- หน้าแรก
- โลกวิปลาสข้ากลืนกินได้ไม่สิ้นสุด
- บทที่ 28: แลกเปลี่ยนข้อมูลบนโต๊ะอาหาร
บทที่ 28: แลกเปลี่ยนข้อมูลบนโต๊ะอาหาร
บทที่ 28: แลกเปลี่ยนข้อมูลบนโต๊ะอาหาร
บทที่ 28: แลกเปลี่ยนข้อมูลบนโต๊ะอาหาร
เย่ว์สือและจงโม่เดินลงไปชั้นล่างและหันหลังให้กับย่านที่พักอาศัยเก่าซอมซ่อ
แต่พวกเขายังไม่ได้กลับไปพักผ่อน จงโม่เอ่ยขึ้นสั้นๆ "หาอะไรกินกันก่อนเถอะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง"
"ตกลง" เย่ว์สือรับคำง่ายๆ
จงโม่โบกแท็กซี่ริมถนนแล้วบอกที่หมาย ทันทีที่ก้าวขึ้นรถ เขาก็ต่อสายตรงเพื่อจองห้องส่วนตัวในภัตตาคารทันที
เย่ว์สือนั่งพิงเบาะหลัง ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ระลอกแล้วระลอกเล่า เขาเลือกที่จะพักการตรวจสอบพลังพิเศษที่เพิ่งได้รับมาใหม่ไว้ก่อน แล้วหลับตาลงเพื่อพักสายตา
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงจุดหมาย
เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวของภัตตาคาร จงโม่ผู้ดูคุ้นเคยกับสถานที่ก็สั่งอาหารจานเด็ดมาจนเต็มโต๊ะ และไม่ลืมหันมาถามเย่ว์สือ "จะดื่มไหม?"
"ไม่" เย่ว์สือปฏิเสธเสียงเรียบ แค่นี้เขาก็เหนื่อยมากพอแล้ว แอลกอฮอล์มีแต่จะทำให้ประสาทสัมผัสทื่อลงและรบกวนความคิดเปล่าๆ
หลังจากพนักงานเสิร์ฟอาหารเสร็จ ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกปิดสนิท
จงโม่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านใน หยิบจี้คริสตัลใสรูปหยดน้ำออกมาแกว่งเบาๆ ตรงหน้าระดับสายตา
ครู่ต่อมา เขาก็ฉีกยิ้ม "ดีมาก ไม่มีบุคคลที่สามแอบดูหรือดักฟังอยู่ที่นี่"
เย่ว์สือเลิกคิ้ว จงโม่เป็นคนระแวดระวังตัวก็จริง แต่มองอีกมุม มันก็เหมือนการจงใจโชว์ของเพื่อข่มกันกลายๆ อาหารมื้อนี้เป็นแค่เรื่องรอง สิ่งที่กำลังจะคุยกันต่อจากนี้ต่างหากคือของจริง
"นายคงมีพลังพิเศษมากกว่าสองอย่างสินะ?" จงโม่เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา
เย่ว์สือไม่ปฏิเสธ แต่กลับย้อนถาม "ผู้มีพลังพิเศษหลายสายมันหายากนักหรือไง?"
จงโม่ส่ายหน้า "จำนวนผู้มีพลังพิเศษที่มีหลายความสามารถไม่ได้มีเยอะก็จริง แต่มันก็ไม่ได้หายากขนาดนั้น เพียงแต่ว่า..."
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "ผู้มีพลังหลายสายส่วนใหญ่ จะมีความเชื่อมโยงกันระหว่างความสามารถแต่ละอย่าง มันเหมือนเป็นการแตกแขนงย่อยออกมาจากรากฐานพลังงานชนิดเดียวกันมากกว่า"
"ยกตัวอย่างเช่น ผู้มีพลังพิเศษคนหนึ่งมีสองความสามารถ คือการทำให้วัตถุลุกเป็นไฟหรือแช่แข็ง ดูเผินๆ เหมือนเป็นพลังน้ำแข็งกับไฟที่ขัดแย้งกัน แต่แก่นแท้ของมันคือการควบคุมอุณหภูมิแบบมีทิศทาง แค่บังคับให้อุณหภูมิสูงขึ้นหรือต่ำลง สุดท้ายมันเลยแสดงผลออกมาในสองรูปแบบ"
"แต่ผู้มีพลังพิเศษหลายสายที่หายากจริงๆ คือพวกที่มีความสามารถหลายอย่างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย คนพวกนี้เป็นตัวแทนของอะไร ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน"
เย่ว์สือนึกถึงพลังพิเศษของตัวเอง อืม... กรณีของเขาน่าจะซับซ้อนกว่านั้นเยอะ
เขาจึงเปลี่ยนเรื่องถาม "ต้นกำเนิดคืออะไร?"
จงโม่คีบตะเกียบ หยิบผักกาดขาวที่สลักเป็นรูปดอกไม้เข้าปาก แล้วค่อยๆ อธิบาย "แก่นแท้ขั้นพื้นฐานของพลังพิเศษ พลังลึกลับ และพลังเหนือธรรมชาติทั้งหมดที่สิ่งวิปลาสหรือผู้มีพลังพิเศษแสดงออกมา ก็คือ ต้นกำเนิด มันคือรากเหง้าของพลังเหนือธรรมชาติ เป็นตรรกะพื้นฐานที่สุดที่ประกอบสร้างพลังพวกนั้นขึ้นมา ไม่ว่าพลังพิเศษของนายจะมหัศจรรย์หรือทรงพลังแค่ไหน มันก็เป็นเพียงส่วนต่อขยายที่แตกแขนงมาจากต้นกำเนิดที่นายครอบครองอยู่เท่านั้น"
"ผู้มีพลังพิเศษก็มีต้นกำเนิดด้วยเหรอ?" เย่ว์สือถาม
"แน่นอนสิ" จงโม่ตอบ
"ผู้มีพลังพิเศษหรือสิ่งวิปลาสทุกตัวล้วนมีต้นกำเนิดเป็นของตัวเอง แต่ต้นกำเนิดของสองเผ่าพันธุ์นี้มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง"
"สิ่งวิปลาสบางตัวอยู่ในร่างมนุษย์และดูไม่ต่างจากคนปกติเลย แต่เครื่องตรวจจับสิ่งวิปลาสสามารถระบุตัวตนของพวกมันได้ในพริบตา ก็เพราะการแยกแยะออร่าของต้นกำเนิดนี่แหละ"
"ส่วนความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างต้นกำเนิดของสิ่งวิปลาสกับของผู้มีพลังพิเศษนั้น ฉันเองก็ไม่กระจ่างนัก รู้แค่ว่าต้นกำเนิดของผู้มีพลังพิเศษทำให้มนุษย์ได้รับพลังเหนือธรรมชาติ ส่วนต้นกำเนิดของสิ่งวิปลาสก็มอบพลังให้มนุษย์ได้เหมือนกัน แต่มันมักจะตามมาด้วยการบิดเบี้ยวทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง"
เย่ว์สือตั้งใจฟัง ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับไปนั่งเรียนในชั้นมัธยมอีกครั้ง
"ในเมื่อต้นกำเนิดมันสำคัญขนาดนั้น แล้วมันเป็นไปได้ไหมที่จะช่วงชิงต้นกำเนิดของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง?"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ มือที่กำลังคีบอาหารของจงโม่ก็ชะงักกึก พอได้รู้ถึงการมีอยู่ของต้นกำเนิด สิ่งแรกที่หมอนี่คิดดันเป็นเรื่องการปล้นชิงซะงั้น... ความคิดนี้มันยากจะหาคำบรรยายจริงๆ
แต่จงโม่ก็อธิบายตามความเป็นจริง "ต้นกำเนิดมันเป็นสิ่งนามธรรม ไม่ใช่สสารหรืออวัยวะ มันมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ประเมินปริมาณไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงกระบวนการสกัด กักเก็บ หรือปลูกถ่ายเลย"
"ต้นกำเนิดมันหลอมรวมเข้ากับร่างกายของผู้มีพลังพิเศษหรือสิ่งวิปลาสอย่างแนบแน่น แยกจากกันไม่ได้ แม้กระทั่งตอนตาย มันก็แค่หลงเหลืออยู่ในซากศพ แล้วค่อยๆ สลายตัวไปตามกาลเวลาด้วยวิธีที่ยากจะเข้าใจ ไม่สามารถแยกออกมาหรือเก็บรวบรวมได้เลย"
"เว้นเสียแต่ว่าพลังพิเศษที่นายปลุกขึ้นมาได้ มันคือความสามารถในการกลืนกินหรือขโมยต้นกำเนิดโดยตรง ไม่อย่างนั้น ต่อให้นายกินศพผู้มีพลังพิเศษแบบสดๆ มันก็ไร้ประโยชน์"
เย่ว์สือรินน้ำส้มใส่แก้วให้ตัวเองอย่างช้าๆ แล้วถามด้วยความสงสัย "ถ้าศพมันไร้ประโยชน์ แล้วทำไมทุกครั้งที่กำจัดสิ่งวิปลาสได้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานสืบสวนหรือพวกองค์กรเอกชน ถึงต้องพยายามเก็บกู้ซากพวกมันกลับไปอย่างทะนุถนอมด้วยล่ะ? แล้วเท่าที่ฉันรู้ องค์กรใต้ดินบางแห่งก็ไล่ล่าผู้มีพลังพิเศษเพื่อเอาไปทำเป็นหนูทดลองด้วยไม่ใช่หรือไง?"
จงโม่เงียบไปสองวินาที ก่อนจะไตร่ตรองคำพูดแล้วเอ่ย "ข้อมูลที่ฉันเพิ่งบอกนายไป มันก็แค่สิ่งที่ฉันรู้ แหล่งที่มาของมันก็อาจจะมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง"
"นับตั้งแต่สิ่งวิปลาสและผู้มีพลังพิเศษปรากฏขึ้นบนโลกใบนี้ มันต้องมีคนนับไม่ถ้วนที่คิดอยากจะชิงต้นกำเนิดหรือพลังของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง บางทีพวกเบื้องบนอาจจะทำการทดลองมานับครั้งไม่ถ้วนจนได้ผลลัพธ์บางอย่างออกมาแล้วก็ได้ แต่เรื่องแบบนี้มันเป็นความลับสุดยอด ไม่มีทางแพร่งพรายออกมาหรอก ปลาซิวปลาสร้อยอย่างพวกเราไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลระดับนั้นอยู่แล้ว"
"แต่เท่าที่ฉันรู้ ซากศพของสิ่งวิปลาสมีประโยชน์หลายอย่าง ถึงจะนำต้นกำเนิดมาใช้โดยตรงไม่ได้ แต่มันก็ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางอ้อมได้สารพัด เช่น สารสกัดจากซากสิ่งวิปลาสสามารถเอาไปสร้างยาหรืออาวุธชนิดใหม่ได้ เพราะงั้น ซากของพวกมันถึงได้มีมูลค่ามหาศาลไงล่ะ"
จงโม่ไม่ได้เอ่ยถึงประโยชน์ของการล่าผู้มีพลังพิเศษขององค์กรใต้ดิน แต่แค่ฟังจากบริบทก็พอจะเดาออกได้ไม่ยาก
ทว่า จุดโฟกัสของเย่ว์สือกลับไปอยู่ที่คำว่า ซากของสิ่งวิปลาสมีมูลค่ามหาศาล!
ในอนาคต ถ้าเขาจัดการสิ่งวิปลาสได้ เขาจะเอาซากของพวกมันไปเร่ขายเองได้ไหมนะ?
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวเพียงแวบเดียวก่อนที่เขาจะปัดมันทิ้งไป
เขาไม่มีทั้งอุปกรณ์พิเศษสำหรับจัดเก็บซากสิ่งวิปลาส และไม่มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ปลอดภัยและมั่นคง ถ้าพวกคนซื้อเห็นว่าเขามาตัวคนเดียวแล้วหัวหมอกดราคา หรือร้ายกว่านั้นคือปล้นชิงไปดื้อๆ เขาก็มีแต่เสียกับเสีย
การไปตระเวนหาอุปกรณ์และสร้างช่องทางการขายเองมีแต่จะผลาญเวลาและพลังงานไปเปล่าๆ มันเป็นการกระทำที่ได้ไม่คุ้มเสีย สิ่งสำคัญอันดับแรกในตอนนี้คือการพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองต่างหาก ไม่ใช่การผันตัวไปเป็นพ่อค้า
จังหวะนั้นเอง จงโม่ก็พูดขัดจังหวะความคิดเพื่อเตือนสติ "จะว่าไป ถ้าสิ่งที่เห็ดปรสิตสารภาพกับนายก่อนตายมันเป็นเรื่องจริง แล้วเถ้าแก่พีนั่นทำธุรกิจผลิตเสื้อผ้าหนังมนุษย์ด้วยการเก็บเกี่ยวต้นกำเนิดจริงๆ ล่ะก็..."
"ไม่ต้องพูดถึงว่ามีสิ่งวิปลาสกี่ตัวที่ใช้บริการปลอมตัวเป็นมนุษย์ผ่านหมอนั่น แค่ความจริงที่ว่ามันสามารถถ่ายโอนต้นกำเนิดได้ ระดับความอันตรายของมันก็คงพุ่งทะลุระดับ A หรือสูงกว่านั้นไปแล้ว นี่มันเป็นสิ่งวิปลาสที่รับมือยากและอันตรายสุดๆ นายกะจะทำยังไงกับข้อมูลข่าวสารนี้ล่ะ?"
เย่ว์สือฉีกยิ้มแล้วย้อนถาม "ใครบอกล่ะว่าเถ้าแก่พีต้องเป็นสิ่งวิปลาส? แล้วถ้าหมอนั่นเป็นผู้มีพลังพิเศษล่ะ?"