- หน้าแรก
- เตาหลอมมรรคา กลืนโลหิตสยบสวรรค์
- บทที่ 8 - ทะลวงค่ายเป็นคนแรก
บทที่ 8 - ทะลวงค่ายเป็นคนแรก
บทที่ 8 - ทะลวงค่ายเป็นคนแรก
บทที่ 8 - ทะลวงค่ายเป็นคนแรก
ฉู่เจวี๋ยสวมชุดเกราะเหล็กกล้า มือถือดาบยาว คราบเลือดบนใบหน้าไม่ได้ทำให้เขาดูหมองลงเลย กลับยิ่งเพิ่มความห้าวหาญและเด็ดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก
ความรู้สึกตอนที่ปีนขึ้นมาจากหลุมดินและได้เห็นแสงสว่างอีกครั้งทำให้เขาแอบมึนงงเล็กน้อย
ค่ายนักโทษประหารไม่ใช่ที่สำหรับมนุษย์จริงๆ นั่นแหละ
ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวของหลัวเหยียนดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อเห็นเขา นายกองหนุ่มพยักหน้าให้เบาๆ โดยแทบจะไม่มีใครสังเกตเห็น
วันนี้นายกองสวมชุดเกราะสีเขียวเข้มสลักลายอัสนี ด้านหลังของเขามีทหารที่แผ่รังสีอำมหิตยืนนิ่งเงียบอย่างสง่างาม ทหารบางคนแอบแปลกใจที่เห็นนายกองผู้เย็นชาปฏิบัติกับนักโทษประหารคนหนึ่งแตกต่างออกไป
ใจของฉู่เจวี๋ยกระตุกวูบ เขากุมดาบแล้วค้อมหัวรับการทักทาย
จากนั้นเขาก็รีบกลมกลืนเข้าไปในฝูงนักโทษประหาร เก็บซ่อนความโดดเด่นของตัวเองเอาไว้
การทำตัวเด่นในสนามรบไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
หลัวเหยียนกวาดสายตาเย็นชาไปที่กลุ่มนักโทษประหารที่ยืนกันสะเปะสะปะ นอกจากคนที่มีอาวุธและชุดเกราะประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ที่เหลือก็มามือเปล่า โอกาสรอดชีวิตเพียงอย่างเดียวของพวกเขาก็คือต้องวิ่ง วิ่งบุกไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต!
"เมื่อวันก่อน พวกอนารยชนแดนเหนือลอบโจมตีเมืองเหลียงซานและเข่นฆ่าผู้คนไปมากมาย วันนี้ทหารต้าเซี่ยอย่างพวกเราจะไปทวงแค้น เลือดต้องล้างด้วยเลือด!"
"ภารกิจนี้กองพันวายุคลั่งของเราจะเป็นคนจัดการ ส่วนพวกแกคือหน่วยที่สามสังกัดสิบกองทะลวงของกองพันวายุคลั่ง! ข้ามีอำนาจเด็ดขาดในการให้รางวัลและลงโทษพวกแก!"
"ข้ามีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียวคือ เดินหน้าเท่านั้น ห้ามถอยเด็ดขาด!"
หลัวเหยียนตวาดลั่น รังสีอำมหิตพุ่งทะลุฟ้า ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังคำราม
ฉู่เจวี๋ยคิดทบทวนในใจ
"ในต้าเซี่ย หนึ่งกองพันมีทหารห้าพันคน ผู้บัญชาการสูงสุดคือผู้บังคับกองพัน ส่วนหนึ่งหน่วยมีทหารห้าร้อยคน ควบคุมโดยนายกอง ถ้าเป็นแบบนี้ นี่ก็เป็นแค่สงครามขนาดย่อมสินะ!"
ข้อมูลนี้สำคัญมาก
ถ้าเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่มีทหารนับแสนคน ด้วยพลังยุทธ์แค่ระดับหลอมเส้นเอ็นของเขา การจะรอดชีวิตไปได้ก็คงต้องพึ่งพาสวรรค์เมตตาแล้ว
แต่ถ้าเป็นสงครามขนาดย่อมแบบนี้ ก็ถือว่าโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
ทหารทั้งสองฝั่งรวมกันอาจจะแค่หมื่นกว่าคน คงไม่มีจอมยุทธ์ระดับพระกาฬโผล่มาหรอก
"แต่ถึงอย่างนั้น ที่ชายแดนเหนือก็มีสี่ด่านใหญ่คอยป้องกัน สงครามขนาดใหญ่ระดับนั้นแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่สงครามขนาดย่อยแบบนี้นี่แหละ" ท่านพ่อของเขาเติบโตมาจากกองทัพ ฉู่เจวี๋ยจึงซึมซับและคุ้นเคยกับข้อมูลทางการทหารมาตั้งแต่เด็ก
ด่านทั้งสี่แห่งชายแดนเหนือ ได้แก่ ด่านพิทักษ์อุดร ด่านหมาป่าสวรรค์ ด่านปรโลก และด่านประตูสวรรค์ เป็นปราการเหล็กที่ปกป้องดินแดนต้าเซี่ยเอาไว้อย่างแน่นหนา กดทับจนพวกแดนเหนือแทบจะหายใจไม่ออก
และกองทัพวายุอัสนีก็ประจำการอยู่ที่ด่านปรโลกแห่งนี้นี่เอง
ที่นี่คือจุดที่มีการปะทะกันบ่อยที่สุดในบรรดาสี่ด่าน เปรียบเสมือนดินแดนแห่งความตาย มันคือเครื่องบดเนื้อขนานแท้ ถึงได้ถูกขนานนามว่าด่านปรโลก
"พวกข้าน้อยจะรับปฏิบัติตามคำสั่งของใต้เท้าขอรับ!" นักโทษประหารตะโกนสุดเสียง
พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น
การเดินหน้าต่อไปคือหนทางเดียวที่จะมีชีวิตรอด
"ออกเดินทาง!"
นักโทษประหารหลายร้อยคนวิ่งเหยาะๆ ออกจากค่าย ภายใต้สายตากดดันของทหารห้าร้อยนาย
ไม่นานนัก
ฉู่เจวี๋ยก็มองเห็นหน่วยอื่นๆ อีกเก้าหน่วย
กองกำลังแต่ละกองจัดทัพเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ รังสีอำมหิตพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทหารห้าพันคนของกองพันเมื่อมารวมตัวกันก็ดูมืดฟ้ามัวดิน แผ่กลิ่นอายความดุดันจนน่าขนลุก นักโทษประหารหลายคนหน้าซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หลัวเหยียนเดินเข้าไปหาบุคคลสำคัญที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดด้วยท่าทีนอบน้อม และรายงานบางอย่างกับชายที่ขี่ม้ามีเขาคนนั้น
ฉู่เจวี๋ยรู้ทันทีว่า นั่นต้องเป็นผู้บังคับกองพันวายุคลั่งและเหล่านายกองพันอย่างแน่นอน
หนึ่งกองพันมีทหารห้าพันคน มีผู้บังคับกองพันหนึ่งคน นายกองพันห้าคน ถัดลงมาก็เป็นนายกอง นายร้อย หัวหน้าหมวด หัวหน้าหมู่ และหัวหน้าหมู่ย่อย ด้วยระบบสายการบังคับบัญชาที่ลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ แบบนี้ ทำให้กองทัพต้าเซี่ยสามารถระเบิดประสิทธิภาพและพลังรบที่น่าสะพรึงกลัวออกมาได้
ผู้บังคับกองพันบนหลังม้ามีเขาปรายตามองมาทางนี้ ฉู่เจวี๋ยรู้สึกสะดุ้งเฮือก ราวกับถูกสัตว์ร้ายในตำนานจ้องมอง เขาจึงรีบก้มหน้าลงทันที
คนที่คู่ควรกับตำแหน่งผู้บังคับกองพัน จะต้องก้าวเข้าสู่ขุมพลังกายาขั้นที่เก้า 'ระดับคชสารคลั่ง' เป็นอย่างน้อย!
"ฆ่าพวกเป่ยตี๋!" ผู้บังคับกองพันคำรามเสียงต่ำ
ทันใดนั้นเสียงตะโกนตอบรับก็ดังกึกก้องราวกับภูเขาถล่ม
"ฆ่าพวกเป่ยตี๋!!!"
ตึง! ตึง! ตึง!
เหล่าทหารเริ่มเคลื่อนทัพ เสียงฝีเท้าดังกึกก้องราวกับแผ่นดินไหว แผ่นดินสั่นสะเทือนเบาๆ พวกนักโทษประหารที่ถูกทหารหน่วยที่สามจ้องมองอยู่ด้านหลังก็ต้องสับเท้าวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไป
เริ่มมีนักโทษประหารที่หมดแรงและร่วงไปอยู่รั้งท้าย แต่ไม่นานก็มีลูกธนูบินแหวกอากาศมาจากไหนก็ไม่รู้ ปลิดชีพพวกเขาทันที
ภาพนั้นทำให้นักโทษประหารที่เหลืออกสั่นขวัญหาย ต้องรีดเร้นพลังแฝงออกมาวิ่งต่อ
โชคดีที่การเดินทัพแบบนี้ถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับฉู่เจวี๋ย เขายังมีแรงเหลือพอที่จะเพ่งจิตจำลองภาพดวงอาทิตย์ยักษ์เพื่อขัดเกลากระดูกและเส้นเอ็นไปด้วยซ้ำ
แต่ทว่า
จุดจบของคนที่รั้งท้ายก็ทำให้เขารู้สึกถูกบีบคั้นมากขึ้น
"ฉันต้องหาทางหลุดพ้นจากสถานะนักโทษประหารให้เร็วที่สุด!"
ในสายตาของทหารต้าเซี่ย นักโทษประหารก็คือพวกที่ทำผิดกฎหมายร้ายแรงจนต้องโทษประหาร การฆ่าทิ้งจึงไม่ต้องตะขิดตะขวงใจอะไรเลย
ตะวันโด่งขึ้นฟ้า
ในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นเมืองเหลียงซานอยู่ลิบๆ
อากาศรอบๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด แววตาของฉู่เจวี๋ยแข็งกร้าวขึ้นเมื่อเห็นภาพสยดสยองเบื้องหน้า หัวของชาวบ้านต้าเซี่ยถูกตัดมาสุมกองเป็นภูเขาเลากา ดวงตาที่เบิกโพลงเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและสับสน ในกองนั้นมีแม้กระทั่งหัวของเด็กน้อยไร้เดียงสาด้วย
ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านขึ้นมาเต็มอก
ความโหดร้ายของพวกอนารยชนแดนเหนือไม่ใช่ความลับอะไร แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง มันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้เลือดขึ้นหน้า
"ไอ้พวกเดรัจฉาน สมควรตาย!" ฉู่เจวี๋ยกำดาบแน่น
ทหารกองพันวายุคลั่งทุกคนดวงตาแดงก่ำไปด้วยจิตสังหาร แทบจะรอไม่ไหวที่จะบุกเข้าไปสับพวกอนารยชนแดนเหนือให้เป็นชิ้นๆ
"ปู๊น!!!" เสียงแตรบุกโจมตีดังกังวานปลุกใจ
ตอนนี้นักโทษประหารทุกคนถูกจัดให้อยู่แถวหน้าสุด มีสายตาหลายคู่คอยจับตามองอยู่ด้านหลัง ถ้าใครกล้าถอยหลังกลับไปแม้แต่ก้าวเดียว ลูกธนูจะพุ่งมาเสียบทะลุร่างทันที
"บุก!!" สิ้นเสียงคำรามของหลัวเหยียน นักโทษประหารทุกคนก็สะดุ้งเฮือก พากันวิ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
ขอแค่บุกฝ่าแนวกำแพงหินข้างหน้าไปได้ พวกเขาก็จะรอด!
"ฆ่ามัน!!"
"ลุยยยย!!"
นักโทษประหารทุกคนบ้าคลั่งไปแล้ว พวกเขาวิ่งเข้าใส่ศัตรูด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
วินาทีต่อมา
หลังกำแพงหินเบื้องหน้า ลูกธนูนับไม่ถ้วนก็ถูกยิงทะยานขึ้นฟ้า ก่อนจะร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝน เสียงแหวกอากาศดังฟึ่บฟั่บราวกับเคียวของยมทูต
เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว
นักโทษประหารมือเปล่าจะไปมีปัญญาต้านทานห่าฝนลูกธนูแบบนี้ได้ยังไง คนข้างๆ ทยอยล้มลงไปทีละคนๆ ส่วนคนที่เหลือก็ทำได้แค่วิ่งก้มหน้าฝ่าไปเท่านั้น
โชคดีที่
ทหารกองพันวายุคลั่งไม่ได้ปล่อยให้นักโทษประหารไปตายเปล่าๆ พวกเขาวิ่งตามมาติดๆ และระดมยิงธนูกดดันศัตรู เพื่อลดภาระให้นักโทษประหารแนวหน้า
เตาหลอมมรรคาในหัวของฉู่เจวี๋ยสั่นสะเทือน พลังแก่นโลหิตสายเล็กๆ ไหลซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ประสาทสัมผัสและสติปัญญาของเขาพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด การรับรู้สถานการณ์รอบตัวของเขาล้ำลึกอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจะเคลื่อนไหวช้าลงไปหมด เขามองเห็นแม้กระทั่งวิถีของลูกธนูที่กำลังพุ่งลงมา
กล้ามเนื้อขาหดเกร็งและคลายตัว เส้นเอ็นส่งเสียงตึงตัง เขาสับเท้าหลบห่าฝนลูกธนูด้วยความเร็วสูงปรี๊ด ดอกไหนหลบไม่พ้นจริงๆ เขาก็ใช้ดาบฟันปัดทิ้งไป
เสียงร้องโหยหวนของนักโทษรอบกายไม่สามารถสั่นคลอนสมาธิของเขาได้เลย
"แปดสิบจั้ง!" (1 จั้ง = 3.33 เมตร)
"หกสิบจั้ง!"
"สามสิบจั้ง!"
...
ยิ่งเข้าใกล้แนวกำแพงหินมากเท่าไหร่ จิตสังหารในแววตาของฉู่เจวี๋ยก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น เขากระโดดฟันลูกธนูที่พุ่งเข้ามาด้วยความแรงทิ้งไป ก่อนจะตวัดสายตาดุดันไปมองทหารแดนเหนือที่เป็นคนยิงมันมา
"แกตายแน่!"
ความแน่วแน่ที่ส่งผ่านสายตานั้นทำเอาทหารแดนเหนือถึงกับเสียวสันหลังวาบ
แม้ฉู่เจวี๋ยจะพยายามทำตัวไม่ให้เด่น แต่การเป็นนักโทษประหารแนวหน้าที่บุกทะลวงไปได้ไกลขนาดนี้ ก็ย่อมสะดุดตาทหารแดนเหนือบางคนเข้าจนได้
ลูกธนูสี่ห้าดอกพุ่งแหวกอากาศเข้ามาปิดล้อมเขาทุกทิศทาง
ม่านตาของฉู่เจวี๋ยหดแคบลง กำลังจะขยับตัวหลบ แต่จู่ๆ ร่างที่ใหญ่โตราวกับหอคอยเหล็กก็ถือดาบพุ่งพรวดเข้ามา มันแผดเสียงคำรามลั่น ฟันลูกธนูเกือบทั้งหมดทิ้งไป ส่วนลูกสุดท้ายที่เหลือมันก็ใช้รักแร้หนีบเอาไว้ได้ทัน
"เรื่องเมื่อวานถือว่าหายกัน ข้าไม่ติดค้างอะไรเจ้าแล้ว!" หมีเถื่อนคำรามเสียงต่ำ มันแหงนหน้าแผดเสียงร้องลั่นราวกับหมีภูเขาที่กำลังคลุ้มคลั่ง ดึงดูดความสนใจของทหารแดนเหนือคนอื่นๆ ไปหมด
ฉู่เจวี๋ยปรายตามองมัน ก่อนจะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว อาศัยจังหวะที่ลูกธนูขาดช่วงนี้พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงสุด
ร่างกายที่ปราดเปรียวราวกับมังกรสวรรค์เหยียบโขดหินกระโดดขึ้นไปบนอากาศ
ดาบเหล็กกล้าในมือส่องประกายเย็นเยียบราวกับจันทร์เสี้ยว เขาตวัดดาบฟันลงมาเพียงครั้งเดียว หัวของทหารแดนเหนือก็กระเด็นหลุดจากบ่าลอยละลิ่วไปในอากาศ
ฉู่เจวี๋ยคือคนแรกที่ปีนขึ้นไปบนแนวกำแพงหินได้สำเร็จ จิตสังหารของเขาพุ่งทะลุขีดสุด
"ฆ่ามัน!!!"
ทหารที่เป็นผู้เบิกทัพทะลวงค่ายคนแรก ย่อมปลุกขวัญกำลังใจให้กองทัพได้อย่างมหาศาล
ขวัญกำลังใจของกองพันวายุคลั่งพุ่งปรี๊ด พวกเขามองเด็กหนุ่มถือดาบด้วยความตกตะลึงปนชื่นชม พร้อมกับแผดเสียงคำรามกึกก้องจนฟ้าสะเทือนดินสะท้าน
"ฆ่า!!!"
[จบแล้ว]