เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 เส้นทางเอาชีวิตรอด

บทที่ 2 เส้นทางเอาชีวิตรอด

บทที่ 2 เส้นทางเอาชีวิตรอด


บทที่ 2 เส้นทางเอาชีวิตรอด

เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังระรัวอยู่ในหัวของฟางเหยียน เริ่มจากข้อมูลทักษะจำนวนมหาศาลที่ไม่ใช่

ของเขาถูกถ่ายโอนเข้าสู่สมอง

ตามมาด้วยการเชื่อมต่อกับมิติเก็บของในห้วงอากาศที่เขาสัมผัสได้เพียงคนเดียว จากนั้นร่างกายที่เคยอ่อนแอซีดเซียวก็เริ่มเปล่งแสงจางๆ ออกมา

มวลกระดูกและกล้ามเนื้อถูกเสริมความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว!

จากคนที่แทบจะโดนลมพัดปลิวเมื่อครู่ จนตอนนี้ฟางเหยียนรู้สึกได้ถึงพละกำลังที่หลั่งไหลเข้ามา

ความรู้สึกอ่อนแรงค่อยๆ มลายหายไป ร่างกายเบาสบายขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อแสงสว่างจางลง

เสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง:

[มอบรางวัลเสร็จสิ้น]

[จะมอบรางวัลครั้งต่อไป เมื่อโฮสต์เอาชีวิตรอดครบหนึ่งเดือน]

หลังจากนั้นเสียงระบบก็เงียบหายไป ทิ้งไว้เพียงทักษะการทำอาหารขั้นเทพ ร่างกายที่แข็งแกร่งและมิติเก็บของที่ว่างเปล่า

ฟางเหยียนเคยอ่านนิยายแนวซื่อเหอหยวนมาหลายเรื่อง แต่เพิ่งเคยเห็นระบบแบบนี้เป็นครั้งแรก

เงื่อนไขเดียวของมันคือขอแค่ให้เขามีชีวิตรอดต่อไปได้ และการมอบรางวัลครั้งแรกนี้ก็ถือว่าใจป้ำมาก เพราะมันคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้

ทักษะการทำอาหารระดับปรมาจารย์ที่มีอยู่ในหัวตอนนี้ อย่าว่าแต่เจ้าเสี่ยวจู้เลย

ต่อให้เป็นเชฟใหญ่ประจำร้านเขาก็เอาชนะได้สบายๆ แถมร่างกายที่เคยขี้โรคยังได้รับการปรับปรุงให้แข็งแรง เพราะสุขภาพที่ดีคือต้นทุนสำคัญในการสร้างเนื้อสร้างตัว

ส่วนมิติเก็บของนั่นยิ่งเป็นไม้เด็ด มันคือเครื่องมือชั้นยอดที่จะช่วยให้เขาจัดการอะไรได้อีกเยอะ

เขามั่นใจว่าก่อนจะถึงการรับรางวัลครั้งหน้า เขาจะเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่นี้ให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

“พี่สาม พี่ลุกจากเตียงได้แล้วเหรอ?”

เสียงหนึ่งดึงสติฟางเหยียนกลับมา เขาหันไปมองเห็นเด็กหญิงตัวผอมเกร็ง ผมเผ้ายาวแห้งกรังยืนเบิกตากว้างมองเขาอยู่ที่หน้าประตูห้อง

เธอคือ "ฟางหนิง" น้องสาวคนที่สี่ ตลอดหลายวันที่เขาป่วยหนัก มีเพียงเธอที่คอยดูแล เพราะคนอื่นต่างก็มีภาระหน้าที่ของตัวเอง

ยุคสมัยนี้ชีวิตคนขึ้นอยู่กับโชคชะตา ถ้าป่วยก็ต้องทนเอา ใครไปหาหมอถือเป็นเรื่องแปลก อย่างมากก็แค่ต้มยาจีนกินตามมีตามเกิด ถ้าเจอโรคแรงๆ เข้าก็แทบจะรอวันตายอย่างเดียว

“อืม” ฟางเหยียนพยักหน้า ก่อนจะถามน้องสาวว่า “ในบ้านมีอะไรกินไหม?”

เมื่อร่างกายถูกเสริมแกร่ง การเผาผลาญก็สูงขึ้นตามไปด้วย หมั่นโถวครึ่งซีกเมื่อครู่หายวับไปจนท้องว่างเปล่าอีกรอบ

ฟางหนิงพยักหน้า “มีค่ะ!” เธอรีบวิ่งเข้าไปในครัว ครู่เดียวก็ยกชามข้าวต้มที่เห็นแต่เม็ดข้าวหรอมแหม่มออกมา “นี่ค่ะ แม่บอกให้เหลือไว้ให้พี่ตั้งแต่เมื่อคืน”

ฟางเหยียนรับชามมา สัมผัสได้ว่ามันยังอุ่นๆ อยู่ คงเพราะแม่เอาไปใส่ไว้ในหม้อน้ำร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิ

เขาซดข้าวต้มจนหมดชาม แล้วก็สังเกตเห็นฟางหนิงจ้องมองเขาตาละห้อยพลางเลียริมฝีปากด้วยความหิว

เด็กคนนี้ก็หิวเหมือนกัน... ฟางเหยียนมองชามที่เขาซดจนเกลี้ยงแล้วรู้สึกเก้อเขินขึ้นมาทันที

ตอนนี้ทั้งพี่ทั้งน้องต่างก็หิวโหย ฟางเหยียนตัดสินใจว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องทำให้อิ่มท้องก่อน

“เดี๋ยวพี่ทำอาหารเช้าเอง”

พูดจบเขาก็ตรงรี่ไปที่ครัวทันที จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เขาหาของในครัวได้ไม่ยาก เจอถ้วยกากหมูหนึ่งถ้วย มันฝรั่งอีกหนึ่งตะกร้าและผักกาดขาวดองอีกกองใหญ่

 

เช้านี้ทำแค่นี้ไปก่อนแล้วกัน วัตถุดิบจำกัดคงต้องแก้ขัดไปมื้อหนึ่ง

ฟางเหยียนเริ่มลงมือทันที ทักษะระดับปรมาจารย์ทำให้ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาปอกเปลือกมันฝรั่งอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเริ่มลงมีดสับ

“โต๊ะๆ ๆ ๆ ๆ...” เสียงมีดกระทบเขียงดังถี่รัวและสม่ำเสมอ

ท่าทางที่ทะมัดทะแมงทำเอาฟางหนิงที่ยืนดูอยู่ถึงกับอึ้ง

พี่สามของเธอเป็นเด็กฝึกงานในร้านอาหารก็จริง แต่ขนาดเสี่ยวจู้ได้คุมเตาแล้ว พี่ชายเธอก็ยังไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย เสี่ยวจู้ยังเคยล้อเลียนต่อหน้าคนเยอะๆ ว่าพี่ชายเธอไม่มีพรสวรรค์

แต่ตอนนี้ดูสิ... ฝีมือการใช้มีดนี้ช่างน่ามองนัก หรือว่าพอหายป่วยหนักแล้วสมองพี่สามจะเปิดโพล่งขึ้นมา?

ในขณะที่น้องสาวกำลังครุ่นคิด ฟางเหยียนก็หั่นทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย

เขาเดินไปที่เตา จุดไฟจนลุกโชน พอหม้อเริ่มร้อนเขาก็ใส่ตักน้ำมันหมูใส่ลงไปอย่างชำนาญ

 

“ฉ่า!” กลิ่นหอมของไขมันสัตว์โชยขึ้นมาเตะจมูก

ฟางเหยียนเทมันฝรั่งเส้นที่หั่นไว้เท่าๆ กันลงไปผัดด้วยไฟแรง ให้ความร้อนเคลือบเส้นมันฝรั่งจนเป็นเงางามและส่งกลิ่นหอมเย้ายวน

จากนั้นเขาก็คว้ากากหมูกำมือใหญ่ใส่ตามลงไป สะบัดตะหลิวผัดอย่างรวดเร็ว

เพียงชั่วครู่ มันฝรั่งผัดกากหมูก็เสร็จสมบูรณ์ ฟางเหยียนไม่ยอมเสียดายน้ำมันที่ติดก้นหมู

เขาเติมน้ำลงไปสองชาม ระหว่างรอน้ำเดือดก็ซอยผักกาดขาวดองครึ่งหัวเป็นเส้นๆ พอเข้าน้ำเดือดก็ใส่ลงไป ต้มจนได้ซุปผักกาดขาวที่มีละอองน้ำมันลอยหน้าดูน่ากิน

เขากับฟางหนิงได้ซุปคนละชามและเริ่มลงมือกินที่โต๊ะทันที

ฝีมือระดับปรมาจารย์นั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ขนาดอาหารพื้นบ้านธรรมดาๆ แบบนี้ ฟางเหยียนยังถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาไม่ยากจะเชื่อเลยว่าวัตถุดิบธรรมดาแค่นี้จะทำออกมาได้อร่อยขนาดนี้!

ส่วนฟางหนิงนั้นกินจนตาหยีด้วยความสุข

ฝีมือพี่สามยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว! มันฝรั่งที่เคลือบด้วยน้ำมันหมูจนเหลืองทองอร่าม กากหมูที่ทั้งหอมและกรอบ เมื่อกินคู่กับมันฝรั่งที่กรุบกรอบกำลังดี รสชาติของคาร์โบไฮเดรตและไขมันเต้นระบำอยู่ในปาก

ปลุกเซลล์ในร่างกายให้ตื่นตัวไปหมด

เธอนั่งดูพี่ชายทำทุกขั้นตอน ฟางเหยียนใช้เพียงเครื่องปรุงไม่กี่อย่าง แต่รสชาติที่ได้กลับต่างจากที่เคยทานมาลิบลับ มันคือความอร่อยที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

เธอหันไปบอกฟางเหยียนว่า: “พี่สาม พี่ออกไปตั้งแผงขายอาหารเถอะ ไม่ต้องไปเป็นเด็กฝึกงานที่ร้านนั่นแล้ว... แค่ฝีมือขนาดนี้ พี่ไม่ต้องกลัวว่าจะหาเงินไม่ได้เลย!”

ฟางเหยียนที่กำลังซดน้ำซุปอยู่ถึงกับชะงัก

จริงด้วยสิ! ยุคนี้ยังไม่มีความผิดฐานเก็งกำไรและกว้านซื้อ

การตั้งแผงลอยยังเป็นเรื่องที่ทำได้เสรี กว่านโยบายรัฐร่วมเอกชนจะเริ่มใช้ก็เดือนกันยายนปีนี้และกว่าจะประกาศใช้ทั่วประเทศก็ปี 1956

นั่นหมายความว่า ตอนนี้คือช่วงช่องว่างที่เขาจะสามารถกอบโกยเงินทองได้!

ด้วยฝีมือระดับนี้ ถ้าเขาหาเส้นทางของตัวเองได้ ชื่อเสียงและเงินทองคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

จบบทที่ บทที่ 2 เส้นทางเอาชีวิตรอด

คัดลอกลิงก์แล้ว