- หน้าแรก
- เข้าแก๊งผีแล้วชีวิตดี๊ดี ขนาดตดยังมีกลิ่นลาเวนเดอร์
- บทที่ 5: ความเคียดแค้นพุ่งเสียดฟ้า
บทที่ 5: ความเคียดแค้นพุ่งเสียดฟ้า
บทที่ 5: ความเคียดแค้นพุ่งเสียดฟ้า
ซือหมิงนึกไม่ถึงว่าองค์หญิงอันหลิงที่สิ้นพระชนม์ไปนับพันปี จะมาเสนอตัวเป็นภรรยาของเขาแบบนี้
เจ๊ครับ! เจ๊เป็นสิ่งลี้ลับระดับราชานะครับ!
สมองของซือหมิงถึงกับหยุดประมวลผลไปชั่วขณะ เพราะในความทรงจำของเขา สิ่งลี้ลับระดับราชามีแต่พวกจอมเชือดที่โหดเหี้ยมไร้หัวใจ
พวกมันสามารถถล่มเมืองให้ราบเป็นหน้ากลองได้ด้วยการโบกมือเพียงครั้งเดียว และฆ่าคนตาไม่กะพริบ
แต่นี่... สิ่งลี้ลับระดับราชาผู้สูงศักดิ์กลับมาทำท่าทางเอียงอายเหมือนสาวน้อยแรกแย้มต่อหน้าเขา ซือหมิงปรับอารมณ์ตามไม่ทันจริง ๆ
แต่พอมาคิดดูอีกที มันก็ไม่เลวร้ายนี่นา?
เดิมทีเขาตั้งใจจะมาปั๊มค่าความชอบอยู่แล้ว การได้แต่งงานเป็นผัวเมียกันแบบนี้แปลว่าค่าความชอบเต็มแม็กซ์แน่นอน มองยังไงเขาก็กำไรเห็น ๆ จะติดอยู่ก็ตรงที่องค์หญิงอันหลิงอายุมากกว่าเขาเป็นพันปี การมีเมียแก่อายุพันปีมันก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง
เมื่อเห็นซือหมิงเงียบไป องค์หญิงอันหลิงเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงรีบเอ่ยขึ้น
"คุณชายกังวลว่าข้าจะไม่สามารถมีทายาทให้ท่านได้หรือ? ข้าทราบดีว่าคนกับผีอยู่กันคนละภพ ข้าเพียงขอแค่ได้อยู่เคียงข้างคุณชาย หากในวันหน้าคุณชายจะรับอนุภรรยาเพิ่ม ข้าก็จะไม่ขัดขวาง"
"คุณพระ! ผู้หญิงอะไรจะประเสริฐขนาดนี้"
ได้ยินประโยคนี้เข้าไป ซือหมิงน้ำตาแทบไหล
ดูสิ! นี่แหละที่เรียกว่ามีเหตุผล! นี่แหละที่เรียกว่ากุลสตรีศรีภรรยา!
พอนึกถึงตอนที่ตัวเองหน้ามืดตามัวไปหลงผู้หญิงหน้าเงินอย่างกงเหนียวเหนียวแล้ว ซือหมิงอยากจะตบกบาลตัวเองสักสองทีจริง ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซือหมิงจึงรู้ว่าควรตอบรับอย่างไร
"องค์หญิง ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นครับ ผมแค่รู้สึกว่าท่านเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ส่วนผมเป็นแค่สามัญชน ฐานะเราต่างกัน การต้องให้ท่านมาตกระกำลำบากกับผม ผมเกรงใจ..."
ซือหมิงเข้าใจดีว่า เวลาจะจีบผู้หญิงใสซื่อบริสุทธิ์แบบนี้ ต้องเล่นตัวนิด ๆ ยิ่งแสดงความจริงใจออกมามากเท่าไหร่ พวกเธอก็จะยิ่งประทับใจมากเท่านั้น ใช้ได้ผลทั้งตอนขายบ้านและตอนจีบสาวนั่นแหละ
เป็นไปตามคาด พอได้ยินซือหมิงพูดแบบนั้น องค์หญิงอันหลิงก็ยิ้มเศร้า ๆ
"องค์หญิง? ข้าเป็นองค์หญิงแบบไหนกัน? ตั้งแต่เกิดมานอกจากเสด็จแม่แล้ว ก็ไม่มีใครดีกับข้าจริง ๆ สักคน ทุกคนล้วนแต่ต้องการครอบครองและหลอกใช้ข้า มีเพียงคุณชายเท่านั้นที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาเยี่ยมเยียนข้าถึงสุสานรกร้างกลางป่าเขา ท่านคือผู้มีพระคุณของข้า ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะติดตามท่าน"
น้ำเสียงขององค์หญิงอันหลิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่คำพูดของนางกลับทำให้ซือหมิงยิ้มขื่น ๆ ในใจ
ถ้ารู้องค์หญิงรู้เข้าว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็แค่ต้องการหลอกใช้นาง นางจะฉีกอกเขาไหมเนี่ย?
แต่ช่างเถอะ ในยุคมืดแบบนั้น การได้เมียเป็นสิ่งลี้ลับระดับราชาย่อมดีกว่าไปคว้าเอา 'รถเมล์' ที่พร้อมจะแทงข้างหลังมาทำเมีย
ถึงช่องว่างระหว่างวัยจะมากไปหน่อย แต่โบราณเขาว่าไงนะ?
"มีเมียแก่กว่าสามปีเหมือนมีทองแผ่น แต่ถ้าแก่กว่าสามพันปีนี่ได้ขึ้นทำเนียบเซียนเลยนะ!"
ถึงนางจะแก่กว่าแค่พันกว่าปี ยังไม่ถึงขั้นเป็นเซียน แต่การมีสิ่งลี้ลับระดับราชาคุ้มครองในยุคมืด ก็เปรียบเสมือนได้รับการดูแลระดับครึ่งเซียนแล้วล่ะน่า
ซือหมิงรู้ดีว่าโอกาสทองมาถึงแล้ว เขาต้องคว้าไว้ให้มั่น
ซือหมิงประสานมือคารวะองค์หญิงอันหลิง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ในเมื่อองค์หญิงไม่รังเกียจผม ผมขอสาบานว่า จะอยู่เคียงข้างท่านไปตลอดกาล นานเท่านาน!"
ประโยคนี้จำมาจากนิยายรักน้ำเน่า แม้จะเลี่ยนไปหน่อย แต่ซือหมิงมั่นใจว่าองค์หญิงผู้ใสซื่อต้องหลงคารมแน่นอน
และก็เป็นเช่นนั้นจริง หลังได้ยินคำสาบานของซือหมิง แววตาขององค์หญิงอันหลิงก็ยิ่งอ่อนเชื่อม นางมองซือหมิงด้วยสายตาที่แทบจะหยดออกมาเป็นน้ำเชื่อม
ร่างวิญญาณลอยมาด้านหลังซือหมิง ยื่นมือเรียวบางมาโอบรอบคอเขาอย่างแผ่วเบา แล้วกระซิบที่ข้างหู
"พี่ซือ พาข้าไปจากที่นี่ที ที่นี่ทั้งหนาวทั้งเหงา ข้าอยากอยู่ข้างกายท่านตลอดไป"
ฟังคำออดอ้อนแสนหวานขององค์หญิงแล้ว ซือหมิงก็เริ่มหนักใจ
บอกตามตรง ตอนนี้ซือหมิงเริ่มกังวลว่า การที่เขาเข้ามาแทรกแซงแบบนี้ จะทำให้องค์หญิงอันหลิงพัฒนาความแข็งแกร่งไปไม่ถึงระดับราชาหลังยุคสิ่งลี้ลับฟื้นคืนชีพหรือเปล่า
แม้จะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าทำไมสิ่งลี้ลับแต่ละตนถึงมีพลังต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่ในความคิดของซือหมิง ปัจจัยกำหนดความแข็งแกร่งน่าจะมาจากแรงยึดติดก่อนตาย
สำหรับองค์หญิงอันหลิง แรงยึดติดของนางคือความเคียดแค้น ซือหมิงกลัวว่าการปรากฏตัวของเขาจะไปลดทอนความแค้นนั้นลง จนทำให้พลังของนางถดถอย
คิดได้ดังนั้น ซือหมิงจึงลองหยั่งเชิงถาม
"องค์หญิง การจะไปจากที่นี่น่ะย่อมได้แน่นอนครับ แต่ผมขอถามอีกข้อหนึ่ง สิ่งที่ท่านปรารถนาจะทำมากที่สุดหลังจากออกไปได้คืออะไรครับ?"
"สิ่งที่อยากทำที่สุดหรือ? ก็คือการได้อยู่กับพี่ซือตลอดไปไงคะ แต่ถ้านอกเหนือจากนั้น... ยังมีอีกเรื่องที่ข้าอยากทำ"
ถึงตรงนี้ อุณหภูมิรอบกายองค์หญิงอันหลิงลดฮวบลงทันที ลมพายุแห่งความตายพัดกรรโชกไปทั่วศาลเจ้า ซือหมิงตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นดวงตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ภายในดวงตานั้นราวกับมีทะเลเลือดและภูเขาซากศพกำลังปั่นป่วน ความเกลียดชังและความอาฆาตแค้นอันไร้ที่สิ้นสุดแทบจะก่อตัวเป็นรูปร่างจับต้องได้
"ข้าต้องการให้คนทั้งเมืองเจียงโจวตายตกไปตามกัน! พวกมันทุกคน... ต้องตาย!"
ทันทีที่คำว่า 'ตาย' หลุดออกมา ความแค้นที่อัดแน่นก็ระเบิดออก ลมพายุพุ่งกระจายออกไปรอบทิศราวกับลูกธนู เจาะผนังและเสาไม้จนเป็นรูพรุน ทำให้ศาลเจ้าที่ทรุดโทรมอยู่แล้วแทบจะพังครืนลงมา
เห็นฉากนี้เข้า สีหน้าของซือหมิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แค่พลังจากความแค้นเพียงอย่างเดียวก็รุนแรงกว่าสิ่งลี้ลับระดับ D บางตัวเสียอีก นี่ขนาดยังไม่ถึงเวลาฟื้นคืนชีพ องค์หญิงอันหลิงยังสามารถสำแดงเดชได้ขนาดนี้ ดูท่าเขาคงจะกังวลเกินเหตุไปเอง
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของซือหมิง องค์หญิงอันหลิงก็รู้ตัวว่าเผลอแสดงด้านมืดออกมา จึงรีบกลับไปทำท่าทางเหนียมอายเหมือนเดิม สีแดงในดวงตาจางหายไปอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงกลับมาไพเราะเสนาะหูอีกครั้ง
"พี่ซือ ไม่ต้องกลัวนะ ท่านไม่เหมือนคนพวกนั้น ข้าไม่มีวันทำร้ายท่าน"
"ขอบคุณครับ องค์หญิง"
ซือหมิงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ตอนนี้เขาหมดข้อกังขาเรื่องความแข็งแกร่งขององค์หญิงอันหลิงแล้ว
ความแค้นระดับพระกาฬขนาดนี้ไม่มีทางจางหายไปง่าย ๆ แน่ ซือหมิงเริ่มสงสัยว่าเทียนเรียกขวัญที่เขาจุดไปอาจช่วยเพิ่มพลังให้นางอย่างมหาศาล ไม่อย่างนั้นลำพังแค่วิญญาณที่อ่อนแรง ต่อให้มีความแค้นมากแค่ไหน ก็ไม่น่าจะส่งผลต่อโลกกายภาพได้ขนาดนี้ก่อนเวลาฟื้นคืนชีพ
"พี่ซือ ทำไมยังเรียกข้าว่าองค์หญิงอยู่อีก? ตอนนี้ข้าเป็นของท่านแล้วนะ เปลี่ยนคำเรียกหน่อยได้ไหมคะ?"
วิญญาณขององค์หญิงอันหลิงกอดซือหมิงอย่างออดอ้อน
ได้ยินดังนั้น ซือหมิงก็พยักหน้า
"ได้สิครับ งั้นต่อไปผมจะเรียกว่า 'อันหลิง' ก็แล้วกัน อันหลิง ถ้าเธออยากไปกับผม ผมต้องทำยังไงบ้าง?"
"ง่ายนิดเดียวค่ะพี่ซือ ใต้เนินดินด้านหลังศาลเจ้ามีไหใบหนึ่งฝังอยู่ ภายในบรรจุอัฐิของข้า ร่างต้นของข้าอยู่ในนั้น ท่านแค่ขุดมันขึ้นมาก็พาข้าไปได้แล้ว"
"โอเค งั้นเดี๋ยวผมจะลองดู"
ซือหมิงไม่รีรอ ประจวบเหมาะกับที่เขาพกพลั่วสนามติดตัวมาเพื่อป้องกันตัวตอนขึ้นเขาพอดี
เขาเดินตามคำบอกขององค์หญิงอันหลิงไปยังพื้นที่ว่างด้านหลังศาลเจ้า เมื่อหาจุดที่ถูกต้องเจอ ซือหมิงก็ลงมือขุดทันที
แต่ต้องยอมรับว่า การขุดหลุมคนเดียวนี่มันเหนื่อยสาหัสจริง ๆ
กว่าจะขุดเจอไหฝังดิน ก็ปาเข้าไปเกือบรุ่งสาง ซือหมิงที่เหงื่อท่วมตัวนั่งหอบแฮ่ก ๆ อยู่ข้างหลุม ชี้ไปที่ไหแล้วถามว่า
"อัน... อันหลิง ใช่ใบนี้ไหม?"
"ใช่แล้วค่ะพี่ซือ ท่านเหนื่อยแย่เลย พักสักหน่อยเถอะนะคะ"
เห็นชายคนรักเหนื่อยเจียนตายเพื่อช่วยนางย้ายบ้าน องค์หญิงอันหลิงก็ปวดใจ อยากจะลอยเข้าไปซับเหงื่อให้ แต่ติดที่ร่างวิญญาณทำไม่ได้
เมื่อรู้ว่าขุดถูกที่แล้ว ซือหมิงกัดฟันหยิบพลั่วขึ้นมาอีกครั้ง
"ไม่เป็นไรหรอก รีบพาเธอออกไปจากที่เฮงซวยนี่ให้เร็วที่สุดสำคัญกว่า เหนื่อยแค่นี้จิ๊บจ๊อย"
พูดจบ ภายใต้สายตาซาบซึ้งใจขององค์หญิงอันหลิง ซือหมิงฝืนทนความปวดล้าที่แขนแล้วขุดต่อ ไม่นาน ไหสีดำสูงกว่าครึ่งเมตรก็ถูกขุดขึ้นมา
แต่พอได้เห็นรูปร่างหน้าตาของไหใบนี้ชัด ๆ ซือหมิงก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ
เพราะนี่ไม่ใช่ไหธรรมดา แต่เป็นไหที่สลักลวดลายอักขระประหลาดเอาไว้เต็มไปหมด
แม้จะไม่รู้ความหมายของอักขระบิดเบี้ยวเหล่านั้น แต่แค่มองก็ทำให้ซือหมิงรู้สึกคลื่นไส้พะอืดพะอม เขาัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากไหสีดำใบนี้อย่างรุนแรง