- หน้าแรก
- ล้านปีในหอตำรา ข้ากลายเป็นจักรพรรดิเซียน
- บทที่ 2 ฉินหมิงวัยเยาว์
บทที่ 2 ฉินหมิงวัยเยาว์
บทที่ 2 ฉินหมิงวัยเยาว์
บทที่ 2 ฉินหมิงวัยเยาว์
"ฟู่~"
เสียงลมหายใจทุ้มต่ำและสม่ำเสมอดังแว่วมา เด็กหนุ่มจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
คนผู้นี้หลับไปแล้ว
เขานอนหมอบราบไปกับพื้นอยู่อีกพักใหญ่ และหลังจากแน่ใจแล้วว่าคนที่อยู่บนเก้าอี้เอนหลังนั้นหลับสนิทจริงๆ เขาก็ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้น แล้วก้าวเดินเข้าไปในหอตำราทีละก้าว
"ในที่สุดก็เข้ามาได้สักที หอตำรา!"
เมื่อมองดูตำราที่วางเรียงรายละลานตาอยู่เบื้องหน้า เขาก็กำหมัดแน่น
ในหอตำราแห่งนี้จะต้องมีเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะยุทธ์อยู่อย่างแน่นอน ตราบใดที่เขาสามารถบ่มเพาะพลังได้ เขาก็จะสามารถฝืนลิขิตฟ้าเปลี่ยนชะตาชีวิต และหลุดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายในตอนนี้ไปได้
ที่ลานกว้างหน้าหอตำรา หลินฟ่านลืมตาขึ้น ยกชาที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นจิบ ก่อนจะหยิบตำราของตนขึ้นมาอ่านต่ออย่างเนิบนาบ
หลังจากผ่านไปอีกครึ่งปี ระดับการบ่มเพาะของเขาก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเทวะมนุษย์ ขั้นที่สี่ แล้วเขาจะพลาดพลั้งไม่รู้สึกตัวถึงการมีอยู่ของเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะอยู่เพียงขอบเขตหลอมกายา ขั้นที่หนึ่ง ได้อย่างไรกัน?
ชั่วครู่ต่อมา หลินฟ่านก็ทอดสายตาออกไปนอกลานกว้าง ที่แห่งนั้นมีเด็กหญิงตัวน้อยอายุเพียงเจ็ดแปดหนาว ห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อผ้าบางๆ กำลังนั่งขดตัวสั่นงันงกอยู่ท่ามกลางกองหิมะ
หลินฟ่านส่ายหัวเบาๆ
"แม่หนูน้อย เข้ามาสิ"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก แม่หนูน้อยก็เบิกตาดวงตาที่พร่ามัวขึ้นและกวาดสายตามองไปรอบๆ แววตาของนางเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ฟิ้ว~
สายลมหนาวพัดกรรโชกหวีดหวิว ทำเอาเด็กหญิงตัวน้อยสะท้านไปทั้งร่าง
นางมองไปที่หอตำราเบื้องหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหามันในที่สุด
เมื่อผลักประตูเปิดออก สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคืองานสถาปัตยกรรมของหอตำราที่ตั้งตระหง่าน และจากนั้นคือร่างของคนผู้หนึ่งใต้ต้นไทร สวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ กำลังทอดมองมาที่นางพร้อมกับรอยยิ้ม
นางถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ
ผ่านไปครู่ใหญ่
"พี่ชายของข้าอยู่ที่ใด?"
นางเอ่ยถาม หลินฟ่านแย้มยิ้มบางๆ แล้วชี้มือไปทางหอตำรา
"เขาอยู่ข้างใน"
เด็กหญิงตัวน้อยมีสีหน้าเหม่อลอยเล็กน้อยและก้มหน้าลง นางรู้ดีว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อสิ่งใด พี่ชายของนางมาเพื่อขโมยตำรา ส่วนนางมีหน้าที่คอยดูลาดเลาให้เขา
"พี่ชาย พวกข้าไม่ได้ตั้งใจ มันเพียงแค่..."
นางพยายามอธิบาย โดยไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของชายหนุ่ม นางสัมผัสได้ว่าพวงแก้มของตนเองร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย จึงยิ่งก้มหน้างุดลงไปอีก
ถ้วยชาอุ่นๆ ใบหนึ่งถูกวางลงในมือน้อยๆ ความอบอุ่นที่ห่างหายไปนานทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า
เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านางตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง ชายโครงชุดขาวของเขาพลิ้วไหวเบาๆ และรอยยิ้มในแววตาของเขาก็ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เต้นระรัวของนางให้สงบลง
"เจ้าหนาวหรือไม่?"
นางยืนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะพยักหน้า
"หึหึ"
หลินฟ่านหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วลูบหัวนาง
"รออยู่ที่นี่สักประเดี๋ยวเถิด เขาน่าจะยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก"
นางพยักหน้ารับอย่างเหม่อลอย
หลังจากที่ต้องร่อนเร่พเนจรและตกระกำลำบากมาเนิ่นนาน ในห้วงเวลานี้นางกลับรู้สึกสงบใจอย่างประหลาด นางจดจ้องมองคนตรงหน้า จมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิด
ผ่านไปพักใหญ่ ราวๆ ชั่วจิบชาหนึ่งถ้วย เด็กหนุ่มก็เดินกึ่งย่องออกมาจากหอตำราอย่างระแวดระวัง ในอ้อมแขนประคองตำรากระดาษเหลืองกรอบไว้หลายเล่ม ใบหน้าของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างสุดแสนจะพรรณนา
ทว่าเมื่อเขาเห็นภาพเหตุการณ์ในลานกว้าง เขาก็ถึงกับแข็งทื่อไปในทันที
น้องข้า!
น้องสาวที่เขากำชับนักหนาว่าให้รออยู่ข้างนอกลาน กลับเข้ามาอยู่ด้านในเสียนี่ มิหนำซ้ำยังไปยืนอยู่ข้างกายชายหนุ่มบนเก้าอี้เอนหลังใต้ต้นไทร ในมือของนางถึงกับถือถ้วยชาเอาไว้อีกด้วย
ไอควันกรุ่นที่ลอยขึ้นมาจากถ้วยชา ทำให้หัวใจของเขาร่วงหล่นลงไปถึงตาตุ่ม
ในชั่วพริบตา แววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบ
ราวกับเสือดาวที่กำลังหวงแหนเหยื่อ เขาพุ่งทะยานเข้าใส่คนบนเก้าอี้เอนหลังอย่างดุร้าย แม้เขาจะมีอายุเพียงสิบสี่ปี แต่เขาก็เคยพรากชีวิตคนมาแล้ว และไม่ใช่แค่คนเดียวเสียด้วย
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่ทำให้เขาสามารถพาน้องสาวรอนแรมจากชายแดนมาจนถึงสถานที่แห่งนี้ได้
"ท่านพี่!"
เสียงเรียกขานดังกระทบโสตประสาท เขาเพ่งมองไปที่น้องสาว และเห็นว่าใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เขาเบี่ยงตัวหลบ ช้อนร่างน้องสาวขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะดึงนางไปหลบอยู่เบื้องหลังเพื่อปกป้อง
"เจ้าต้องการสิ่งใด?"
เขาจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่มบนเก้าอี้เอนหลังด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ สีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง
เขาเคยสืบเสาะเรื่องราวของหอตำราแห่งนี้มาแล้ว มันเป็นสมบัติของราชวงศ์ถังอันยิ่งใหญ่ ในอดีตเคยมีผู้ที่อยู่ขอบเขตควบแน่นแก่นแท้คอยคุ้มกัน ทว่าบัดนี้กลับมีเพียงผู้ที่อยู่ขอบเขตหลอมกายาเพียงคนเดียวเท่านั้น
เขาคือบุตรชายกำพร้าของท่านอ๋องเจิ้นหนาน ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยขับไล่เผ่าคนเถื่อนถอยร่นไปถึงเก้าหมื่นลี้ด้วยตัวคนเดียว เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่คุณงามความดีของจวนอ๋องเจิ้นหนาน ราชวงศ์จึงได้มอบหมายหอตำราแห่งนี้ให้เขาดูแล
เขาเป็นเพียงแค่ปัญญาชน ไม่นับว่าเป็นผู้ฝึกตนด้วยซ้ำ
นั่นคือสิ่งที่ทุกคนกล่าวขาน
ดังนั้น แม้ว่าเขาจะถูกจับได้ เขาก็หาได้หวาดกลัวไม่ เขากังวลก็เพียงแค่ความปลอดภัยของน้องสาวเท่านั้น
หากเขาสังหารบุตรชายกำพร้าของจวนอ๋องเจิ้นหนานผู้นี้ เขาคงถูกตามล่าจากทั้งราชวงศ์ถังอันยิ่งใหญ่ และถึงเวลานั้น เขาก็จะไม่อาจปกป้องน้องสาวได้อีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้ด้วยว่ามีค่ายกลซุกซ่อนอยู่ในหอตำรา ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคนที่มีระดับการบ่มเพาะเพียงขอบเขตหลอมกายาถึงสามารถดูแลรักษาสถานที่แห่งนี้ได้ หากค่ายกลถูกกระตุ้นการทำงานขึ้นมา ต่อให้เป็นยอดฝีมือในขอบเขตผสานจิตหรือขอบเขตควบแน่นแก่นแท้ก็ยากที่จะหนีรอดไปได้
หลินฟ่านเงยหน้าขึ้นและปรายตามองเขา
"เคล็ดวิชาจิตอสนีบาตและเพลงกระบี่อสนีบาต แม้พวกมันจะเป็นเพียงเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะยุทธ์ระดับเหลืองขั้นต่ำ แต่ก็ใช่ว่าจะฝึกฝนกันได้ง่ายๆ เจ้าตัดสินใจแน่วแน่แล้วหรือ?"
หลินฟ่านเอ่ยถาม เมื่อได้ยินเช่นนั้น ภายในใจของฉินหมิงก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาจ้องมองตรงไปที่หลินฟ่าน
เขารู้ได้อย่างไร?
เขาเลือกตำราสองเล่มนี้มาจริงๆ เล่มหนึ่งคือเคล็ดวิชาบ่มเพาะ และอีกเล่มคือทักษะยุทธ์ แต่ชายผู้นี้ไม่ได้อยู่ข้างนอกหอตำราหรอกหรือ?
เขารู้ได้อย่างไรว่าเกิดสิ่งใดขึ้นภายในหอตำราบ้าง?
"ข้าไม่เข้าใจเรื่องพวกนั้นหรอก แต่ข้ารู้เพียงว่าอสนีบาตคือขุมพลังที่เกรี้ยวกราดที่สุดในฟ้าดิน และวิถีกระบี่ก็คือศาสตร์แห่งการโจมตีที่ทรงอานุภาพที่สุด"
"ดังนั้น ข้าจะเรียนรู้วิชานี้"
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยตอบ
บางทีเขาอาจตระหนักได้แล้วว่าบุคคลตรงหน้านั้นไม่ธรรมดา น้ำเสียงของเขาจึงเจือไปด้วยความเคารพยำเกรง
คนระดับนี้ย่อมไม่ใส่ใจกับมดปลวกตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาหรอก บางทีสำหรับเขาแล้ว พวกเขาก็เป็นเพียงแค่สีสันเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตอันแสนน่าเบื่อหน่ายเท่านั้น
หลินฟ่านแย้มยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดของเขา
"อสนีบาต หรือที่รู้จักกันในนามพลังแห่งทัณฑ์สวรรค์ นับเป็นขุมพลังแห่งการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในใต้หล้าอย่างแท้จริง ทว่า สิ่งใดที่แข็งกร้าวจนเกินไปย่อมเปราะบางและแตกหักได้ง่าย มิหนำซ้ำมันยังเป็นพลังที่ควบคุมได้ยากเย็นที่สุดอีกด้วย"
"พลาดพลั้งเพียงก้าวเดียวหมายถึงความตาย วิถีกระบี่เองก็เฉกเช่นเดียวกัน ในบรรดามหาเต๋าแห่งฟ้าดิน วิถีกระบี่คือจุดสูงสุดของพลังโจมตีในหมู่เส้นทางนับหมื่น มีผู้คนเลือกเดินบนเส้นทางนี้มากที่สุด ทว่ามันก็เป็นเส้นทางที่ยากลำบากที่สุดเช่นกัน"
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าต้องการเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้?"
หลินฟ่านเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง
เด็กหนุ่มรวบรวมสมาธิ เผยให้เห็นความลังเลใจอยู่ชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม
"ข้าเลือกเส้นทางสายนี้"
หลินฟ่านมองดูเขาแล้วพยักหน้าเบาๆ
"เจ้าบ่มเพาะพลังไปเพื่อสิ่งใด?"
เมื่อถูกถามด้วยคำถามใหม่ เด็กหนุ่มก็มองหลินฟ่านด้วยความงุนงงเล็กน้อย ก่อนที่รูม่านตาของเขาจะหดเกร็งลง
"เพื่อการแก้แค้น บิดามารดาและญาติพี่น้องของข้าล้วนตกตายในการเข่นฆ่าล้างเมืองของเผ่าคนเถื่อน หากมีวันนั้น ข้าก็อยากจะเป็นดั่งเช่นท่านอ๋องเจิ้นหนาน บุกทะลวงเข้าไปในดินแดนของคนเถื่อนถึงเก้าหมื่นลี้ และชโลมแผ่นดินอันกว้างใหญ่ให้ชุ่มไปด้วยเลือด"
เขากล่าว สองมือกำหมัดแน่น ประกายแสงเจิดจ้าสาดส่องอยู่ในแววตา
หลินฟ่านยังคงเงียบงัน
เขาได้ยินคำพูดเช่นนี้มามากเกินพอแล้ว นับตั้งแต่ที่เขาก้าวเข้ามาในเมืองหลวงของราชวงศ์ถัง เขาก็ได้ยินมันอยู่ตลอดเวลา ทว่าเผ่าคนเถื่อนเหล่านั้นก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนใต้ของราชวงศ์ถัง และไม่มีผู้ใดสามารถสั่นคลอนพวกมันได้อีกต่อไป
"นำตำราสองเล่มนี้กลับไปเสียเถิด แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่"
ผ่านไปเนิ่นนาน หลินฟ่านจึงเอ่ยปาก
ฉินหมิงมีสีหน้ามึนงงเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของหลินฟ่าน
ทว่าหลินฟ่านก็มิได้อธิบายสิ่งใด เขาหันไปมองเด็กหญิงตัวน้อยที่มีดวงตาพร่ามัวข้างกายเขาอีกครั้ง แล้วแย้มยิ้มบางๆ
"แม่หนูน้อย แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าอยากเรียนรู้วิชาอันใด?"
เขาเอ่ยถาม เด็กหญิงตัวน้อยดูสับสนเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางมองไปที่พี่ชายสลับกับหลินฟ่าน นางต้องบ่มเพาะพลังด้วยงั้นหรือ?
ฉินหมิงเองก็สั่นสะท้านไปทั้งใจ บนใบหน้าปรากฏร่องรอยของความคาดหวัง
"ข้าอยากเรียนดีดพิณ"
นางเอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา ฉินหมิงถึงกับชะงักงันไปเล็กน้อย
เรียนดีดพิณงั้นหรือ?
เรียนสิ่งนั้นไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด?
เสียงบรรเลงพิณและนางโลมขับร้องในภาพจำอันฝังรากลึกของผู้คน สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นศาสตร์ที่หญิงคณิกาในหอนางโลมร่ำเรียนกัน มันถูกจัดอยู่ในทักษะชั้นต่ำ และไม่นับว่าเป็นวิถีแห่งการฝึกตนเลยแม้แต่น้อย
จบบท