- หน้าแรก
- โลกวิปลาสข้ากลืนกินได้ไม่สิ้นสุด
- บทที่ 15: พยานเพียงหนึ่งเดียว
บทที่ 15: พยานเพียงหนึ่งเดียว
บทที่ 15: พยานเพียงหนึ่งเดียว
บทที่ 15: พยานเพียงหนึ่งเดียว
การประชุมในห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวางยังคงดำเนินต่อไป บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็น
ภาพบนจอโปรเจคเตอร์ถูกเปลี่ยนเป็นรูปของไช่เจ๋อเทา สภาพของเขาถูกเถาวัลย์รัดพันแน่นจนแห้งเหี่ยว ผิวหนังติดกระดูกไม่ต่างจากซากมัมมี่ที่ถูกฝังมานับร้อยปี
"นี่คือเหยื่อจากเหตุการณ์วิปลาสอีกคดี เขาถูกปนเปื้อนจนกลายพันธุ์เป็นพืช หลังจากสำนักงานสืบสวนควบคุมตัวเขาไปแค่วันเดียว หัวใจที่เต็มไปด้วยหนวดสีดำอมเขียวก็โผล่มาในห้องพักของเขา ทุกคนคิดยังไงกับเรื่องนี้?" เผยเยว่กวาดสายตามองพนักงานรอบโต๊ะ
"แค่มีหัวใจโผล่มา จำเป็นต้องโยงไปหาโจรขโมยหัวใจเสมอไปงั้นหรือ? มันอาจจะเป็นแค่ความสามารถของสิ่งวิปลาสตัวอื่นก็ได้" จงโม่ตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันแล้วว่าหัวใจในห้องไช่เจ๋อเทา ตรงกับเหยื่อคดีโจรขโมยหัวใจรายหนึ่งพอดีเป๊ะ ข้อมูลนี้ส่งตรงมาจากทีมชันสูตรของสำนักงานสืบสวน ไม่มีทางผิดพลาดแน่" ไป๋ชิงอวี่ หญิงสาวผมยาวในชุดทำงานที่ดูคล่องแคล่วและมีเสน่ห์ตอบกลับ พร้อมกับชูแฟ้มรายงานขึ้นมาเป็นหลักฐาน
"ถ้าอย่างนั้นอาจจะแค่บังเอิญก็ได้มั้ง?" จ้าวหลินออกความเห็นพลางขยับแว่นตา "การกลายพันธุ์ของไช่เจ๋อเทาอาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับหัวใจดวงนั้นเลย สองอย่างนี้อาจจะแค่วนเวียนมาเจอกันในสถานที่เดียวกันพอดี"
"นั่นก็เป็นไปได้" โจวจื้อเหิงกล่าวสนับสนุนลูกน้อง "แต่เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดน้อยมากดันมาเกิดซ้อนทับกัน มันย่อมมีจุดน่าสงสัยแฝงอยู่ ตราบใดที่ยังหาเบาะแสอื่นที่ชัดเจนกว่านี้ไม่ได้ นี่คือทิศทางการสืบสวนที่ดีที่สุดของเราในตอนนี้"
เผยเยว่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "เสี่ยวโจวพูดถูก ตอนนี้เรารู้แล้วว่าโจรขโมยหัวใจอาจมีลักษณะเฉพาะคือ 'หนวดสีดำอมเขียว' และอาจมีสายใยโยงใยไปถึงนางพญาผึ้ง รวมถึงพืชวิปลาสตัวนั้น คดีนี้รับมือยากและอันตรายกว่าคดีก่อนๆ มาก ทุกคนต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อย่าทำตัวเป็นฮีโร่เด็ดขาด ถ้าจวนตัวจริงๆ ให้ถอย เอาชีวิตตัวเองรอดไว้ก่อน"
"รับทราบ" ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง
เย่ว์สือนั่งฟังสอดประสานมือไว้บนตัก นัยน์ตาสีเข้มหลุบต่ำ เขาไม่ได้ซาบซึ้งกับคำพูดของเผยเยว่เลยแม้แต่น้อย ในฐานะพนักงานองค์กรเอกชนที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไร พวกเขาไม่มีหน้าที่ต้องเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อกู้โลก คำพูดหว่านล้อมพวกนั้นก็แค่ลมปากที่ผู้บริหารใช้ซื้อใจพนักงานตามธรรมเนียม เพื่อให้ยอมถวายหัวทำงานให้บริษัทต่อไปก็เท่านั้น
หลังจากสั่งการและแจกจ่ายเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย การประชุมก็สิ้นสุดลง
ทีมสืบสวนนำโดยโจวจื้อเหิง ออกเดินทางในทันที โดยมีจงโม่และเย่ว์สือจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษคอยประกบติด เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันเหมือนตอนที่ไช่เจ๋อเทากลายพันธุ์ โจวจื้อเหิงจึงออกคำสั่งเด็ดขาดให้ทุกคนเกาะกลุ่มกันไว้ ห้ามแยกทีมทำภารกิจเด็ดขาด
เป้าหมายของพวกเขาในครั้งนี้คือพยานเพียงหนึ่งเดียวในคดีโจรขโมยหัวใจ... เด็กหญิงวัยเพียงหกขวบ
กลุ่มคนแบ่งกันขึ้นรถตู้เอนกประสงค์สองคัน เย่ว์สือและจงม่องนั่งประกบซ้ายขวาอยู่ที่เบาะหลังสุด เย่ว์สือก้มหน้ากดโทรศัพท์เลื่อนดูข่าวสารบ้านเมืองอย่างเงียบเชียบ ส่วนจงโม่หลับตาพิงพนักพักผ่อน
บรรยากาศในรถค่อนข้างเงียบงัน จนกระทั่งไป๋ชิงอวี่ที่นั่งอยู่เบาะหน้าทำหูฟังไร้สายหล่นร่วงลงพื้น ขณะที่เธอกำลังเอี้ยวตัวก้มเก็บ รถตู้ก็หักเลี้ยวโค้งกะทันหัน
เธอร้องว้ายออกมาเบาๆ เสียการทรงตัวจนร่างถลาไปด้านหลัง ทิศทางนั้นพุ่งตรงไปหาจงโม่พอดิบพอดี
จงโม่ลืมตาพรึ่บ ปฏิกิริยาตอบสนองของเขารวดเร็วเหนือมนุษย์ แขนแกร่งยื่นออกไปประคองไหล่ของเธอไว้ได้ทันท่วงที
แต่ด้วยแรงเหวี่ยงของรถ ไป๋ชิงอวี่ยังคงทรงตัวไม่อยู่ ร่างของเธอจึงทิ้งน้ำหนักโถมทับลงบนตัวจงโม่ไปเต็มๆ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ แตะเข้าที่จมูกของชายหนุ่ม
"ขอโทษที!" เธอละล่ำละลักด้วยใบหน้าแดงซ่าน พยายามยันตัวลุกขึ้นแต่ก็สะดุดขาตัวเองจนล้มซ้ำลงไปอีก กว่าจะลุกมายืนเกาะเบาะได้ก็ทุลักทุเลสุดๆ
"ไม่เป็นไร" จงโม่ตอบเสียงเรียบ ใบหน้าของเขายังคงเย็นชาไร้อารมณ์ ราวกับท่อนไม้ที่ไร้ความรู้สึก
ไป๋ชิงอวี่ทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยเข้ากะหู พยายามเม้มปากกลั้นยิ้มเขินอายอย่างหนักจนหน้าดูเกร็งไปหมด เธอรีบคว้าหูฟังที่ตกอยู่แล้วมุดหน้ากลับไปนั่งที่เดิมทันที
คนอื่นๆ ที่เห็นฉากคลาสสิกนี้ต่างก็ลอบยิ้มอย่างรู้กัน มีเพียงเย่ว์สือที่ปรายตามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับกำลังดูละครเวทีที่แสนน่าเบื่อฉากหนึ่ง
กว่าสามสิบนาทีต่อมา รถตู้ก็ชะลอความเร็วและจอดเทียบหน้าแฟลตเก่าซอมซ่อแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมือง สภาพตึกทรุดโทรมจนสีหลุดลอก ผนังเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและรอยขีดเขียนสกปรก
"ลงมือ!" โจวจื้อเหิงสั่งการ
จ้าวหลินลงจากรถเป็นคนแรกพร้อมเปิดเครื่องตรวจจับสิ่งวิปลาสในมือ ไฟสถานะส่องสว่างเป็นสีเขียว
ตามแฟ้มคดีที่ได้รับมา โจรขโมยหัวใจลงมือมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งล้วนเงียบเชียบและไร้ร่องรอย ไม่มีใครเคยเห็นหน้า ไม่มีใครรู้ว่ามันกบดานอยู่ที่ไหน และไม่รู้แม้แต่วิธีที่มันใช้ฆ่าและควักหัวใจเหยื่อออกมาโดยที่เหยื่อไม่ทันรู้ตัว
มีเพียงข้อยกเว้นเดียว
เหยื่อรายหนึ่งเป็นแม่ม่ายที่อาศัยอยู่กับลูกสาว คืนเกิดเหตุ ลูกสาวของเธอซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าแคบๆ และรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์
ในฐานะพยานเพียงคนเดียว เด็กหญิงที่ชื่อหนิวเสี่ยวฮุยควรจะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของคดี แต่ทว่า... เธอเด็กเกินไป ประสบการณ์เฉียดตายจากการเห็นแม่ถูกฆ่าทำให้เธอช็อกจนเกิดภาวะกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง เธอปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก ไม่ยอมพูดจา จนไม่มีจิตแพทย์หรือเจ้าหน้าที่คนไหนสามารถเจาะข้อมูลอะไรจากเธอได้เลย
หลังจากทิ้งเจ้าหน้าที่สองคนไว้ดูลาดเลาและเฝ้ารถด้านนอก ที่เหลือก็พากันเดินตรงขึ้นบันไดที่แคบและมืดชื้นไปยังชั้นสี่
หลังแม่ของหนิวเสี่ยวฮุยตาย พ่อแท้ๆ ของเธอก็จำใจต้องมารับหน้าที่เลี้ยงดูต่อ แม้ว่าทั้งคู่จะหย่าร้างกันไปนานแล้วก็ตาม
โจวจื้อเหิงเคาะประตูห้องเป้าหมาย ไม่มีเสียงตอบรับ เขาจึงเพิ่มแรงเคาะให้ดังขึ้นอีก ผ่านไปพักใหญ่ถึงมีเสียงสบถอย่างหงุดหงิดตะโกนสวนมา
"ใครวะ? เคาะหาเตี่ยรึไง!"
"นายหนิว เรามาจากบริษัททิวลิป รับหน้าที่มาสืบสวนคดีการตายของอดีตภรรยาคุณ รบกวนเปิดประตูด้วย"
"มาแล้วๆ! เร่งจังโว้ย" เสียงฝีเท้าเดินลากพื้นสวมรองเท้าแตะดังตึงตังเข้ามาใกล้
ประตูเปิดผางออก เผยให้เห็นชายวัยกลางคนหน้าตาซูบซีดเหลืองจัด ผอมกะหร่องราวกับคนติดยา หนวดเคราขึ้นเฟิ้มไม่เป็นทรง ผมเผ้ามันเยิ้มจับตัวเป็นก้อนเหมือนไม่ได้สระมาเป็นเดือน สภาพดูตกต่ำ โสโครก และส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจางๆ ออกมา
"พวกคุณมาหาลูกสาวฉันอีกแล้วใช่ไหม?"
"ใช่" โจวจื้อเหิงตอบสั้นๆ
"งั้นก็เข้ามาสิ" สีหน้าของอีกฝ่ายฝืนใจสุดๆ แววตาฉายความรำคาญอย่างปิดไม่มิด ไม่คิดจะต้อนรับแขกเลยสักนิด
จ้าวหลินเดินนำเข้าไปพร้อมเครื่องตรวจจับ ไฟสถานะยังคงขึ้นสีเขียว ปลอดภัย
ห้องขนาดหกสิบตารางเมตรนี้แคบและมีกลิ่นเหม็นอับโชยคลุ้ง ผสมกับกลิ่นบุหรี่และกลิ่นอาหารบูด มองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าของห้องมีชีวิตที่เละเทะแค่ไหน
กองกล่องข้าวพลาสติก ขวดเบียร์เปล่านับสิบขวด ทิชชู่ใช้แล้วทิ้งเกลื่อนกลาด ขยะหมักหมมจนแมลงวันบินว่อน และพื้นห้องที่เต็มไปด้วยคราบเหนียวเหนอะหนะจนรองเท้าเหยียบลงไปแล้วเกิดเสียงดังจั๊บๆ
สีหน้าของเย่ว์สือยังคงราบเรียบ เขาเดินเหยียบหลบกองขยะอย่างชำนาญ แต่เขาสังเกตเห็นว่าจงโม่ถึงกับต้องขมวดคิ้วและกลั้นหายใจ ส่วนไป๋ชิงอวี่ยืนลังเลอยู่ตรงประตูด้วยใบหน้าพะอืดพะอม ราวกับหาที่วางเท้าสะอาดๆ ไม่ได้เลย
เย่ว์สือกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ แม้จะเป็นตอนบ่าย แต่ในห้องกลับมืดสลัวเพราะม่านถูกดึงปิดไว้มิดชิด ประตูห้องนอนเล็กที่คาดว่าเป็นห้องของเด็กหญิงปิดสนิทแน่นหนา ส่วนประตูห้องนอนใหญ่แง้มไว้ บนโต๊ะข้างเตียงมีถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีคราบน้ำมันเกาะกังทิ้งไว้
ชัดเจนเลยว่าพ่อหม้ายคนนี้ เนรมิตที่อยู่ตัวเองให้กลายเป็นรังหนูเน่าๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การเอาเด็กหกขวบที่มีแผลในใจมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง
"นายหนิว ลูกสาวคุณอยู่ไหน? สะดวกให้เธอออกมาคุยหน่อยไหม? เราใช้เวลาไม่นานหรอก" โจวจื้อเหิงถามเข้าประเด็นทันที
"ไม่สะดวก!" นายหนิวปฏิเสธเสียงแข็งทันควัน
เขาทิ้งตัวลงนั่งพิงโซฟาตัวเก่าที่เบาะขาดหลุดรุ่ย ไขว่ห้างกระดิกเท้าด้วยท่าทียียวน "อาการของเสี่ยวฮุยยังไม่ดีขึ้น เธอรับความกระทบกระเทือนจิตใจไม่ได้อีกแล้ว แค่ได้ยินเสียงคนแปลกหน้าเธอก็ตัวสั่นแล้ว แต่พวกคุณก็ยังมาวุ่นวายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะพ่อ ฉันไม่อยากให้ลูกต้องมารับแผลใจซ้ำซ้อน หวังว่าพวกคุณจะเข้าใจนะ"
โจวจื้อเหิงแค่นยิ้มเย็นชา เขายืนกอดอกมองเหยียดลงไปยังนายหนิว ราวกับเจ้านายกำลังมองลูกน้องที่กำลังโกหกหน้าตาย
เขาไม่ได้ตั้งใจจะวางมาดข่มขู่หรือกดดันหรอก แต่เขาไม่อยากจะนั่งลงบนโซฟานั่นจริงๆ ไม่ใช่แค่เขา แต่คนอื่นๆ ที่ตามมาด้วยก็เลือกที่จะยืนนิ่งอยู่กับที่... ไม่มีใครหน้าไหนอยากเอาตัวไปสัมผัสกับโซฟาที่เปื้อนคราบด่างดำโสโครกนั่นเด็ดขาด