- หน้าแรก
- โลกวิปลาสข้ากลืนกินได้ไม่สิ้นสุด
- บทที่ 29: ความรู้พื้นฐานทั่วไป
บทที่ 29: ความรู้พื้นฐานทั่วไป
บทที่ 29: ความรู้พื้นฐานทั่วไป
บทที่ 29: ความรู้พื้นฐานทั่วไป
จงโม่ตกใจจนเกือบทำตะเกียบหลุดมือ "จะเป็นไปได้ยังไง? ทำไมนายถึงสงสัยว่าเถ้าแก่พีเป็นผู้มีพลังพิเศษล่ะ?"
เย่ว์สือตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นธรรมชาติ "ก็มันไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันฟันธงว่าอีกฝ่ายเป็นสิ่งวิปลาสนี่ ฉันก็ต้องสงสัยไว้ก่อนสิ"
จงโม่ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ โดนเบรกหัวทิ่มแบบนี้ เขาเลยเลิกเซ้าซี้ถามต่อว่าเย่ว์สือจะจัดการกับข้อมูลของเถ้าแก่พียังไง
เมื่อรู้ถึงการมีอยู่ของเถ้าแก่พี และรู้ว่ามันโปรดปรานการสะสมหนังมนุษย์สวยๆ จงโม่ก็ตระหนักได้ทันทีว่าเขาต้องระแวดระวังคนรอบข้างให้มากขึ้น และต้องเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อยๆ เงียบลง จงโม่และเย่ว์สือไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรกัน นอกจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแล้ว พวกเขาก็ไม่มีเรื่องสัพเพเหระอะไรให้คุยกันเลย
เย่ว์สือกินดื่มต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่จงโม่กลับรู้สึกอึดอัดขึ้นมาตงิดๆ จนทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ "พลังของนายน่าจะใกล้ทะลวงเข้าสู่ระดับ 2 แล้วใช่ไหม?"
"ระดับ 2?" เย่ว์สือชะงักไปนิด "ฉันไม่ค่อยแม่นเรื่องการแบ่งระดับพลังของผู้มีพลังพิเศษสักเท่าไหร่ แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าสภาพของฉันตอนนี้มันนับเป็นระดับ 2 ได้หรือยัง"
"เรื่องแค่นี้นายยังไม่รู้อีกเหรอ? ดูยังไงนายก็ไม่เหมือนพวกมือใหม่ที่เพิ่งปลุกพลังได้เลยนะ!" จงโม่ประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
เย่ว์สือเพียงแค่ยิ้มบางๆ หลังจากหนีตายออกมาจากห้องทดลองหมายเลขศูนย์ เขาก็ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในเขตโกลาหลนอกเมืองมาตลอด ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่ดีนัก มันเต็มไปด้วยการหลอกลวง การทรยศหักหลัง การนองเลือด และการกดขี่ข่มเหง ไม่มีใครใจบุญสุนทานมานั่งสอนความรู้พื้นฐานให้ผู้มีพลังพิเศษหน้าใหม่หรอก สู้จับมัดแล้วเอาไปชั่งกิโลขายตอนที่ยังไม่ปีกกล้าขาแข็งไม่ดีกว่าหรือไง!
และต่อให้มีใครเสนอตัวสอน เย่ว์สือก็ไม่มีทางเชื่อง่ายๆ อยู่แล้ว ก่อนจะย่างกรายเข้ามาในเมืองอำพัน ความรู้ความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับผู้มีพลังพิเศษและสิ่งวิปลาส ล้วนได้มาจากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง และการนำข้อมูลที่รีดเค้นมาจากปากคนนู้นคนนี้มาปะติดปะต่อกันทั้งสิ้น
แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องเอาอดีตอันขมขื่นมาแบหลาเรียกคะแนนสงสาร เขาแค่ตอบเรียบๆ "ก็ไม่ได้มืดบอดซะทีเดียว รู้แค่ว่าผู้มีพลังพิเศษแบ่งเป็นระดับ 1 ถึง 5 ส่วนสิ่งวิปลาสก็จัดระดับความอันตรายตั้งแต่ D ถึง S แค่ไม่รู้เกณฑ์การชี้วัดที่ชัดเจนก็เท่านั้น"
พูดถึงตรงนี้ จงโม่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาทำหน้าตาตื่นเต้นและโน้มตัวเข้ามาใกล้ คล้ายจะกระซิบกระซาบเรื่องซุบซิบวงในให้เย่ว์สือฟัง
"นายรู้ไหม ได้ยินมาว่าเมื่อหลายปีก่อน สำนักงานสืบสวนเคยใช้ระบบจัดเกรดพรสวรรค์ของผู้มีพลังพิเศษด้วยนะ โดยแบ่งเป็นระดับ D ถึง S อิงตามความแข็งแกร่ง มูลค่าทางยุทธวิธี และศักยภาพในการพัฒนาของพลังพิเศษ เอาไปเทียบสเกลเดียวกับระดับความอันตรายของสิ่งวิปลาสเลยล่ะ"
"แต่น่าเสียดาย ระบบนี้ถูกใช้งานได้แค่แป๊บเดียวก็โดนพับเก็บไป ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เลิกแบ่งแยกความถูกแพงของพรสวรรค์ผู้มีพลังพิเศษ หันมาใช้วิธีแบ่งระดับพลังแบบสากลแทน"
"นายลองทายดูสิ ว่าทำไมสำนักงานสืบสวนถึงยกเลิกระบบนี้?"
เย่ว์สือหรี่ตาลงเล็กน้อย "จะมีเหตุผลอะไรอีกล่ะ? ก็คงสร้างผลเสียมากกว่าผลดีน่ะสิ?"
จงโม่ตบฉาดเข้าที่ต้นขา "ถูกต้อง!"
"การจัดเกรดพรสวรรค์มันมีอคติส่วนตัวเข้ามาเจือปนเยอะเกินไป เพราะเกณฑ์ทั้งหมดมนุษย์เป็นคนกำหนดขึ้นมาเอง"
"พลังบางอย่างมีพลังทำลายล้างสูงลิ่ว ในขณะที่พลังบางอย่างเน้นไปที่สายซัพพอร์ตหรือสายฟังก์ชั่น ซึ่งมันเทียบกันไม่ได้เลยกับพวกสายโจมตีจ๋า พลังพิเศษมันมีหลากหลายและพิสดารพันลึกเกินกว่าจะเอามาตรฐานเดียวมาตีกรอบประเมินได้ การตัดสินและจัดอันดับโดยมองแค่พลังโจมตีอย่างเดียว มันเป็นการกระทำที่งี่เง่าสุดๆ"
"และที่สำคัญที่สุด... ประสิทธิภาพในการต่อสู้จริงของผู้มีพลังพิเศษ มันขึ้นอยู่กับทักษะความสามารถและกึ๋นของแต่ละคนล้วนๆ!"
"พวกไก่อ่อนบางคน ต่อให้ปลุกพลังระดับท็อปเทียร์ขึ้นมาได้ แต่ถ้าใช้ไม่เป็น พลิกแพลงไม่ได้ สุดท้ายก็กระจอกอยู่ดี ในขณะที่พวกหัวกะทิ สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของพลังออกมาได้ ต่อให้เป็นแค่พลังกากๆ พอไปอยู่ในมือพวกนี้ก็กลายเป็นอาวุธร้ายกาจได้เหมือนกัน"
"เรื่องแบบนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ผู้มีพลังระดับ C หรือ B ลอบฆ่าผู้มีพลังระดับ A หรือแม้แต่ระดับ S ได้อยู่บ่อยครั้ง การไปขีดเส้นแบ่งชนชั้นให้ผู้มีพลังพิเศษตั้งแต่เนิ่นๆ มันสร้างอคติและความแตกแยกโดยใช่เหตุ ทำให้คนพวกนี้กัดกันเองเพื่อแย่งชิงอันดับ และเพิ่มอัตราการสูญเสียบุคลากรจากการฆ่าฟันกันเองโดยไม่จำเป็น ด้วยเหตุนี้ ระบบจัดเกรดถึงถูกยกเลิกไป ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีการแบ่งแยกความหายากของพรสวรรค์อีก วัดกันที่ระดับพลังที่ฝึกฝนมาล้วนๆ"
"มุมมองที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบันคือ... ไม่มีพลังพิเศษที่ไร้ค่า มีแต่ผู้มีพลังพิเศษที่ไร้น้ำยาและไม่รู้จักพัฒนาพลังของตัวเองต่างหาก"
เย่ว์สือไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแค่พึมพำเบาๆ "นายรู้เยอะดีนะ"
จงโม่ย้อนกลับ "เป็นไปได้ไหมล่ะว่า... นายรู้น้อยเกินไปต่างหาก?"
เย่ว์สือครุ่นคิดอย่างจริงจัง "ก็มีเหตุผล"
ริมฝีปากของจงโม่ยกยิ้มขึ้น ก่อนจะอธิบายต่อ "เมื่อพิจารณาจากการพัฒนาและการควบคุมพลังของตัวเอง ผู้มีพลังพิเศษจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ระดับอย่างชัดเจน"
"การตื่นรู้ การได้รับพลัง และการค้นพบว่าตัวเองมีพลังเหนือธรรมชาติ นั่นคือระดับ 1"
"การทำความเข้าใจแก่นแท้ของพลังอย่างถ่องแท้ และสามารถพลิกแพลงใช้พลังนั้นได้อย่างคล่องแคล่วและเชี่ยวชาญ นั่นคือระดับ 2"
"แค่นี้เนี่ยนะ?" เย่ว์สืองุนงง "คำอธิบายมันดูกำปั้นทุบดินไปหน่อยไหม"
จงโม่ตอบอย่างอ่อนใจ "สำหรับพวกผู้มีพลังพิเศษนอกระบบ รู้แค่นี้ก็ถือว่าหรูแล้ว"
"ข้อมูลของระดับ 1 กับระดับ 2 มันเป็นข้อมูลกึ่งสาธารณะ ถึงคำอธิบายของฉันมันจะดูคลุมเครือไปหน่อย แต่พอนายก้าวเข้าสู่ระดับ 2 เมื่อไหร่ นายจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้งและแยบยลนั้นด้วยตัวเองทันที"
"ระดับ 1 คือการแสดงผลเบื้องต้นของพลัง ส่วนระดับ 2 คือการยกระดับพลัง สำหรับผู้มีพลังส่วนใหญ่ การเลื่อนจากระดับ 1 ไป 2 มันก็แค่การเพิ่มขึ้นของตัวเลขสถิติเท่านั้นแหละ ต้องรอให้ก้าวเข้าสู่ระดับ 3 ก่อน ถึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกลไกของพลังอย่างพลิกฝ่ามือ"
เย่ว์สือรีบถามต่อทันที "แล้วผู้มีพลังระดับ 3 มีเกณฑ์การวัดผลยังไง?"
"ไม่รู้สิ" จงโม่ส่ายหน้าดิก
เย่ว์สือ: "เอ่อ..."
จงโม่พูดด้วยน้ำเสียงจนปัญญา "ผู้มีพลังที่เราเห็นเดินกันเกลื่อนกลาดทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็อยู่แค่ระดับ 1 หรือระดับ 2 ทั้งนั้นแหละ พวกเราไม่มีโอกาสได้เฉียดใกล้พวกตัวบิ๊กๆ ระดับ 3 หรอก"
"มันก็แปลกอยู่นะ ข้อมูลของระดับ 1 กับระดับ 2 ปล่อยให้แพร่หลายได้อิสระ แต่พอเป็นข้อมูลตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป กลับถูกปิดเป็นความลับสุดยอดซะงั้น ขนาดพวกผู้มีพลังที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐยังรู้เรื่องนี้น้อยมาก ดูเหมือนจะมีแค่พวกรดับบิ๊กๆ ในสำนักงานสืบสวนเท่านั้นที่รู้"
"พวกองค์กรเอกชนยักษ์ใหญ่บางแห่งก็มีข่าวลือหลุดออกมาบ้างเหมือนกัน เขาว่ากันว่าผู้มีพลังระดับ 3 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพแบบถอนรากถอนโคน แต่ก็นั่นแหละ มันก็เป็นแค่ข่าวลือ เพราะสำนักงานสืบสวนไม่เคยออกมายืนยันหรือให้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับระดับ 3 เลย..."
ทั้งสองคนกินไปคุยไปจนอิ่มหนำสำราญ
ตลอดมื้ออาหาร จงโม่เป็นฝ่ายพยายามชวนคุยและเป็นผู้นำบทสนทนาอย่างเห็นได้ชัด เจตนาที่อยากจะผูกมิตรกับเย่ว์สือนั้นปิดไม่มิด ตอนท้ายเขายังหลุดปากบอกด้วยว่า หนึ่งในพลังของเขาคือไพ่สายฮีลลิ่ง และกำชับเย่ว์สือว่าถ้าบาดเจ็บสาหัสเมื่อไหร่ ให้ไปหาเขาได้เลย
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจงโม่จะไม่ค่อยสันทัดเรื่องการเข้าสังคมสักเท่าไหร่ บรรยากาศการสนทนาจึงมีกลิ่นอายความกระอักกระอ่วนแฝงอยู่จางๆ
แต่จะว่าไป เย่ว์สือเองก็ไม่ได้เก่งเรื่องการเข้าสังคมเหมือนกันแหละ... เขาถนัดเรื่องการเด็ดหัวคน หรืออะไรเทือกนั้นมากกว่าเยอะ