เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 องค์ฮ่องเต้ทรงพระพิโรธ

บทที่ 19 องค์ฮ่องเต้ทรงพระพิโรธ

บทที่ 19 องค์ฮ่องเต้ทรงพระพิโรธ 


บทที่ 19 องค์ฮ่องเต้ทรงพระพิโรธ

ปีที่ยี่สิบเอ็ดแห่งอาณาจักรจิ่ง ฉู่สวินอายุยี่สิบห้าปี

เมื่อไปเข้าร่วมงานเลี้ยงปราชญ์ท้องถิ่นที่ท่านนายอำเภอจัดขึ้น ก็ได้ทราบว่าสองปีมานี้ฝนตกหนักผิดปกติ แม่น้ำหลายสายจึงมีระดับน้ำเอ่อล้นจนน่าเป็นห่วง

ราชสำนักจึงจัดสรรงบประมาณให้กรมโยธาธิการดำเนินการสร้างเขื่อนหลายแห่งเพื่อป้องกันอุทกภัย

บริเวณใกล้เคียงหมู่บ้านซงกั่วไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ นับว่ายังโชคดีอยู่บ้าง

ฤดูร้อนของปีนี้ ปริมาณน้ำฝนมากจนถึงขั้นน่าตกตะลึง

ในที่สุดวันที่ฝนซาก็มาถึง ดวงอาทิตย์ที่ห่างหายไปนานโผล่พ้นเมฆออกมาให้เห็น ชาวบ้านต่างรีบพากันไปยังทุ่งนาเพื่อระบายน้ำออก ป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมขัง

ฉู่สวินไม่ได้ไป กลับนั่งยองๆ อยู่ที่หน้าประตู จ้องมองหญ้าไข่มุกวิญญาณที่อยู่ริมกำแพง

ดอกตูมเล็กๆ ดอกหนึ่ง ผุดออกมาจากใจกลางใบไม้ทั้งยี่สิบใบ

สีชมพูอ่อนระเรื่อแซมด้วยสีแดงสดเล็กน้อย ดูบอบบางยิ่งนัก

กาหลายสิบตัวเกาะอยู่บนชายคา ก้มหน้าลงมองอย่างสงสัยใคร่รู้

ชายเสื้อของฉู่สวินถูกดึง เขาหันไปมอง ก็เห็นเพียงเด็กชายตัวน้อยอายุสองขวบกว่าๆ ที่มัดผมแกละสองข้าง กำลังยื่นมือมาทางเขา

“ท่านอาสวิน อุ้ม!”

ฉู่สวินยิ้มพลางอุ้มเขาขึ้นมา ทำเหมือนคนรุ่นก่อน บีบดั้งจมูกของเด็กน้อยเบาๆ

ว่ากันว่าหากบีบเช่นนี้นานๆ จมูกจะโด่ง ทำให้หน้าตาดูดี

เด็กน้อยหัวเราะคิกคักพลางจับมือของเขา “ท่านอาสวิน ข้าอยากกินขนม”

จางอันซิ่ววิ่งเข้ามา เขกหน้าผากเขาเบาๆ “ท่านอาไม่ให้เจ้ากิน ก็เลยมาหาท่านอาสวินของเจ้าใช่หรือไม่? ไม่ได้ผลหรอก ใครมาก็ห้ามกิน!”

เด็กน้อยกุมหน้าผาก เบะปากอย่างน้อยใจ แล้วก็กอดคอฉู่สวิน กระซิบกระซาบว่า “ท่านอาใจร้ายนัก ท่านอาสวินอย่าแต่งกับนางเลย เปลี่ยนท่านอาให้ข้าคนใหม่ได้หรือไม่?”

จางอันซิ่วทั้งอายทั้งโมโห เจ้าเด็กบ้า พูดจาอะไรกัน!

ฉู่สวินไม่ถือสา ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่านอาเป็นห่วงว่าฟันที่เพิ่งขึ้นของเจ้าจะผุ ห้ามพูดจาเหลวไหล”

เด็กน้อยกระพริบตาปริบๆ ถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา “แล้วท่านจะแต่งกับท่านอาหรือไม่?”

คำถามนี้ ทำเอาจางอันซิ่วถึงกับหูร้อนผ่าว

ฉู่สวินก็มองดูเด็กน้อยผู้นี้ ชั่วขณะหนึ่งก็แยกไม่ออกว่าเขาเพียงพูดจาไร้เดียงสาตามประสาเด็ก หรือมีเจตนาแอบแฝง

หลินเฉี่ยวซีซึ่งเกล้าผมทรงสตรีที่แต่งงานแล้ว สวมเสื้อผ้าป่านธรรมดาทั้งชุด เดินเข้ามาแล้วกล่าวว่า “ฮวนเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาทกับท่านอาสวิน มาหามารดานี่มา”

เด็กน้อยกลับยิ่งกอดคอฉู่สวินแน่นขึ้น กล่าวอย่างไม่ยอมปล่อยว่า “ข้ายังอยากฟังท่านอาสวินเล่านิทานอยู่เลย”

ในขณะนั้น เด็กโตหลายคนก็เขย่งเท้าตะโกนอยู่ที่นอกลานบ้าน “เจ้าหัวโต ออกมาเล่นกัน!”

เด็กน้อยบุตรชายของจางซานชุนและหลินเฉี่ยวซี เกิดมาก็มีศีรษะใหญ่กว่าเด็กทั่วไป

หากใช้คำพูดของหมอดู นี่เรียกว่าหน้าผากเต็มอิ่ม ในอนาคตจะต้องเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมอย่างยิ่ง

แต่ในปากของเด็กๆ ในหมู่บ้าน กลับกลายเป็น เจ้าหัวโต เจ้าหัวโต ฝนตกไม่ต้องกังวล

จางอันซิ่วเท้าสะเอวตวาดว่า “ห้ามเรียกเขาว่าเจ้าหัวโตอีก ได้ยินหรือไม่!”

พวกเด็กๆ กลับไม่กลัวนางแม้แต่น้อย ฉีเอ้อร์เหมาซึ่งอายุแปดขวบครึ่งแล้ว ถึงกับหัวเราะเยาะจางอันซิ่ว “ท่านป้าอันซิ่ว เมื่อไหร่ท่านจะคลอดลูกชายอ้วนพีให้ท่านอาสวินสักคนเล่า? ถึงตอนนั้นพวกข้าจะพาเขาไปล้วงรังนก!”

สือโถวซึ่งอายุเก้าขวบที่อยู่ข้างๆ ตัวกำยำกว่าเขา ยื่นมือไปตบศีรษะฉีเอ้อร์เหมาฉาดหนึ่ง

“พูดจาเหลวไหลอะไร? ท่านป้าอันซิ่วจะคลอด อย่างน้อยก็ต้องสามคน! คนเดียวจะไปพออะไร?”

จางอันซิ่วทั้งอับอายทั้งโกรธ คว้าไม้กวาดวิ่งไล่ออกไป จนเด็กๆ กลุ่มหนึ่งร้องเสียงหลงวิ่งหนีกระเจิง

เด็กน้อยที่มีชื่อเล่นว่าฮวนเอ๋อร์ถึงได้ไถลตัวลงจากฉู่สวิน วิ่งตามออกไป “ท่านอา ท่านอา อย่าตีเลย ให้ข้าจัดการเอง!”

หลินเฉี่ยวซีเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เด็กคนนี้กับจางซานชุนผู้เป็นบิดาช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผู้เป็นพ่อทื่อเป็นท่อนไม้ แต่ลูกชายกลับซุกซนอย่างยิ่ง

มีจางอันซิ่วคอยดูแลอยู่ข้างนอก ก็ไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น

หลินเฉี่ยวซีมองไปทางฉู่สวิน กล่าวว่า “กำลังจะขอคำชี้แนะจากน้องสามีพอดี ครีมทามือที่ท่านบอกคราวก่อนทำเสร็จแล้ว แต่ไม่รู้เหตุใดจึงมีกลิ่นแปลกๆ ไม่มีกลิ่นหอมมากนัก”

จางซานชุนไม่ยอมให้นางลงนา นางจึงทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อยู่ที่บ้าน

ทว่าผิวพรรณที่ละเอียดอ่อน ไม่นานก็เกิดหนังด้านแข็งขึ้น

ฉู่สวินจึงสอนให้นางใช้น้ำมันหมูหรือไขผึ้งเป็นส่วนผสมพื้นฐาน หลังจากให้ความร้อนจนละลายแล้ว ก็เติมกลีบดอกกุ้ยฮวาและดอกมะลิที่ตำจนละเอียดกับน้ำผึ้งเล็กน้อยลงไป ทำเป็นครีมทามือ

ก่อนหน้านี้หลินเฉี่ยวซีก็เคยใช้ยาสำหรับทามือที่คล้ายกัน แต่ยุ่งยากมาก

ไม่เพียงแต่วัตถุดิบมีมากมาย ยังทำได้แค่พอกไว้เท่านั้น ทั้งยังมีราคาแพง

ครีมทามือที่ฉู่สวินคิดค้นขึ้นมานี้ สะดวกกว่ามาก

วัตถุดิบหาง่าย ต้นทุนก็ต่ำ

หากทำออกมาได้สำเร็จ ถึงตอนนั้นไม่เพียงแต่จะใช้เองได้ ยังสามารถนำไปขายได้อีกด้วย

พลางพูด หลินเฉี่ยวซียื่นก้อนวัตถุที่ห่อด้วยผ้าผืนหนึ่งมาให้

ฉู่สวินรับมาเปิดดู ก็มีกลิ่นฉุนกึกโชยเข้าจมูกมาทันที

หลังจากใช้เล็บขูดออกมาเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ฉู่สวินก็กล่าวว่า “อาจเป็นเพราะน้ำมันหมูโดนไอน้ำ หรือกลีบดอกไม้ยังตากไม่แห้งสนิท เมื่อโดนน้ำจึงเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดกลิ่นแปลกๆ ขึ้นมา”

หลินเฉี่ยวซีร้อง "อ๊ะ" ออกมาเบาๆ พลางเผยสีหน้ากระจ่างแจ้ง “อาจเป็นเพราะอ่างใบนั้นวางไว้ที่มุมห้อง จึงชื้นเกินไป น้องสามีมิใช่เคยกล่าวไว้หรือว่า ไอน้ำที่มองไม่เห็นจะลอยสูงขึ้นตามอุณหภูมิ?”

ตามกฎหมายของราชสำนัก ไม่อนุญาตให้ราษฎรทำการสอนตามอำเภอใจ

แต่หลักวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายนั้น

ดังนั้นฉู่สวินจึงมักจะเผยแพร่ความรู้พื้นฐานเป็นครั้งคราวในรูปแบบของการอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์

“หากวางไว้บนชั้นวางของนอกบ้าน จะดีขึ้นหรือไม่?” หลินเฉี่ยวซีถาม

“ขอเพียงไม่ถูกคนลักขโมยไป ไม่ถูกหนูแอบกิน ย่อมดีขึ้นเป็นธรรมดา” ฉู่สวินกล่าว

หลินเฉี่ยวซีพยักหน้า กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาว่าครอบครัวตระกูลใหญ่ที่แท้จริง ทุกวันจะใช้ผงถั่วขาวหนึ่งโต่ว ผสมกับรำข้าวหอม เปลือกไม้หอมชิงมู่เซียง กำยานกานซงเซียง ไม้จันทน์ขาว ชะมดเชียง และกานพลูอีกหลายสิบชนิด นำมาตำและร่อนให้ละเอียด ใช้สำหรับล้างมือและใบหน้า เรียกว่าผงถั่วอาบน้ำ สามารถทำให้ผิวขาวเนียนนุ่มน่ามองได้”

“ช่างยุ่งยากเสียจริง ครีมทามือนี้แม้จะล้ำค่าไม่เท่าสิ่งนั้น แต่กลับเหมาะกับชาวบ้านสามัญชนมากกว่า หากสามารถนำไปวางขายได้ทุกหนแห่ง จะต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างแน่นอน”

ฉู่สวินยิ้มแล้วกล่าวว่า “รอปีหน้าให้พวกเราสองบ้านร่วมกันเปิดร้าน ขายของคั่ว ขนมสายไหม และของกินเล่นอื่นๆ ควบคู่ไปกับครีมทามือนี้ ก็น่าจะทำเงินได้บ้าง”

หลินเฉี่ยวซีฟังแล้วก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย ในใจของนางย่อมรู้สึกสั่นไหว

เพียงแต่คนแซ่หลินที่เมืองผิงสุ่ย ไม่อนุญาตให้นางไป

อีกทั้งร้านค้าก็แพงถึงเพียงนั้น จะหาเงินที่ไหนมาซื้อได้

แม้จะตัดขาดจากครอบครัวเดิมมาหลายปี หลินเฉี่ยวซีก็มิได้รู้สึกเสียใจ

จางซานชุนดีต่อนางมาก ดีจนกระทั่งสตรีคนอื่นๆ ในหมู่บ้านมักจะนำมาเปรียบเทียบ แล้วด่าทอสามีของตนเองเสียจนไม่มีชิ้นดี

“ดูสิจางซานชุนเขาสิ ไม่ยอมให้เมียทำงานอะไรเลย แต่เจ้าสิ! ข้าทั้งยกน้ำชาให้เจ้า ซักผ้าทำกับข้าว ทำนาเลี้ยงลูก เจ้ายังจะมาว่าข้าเอวหนาอีก!”

หลินเฉี่ยวซีได้ยินจากปากผู้อื่นว่ามารดาของนางคิดถึงนางมากจนต้องชะล้างใบหน้าด้วยน้ำตาอยู่เสมอ ก็อดที่จะปวดใจไม่ได้

คำโบราณว่าไว้ ความกตัญญูเป็นคุณธรรมอันดับแรก แต่ตนกลับไม่สามารถปรนนิบัติรับใช้ได้

ทุกครั้งที่นึกถึง ในใจก็พลอยเศร้าหมอง

นางไม่เข้าใจ บ้านก็มีความเป็นอยู่ที่ดีอยู่แล้ว เหตุใดบิดาถึงยังต้องยึดติดกับสิ่งต่างๆ ให้มากขึ้นไปอีก

ถึงขนาดที่ว่าเพื่อชื่อเสียงลาภยศเหล่านี้ ยอมให้นางแต่งงานกับคนโง่จริงๆ คนหนึ่ง

ใครๆ ก็ว่าจางซานชุนโง่ แต่คนที่รู้จักสนิทสนมกันดีย่อมรู้แก่ใจว่า เขาเพียงแค่ซื่อตรงเกินไปเท่านั้น

ฉู่สวินเห็นว่านางอารมณ์ไม่ดี จึงปลอบว่า “พี่สะใภ้ อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย รออีกสักหลายปี ให้ท่านลุงคิดได้ บางทีอาจจะดีขึ้น”

หลินเฉี่ยวซีหัวเราะอย่างขมขื่น ผู้ใหญ่รักหน้าตา ต่อให้คิดได้ ก็หาใช่ว่าจะยอมเอ่ยปาก

“ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว” หลินเฉี่ยวซีส่ายหน้า แล้วถามว่า “ชาวบ้านพากันไปที่นาเพื่อระบายน้ำ น้องสามีไม่ต้องไปหรือ?”

ฉู่สวินยิ้มเล็กน้อย “มิต้อง”

หลินเฉี่ยวซีไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่จากการคบหากันมาหลายปี นางรู้ว่าฉู่สวินฉลาดมาก ไม่ใช่คนธรรมดา

ในเมื่อเขาบอกว่าไม่ต้อง ก็คงจะไม่ต้องจริงๆ

เมืองหลวงที่อยู่ห่างออกไปนับพันลี้

ม้าเร็วสิบกว่าตัว ผลัดเปลี่ยนกันควบตะบึงเข้าสู่เมือง

เสียงตะโกนของทหารม้าดังขึ้นไม่ขาดสาย “หลีกทาง! ราชการด่วน! หลีกทาง!”

แม้จะชนแผงลอยจนล้มคว่ำ หรือทำให้คุณนางตื่นตกใจ เสียงกีบม้าก็ไม่เคยแผ่วลง

ครึ่งชั่วยามให้หลัง รายงานด่วนก็ถูกส่งเข้าไปในพระราชวัง

ผ่านไปอีกครึ่งก้านธูป เสียงด่าทอที่เปี่ยมด้วยอำนาจและความเกรี้ยวกราดก็ดังออกมาจากห้องทรงพระอักษร

“เพียงชั่วข้ามคืน เขื่อนกั้นแม่น้ำพังทลายถึงสิบสามแห่ง! เงินของเจิ้น ถูกโยนทิ้งลงน้ำไปหมดแล้วรึ!”

“สืบสวน! ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากสืบพบว่ามีการยักยอกเงิน จนเป็นเหตุให้น้ำท่วมใหญ่ ราษฎรนับล้านต้องประสบภัยพิบัติ เจิ้นจะประหารมันเก้าชั่วโคตร!”

จบบทที่ บทที่ 19 องค์ฮ่องเต้ทรงพระพิโรธ

คัดลอกลิงก์แล้ว