆ แต่ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจกะทันหันล่ะ
แต่ด้วยความเชื่อใจในตัวจ้าวเจิง เธอจึงเลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้และไม่ถามอะไรต่อ