- หน้าแรก
- โลกวิปลาสข้ากลืนกินได้ไม่สิ้นสุด
- บทที่ 6: การทาบทาม
บทที่ 6: การทาบทาม
บทที่ 6: การทาบทาม
บทที่ 6: การทาบทาม
เมื่อไร้ซึ่งเพื่อนบ้านตัวป่วน อพาร์ตเมนต์แห่งนี้ก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอย่างที่ควรจะเป็น
หลังมื้อเที่ยง เย่ว์สือทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ปล่อยให้ร่างกานอาบไล้แสงแดดสีทองของฤดูใบไม้ร่วง และด่ำดิ่งสู่ห้วงนิทราอันแสนสบาย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ในห้วงภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น ทันใดนั้น... เขาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองเขาอยู่!
ความง่วงงุนของเย่ว์สือมลายหายไปในพริบตา เขาสะดุ้งตื่นและดีดตัวลุกขึ้นนั่ง สัญชาตญาณระวังภัยทำงานเต็มพิกัด สายตากวาดมองไปรอบห้องอย่างระแวดระวัง
แต่ทว่า... ห้องทั้งห้องกลับว่างเปล่า
ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองเมื่อครู่จางหายไปพร้อมกับการตื่นเต็มตา
"คิดไปเองงั้นเหรอ? หรือว่าไปสะดุดตาพวกสัมภเวสีที่ไหนเข้า?"
เย่ว์สือลูบคางพลางครุ่นคิด เขาไม่คิดจะปล่อยผ่านเรื่องเล็กน้อยนี้ไป บางทีนี่อาจเป็นผลข้างเคียงจากความเครียดตอนหนีออกมาจากห้องทดลอง แต่ถึงอย่างนั้น ความระมัดระวังตัวก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นขัดจังหวะความคิด
เย่ว์สือสะดุ้งเล็กน้อย ด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์อันน้อยนิดในเมืองนี้ เขาแทบนึกไม่ออกเลยว่าใครจะมาหา
"มีคนอยู่ไหม?" เสียงที่คุ้นเคยดังลอดเข้ามาจากหน้าประตู
เย่ว์สือเดินไปเปิดประตู ก็พบกับชายหนุ่มในชุดแจ็คเก็ตหนัง ทรงผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย... หลิงซวิน ผู้มีพลังพิเศษจากสำนักงานสืบสวนที่เขาเพิ่งเจอเมื่อเช้านั่นเอง
"ขอกวนเวลาเข้าไปนั่งคุยหน่อยได้ไหม?"
"เชิญ" เย่ว์สือยิ้มต้อนรับตามมารยาท แล้วเบี่ยงตัวให้แขกเข้ามา
หลิงซวินทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างไม่ถือตัว เย่ว์สือหยิบเครื่องดื่มและผลไม้จากตู้เย็นมาวางรับรองแขก ก่อนจะเอ่ยถาม "มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า?"
"ฉันแค่อยากมาขอบคุณเรื่องเมื่อเช้าน่ะ" หลิงซวินหยิบส้มขึ้นมาลูกหนึ่ง กล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ
"ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย" เย่ว์สือนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดักคออย่างรู้ทัน "แต่คุณอุตส่าห์มาถึงที่นี่ คงไม่ได้มาแค่เพื่อขอบคุณหรอกมั้ง? มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ"
หลิงซวินค่อยๆ ปอกเปลือกส้ม กลิ่นหอมสดชื่นของซิตรัสลอยฟุ้งออกมา "หลังจากกลับไป ฉันลองไปค้นประวัติของคุณดู"
"เย่ว์สือ อายุ 25 ปี พนักงานพิเศษของบริษัทรักษาความปลอดภัยทิวลิป..."
พูดถึงตรงนี้ หลิงซวินก็หยุดมือ เงยหน้ามองเย่ว์สือด้วยแววตาหยั่งเชิง "คุณไม่ใช่คนท้องถิ่นใช่ไหม? ฉันไม่พบประวัติการอยู่อาศัยของคุณในเมืองอำพันเลย ทำไมถึงย้ายมาที่เมืองนี้ล่ะ?"
"ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่างที่ผมไม่สะดวกบอก ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ใน 'เขตโกลาหล' นอกเมืองมาก่อน พอปลุกพลังพิเศษตื่นขึ้น ก็เลยตัดสินใจกลับเข้ามาในเมือง" เย่ว์สือตอบกลับด้วยท่าทีเรียบเฉย
เขาไม่รังเกียจที่จะอธิบายที่มาที่ไปแบบกำกวม เพราะด้วยศักยภาพของสำนักงานสืบสวน ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ต้องเจอความผิดปกติในประวัติของเขาอยู่ดี สู้ชิงเปิดเผยความจริงผสมคำโกหกไปก่อนจะดีกว่า
หลังจากยุควิปลาสมาเยือน พื้นที่อยู่อาศัยเดิมของมนุษย์ถูกปนเปื้อนอย่างหนัก เส้นแบ่งเขตแดนประเทศล่มสลาย เมืองใหญ่ที่หลงเหลืออยู่ล้วนพัฒนามาจากฐานที่มั่นผู้ลี้ภัยในอดีต แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่นอกเขตเมือง ก่อตัวเป็นชุมชนไร้กฎหมายที่ยากแก่การควบคุม ซึ่งเรียกกันว่า 'เขตโกลาหล'
เมื่อได้ยินว่าเย่ว์สือมาจากเขตโกลาหล หลิงซวินก็ดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ทันที เป็นเรื่องปกติที่คนจากเขตนั้นจะมีประวัติที่ว่างเปล่าหรือขาดหายไป หลายคนในนั้นไม่มีแม้แต่ชื่อที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยซ้ำ
เมื่อพิจารณาว่าเย่ว์สือเป็นผู้มีพลังพิเศษและเพิ่งช่วยชีวิตเขาไว้ หลิงซวินจึงเลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายต่อ
"เอาล่ะ งั้นเข้าเรื่องเลยนะ" หลิงซวินเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ครั้งนี้ฉันมาในนามของสำนักงานสืบสวน เพื่อทาบทามคุณเข้าร่วมทีม"
เย่ว์สือเลิกคิ้ว "ขอเหตุผลหน่อย? เท่าที่ผมรู้ ในเมืองอำพันมีผู้มีพลังอิสระเยอะแยะที่ไม่ได้สังกัดองค์กรไหน ทำไมถึงเจาะจงเลือกผม?"
หลิงซวินยิ้มมุมปาก "ถ้าฉันดูไม่ผิด คุณน่าจะครอบครองพลังพิเศษถึงสองอย่างใช่ไหม?"
"มันหายากขนาดนั้นเลยเหรอ?" เย่ว์สือย้อนถาม
หลิงซวินพยักหน้า "คุณคงเป็นมือใหม่ที่เพิ่งได้พลังมาไม่นาน เลยยังไม่ค่อยรู้เรื่องวงการนี้สินะ"
"ผู้มีพลังพิเศษส่วนใหญ่จะมีพลังแค่หนึ่งอย่าง คนที่ปลุกพลังได้สองอย่างถือว่าหายากมาก ส่วนพวกที่มีสามอย่างขึ้นไปนี่แทบจะเป็นตำนาน!"
"บุคลากรแบบนี้คือทรัพยากรล้ำค่าที่สำนักงานสืบสวนต้องการตัว แค่การมีตัวตนของคุณก็มีมูลค่ามหาศาลแล้ว"
เย่ว์สือหลุบตาลงต่ำ แสร้งถามทีเล่นทีจริง "เข้าไปแล้วคงไม่ได้ถูกจับไปผ่าตัดทดลองมนุษย์หรอกนะ?"
"ไม่มีทาง!" หลิงซวินปฏิเสธเสียงแข็งทันที
"การเข้าร่วมกับสำนักงานสืบสวนคือการคุ้มครองผู้มีพลังพิเศษอย่างคุณต่างหาก องค์กรเอกชนหลายแห่งสนใจพวกที่มีพลังหลากหลายมาก ถ้าเผลอไปตกอยู่ในมือพวกนั้น อันตรายกว่าเยอะ"
เมื่อเห็นท่าทีลังเลของเย่ว์สือ หลิงซวินก็ไม่คิดจะบีบคั้น "คุณไม่ต้องรีบให้คำตอบตอนนี้หรอก เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เข้าใจว่าต้องใช้เวลาตัดสินใจ"
"คิดตกเมื่อไหร่ก็ติดต่อฉันมาได้ตลอด เทียบกับพวกองค์กรเอกชนที่สีเทาๆ แล้ว ที่สำนักงานสืบสวน ถ้าคุณทำผลงานได้ดี โอกาสก้าวหน้าและอนาคตย่อมสดใสกว่ามาก"
"ผมจะเก็บไปคิดดู" เย่ว์สือตอบรับหน้านิ่ง
หากมีผลประโยชน์ที่คุ้มค่า การเข้าร่วมสำนักงานสืบสวนก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่ก่อนหน้านั้น เขาคงต้องไปสืบดูจากพวก 'หมาป่าเดียวดาย' ที่ไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาลดูเสียก่อนว่าทำไม... สำนักงานสืบสวนอาจมีความลับดำมืดอะไรซ่อนอยู่ก็ได้
เขาไม่คิดเลยว่าหลิงซวินจะรุกเร็วขนาดนี้ เพิ่งเจอกันเมื่อเช้า ตกบ่ายก็บุกมาทาบทามถึงห้องแล้ว
หลิงซวินค่อยๆ แกะเส้นใยสีขาวออกจากเนื้อส้ม แล้วเอ่ยถามถึงสถานการณ์ของ 'ไช่เจ๋อเทา' เพื่อนบ้านห้องข้างๆ
เย่ว์สือไม่มีข้อมูลอะไรจะให้ เขาเพิ่งย้ายมาได้ครึ่งเดือน ไม่สนิทกับใคร รู้แค่ว่าห้องข้างๆ เสียงดังเป็นประจำ
หลิงซวินจึงเล่าให้ฟัง "จากการสอบสวนเบื้องต้น เรายืนยันได้ว่าไช่เจ๋อเทาเดิมทีเป็นแค่คนธรรมดา แต่เพราะความโลภ อยากมีพลังพิเศษเหมือนคนอื่น"
"ผลก็คือ เขาบังเอิญไปสัมผัสกับวัตถุวิปลาสเข้าจนเกิดการกลายพันธุ์ เกือบจะก่อหายนะใหญ่โต โชคดีที่เราตรวจพบทัน ตอนนี้เขาถูกแยกไปกักตัวเพื่อสังเกตอาการแล้ว"
"แต่ปัญหาคือ เรายังหา 'ต้นตอของมลภาวะ' ที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปไม่เจอ รวมถึงเบาะแสเกี่ยวกับหัวใจที่ทิ้งไว้ข้างถังขยะนั่นด้วย ช่วงนี้คุณต้องระวังตัวเป็นพิเศษนะ ถ้าเจออันตราย ติดต่อฉันได้ทันที"
"ได้ ผมไม่เกรงใจแน่" เย่ว์สือตอบรับพร้อมรอยยิ้มการค้า
หลังพูดคุยสัพเพเหระอีกเล็กน้อย หลิงซวินก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนจะลุกขึ้นขอตัวลากลับไปอย่างสุภาพ