บทที่ 38 เพลนเทคโนโลยีคือทางเลือกเดียว
บทที่ 38 เพลนเทคโนโลยีคือทางเลือกเดียว
บทที่ 38 เพลนเทคโนโลยีคือทางเลือกเดียว
.
หลังจากคำถามของหลี่ซวนจบลง เฟลิกซ์ก็เงียบไปนาน จนกระทั่งหลี่ซวนรู้ว่าไม่มีหวังแล้ว ก็มีข้อความส่งกลับมา
“น้องชาย! ความคิดในการขอให้ส่งตำราไปให้ในรูปแบบข้อความนั้นยอดเยี่ยมมาก! แต่ ไม่มีทางที่การโกงแบบนี้จะได้ผล! เพลนฟาร์มถูกจำกัดด้วยกลไกรักษาสมดุลที่ทรงพลัง แม้จะเป็นธุรกรรมแบบส่วนตัว แต่ก็ต้องดำเนินการตามราคาที่ฟาร์มกำหนดและเป็นไปตามที่ฟาร์มจำกัด! ดังนั้นของขวัญฟรีแบบนี้ วิธีนี้จึงใช้งานไม่ได้จริงๆ! อันที่จริงเรื่องแบบนี้ฉันก็เคยลองมาก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบยังไง มันก็จะถูกห้าม บางครั้งก็จะมีการเตือนด้วย และอีกอย่าง การฝึกฝนพลังเวทย์หรือปราณฉี ไม่สามารถอธิบายได้ภายใน 1-2 ประโยค ต่อให้ฟาร์มไม่ห้ามการส่งข้อมูล เกรงว่าก็ต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งเดือนโดยไม่ต้องหลับต้องนอนกว่านายจะสามารถรับตำราเวทมนตร์เบื้องต้นได้สำเร็จ!”
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่หลังจากได้รับข้อความจากเฟลิกซ์ หลี่ซวนก็ยังคงรู้สึกผิดหวัง
“เฮ้อ! พี่ชาย ดูเหมือนผมต้องหาเงินเพื่อซื้อมันเท่านั้น! ตำราเวทมนตร์เบื้องต้นที่ราคาถูกที่สุด มันมีราคามากกว่า 300,000 เหรียญทองฟาร์ม!”
หลี่ซวนอดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญ เนื่องจากทรัพย์สินในปัจจุบันของเขา เมื่อนับรวมผลจื่อซวนระยะที่ 1 สองผลที่โชคดีได้มา ก็มีเพียงประมาณ 43,000 เหรียญทองฟาร์มกว่าๆเท่านั้น แต่ถ้าไม่นับผลจื่อซวนทั้งสองผล เกรงว่าแม้แต่คาถาสักบทก็คงไม่มีปัญญาจ่าย
คราวนี้เฟลิกซ์ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
“น้องชาย! ฉันขอแนะนำให้นายโฟกัสไปที่เพลนเทคโนโลยีให้มากขึ้น! สำหรับเพลนผู้วิเศษหรือเพลนผู้ฝึกตนนั้น ไม่ต้องไปคิดถึงมัน!”
“ห๊ะ? ทำไมล่ะ?” หลี่ซวนรู้สึกงุนงงและถามกลับอย่างเร่งรีบ
เขาฝันเสมอว่าตัวเองจะเป็นเหมือนผู้ฝึกตนเหล่านั้น ที่สามารถใช้กระบี่บินไปในท้องฟ้า หรือมีพลังเหนือมนุษย์ หรือเป็นเหมือนเหล่าผู้วิเศษที่สง่างาม ที่สามารถใช้พลังจากธาตุธรรมชาติได้เพียงแค่โบกมือ! สำหรับการเป็นผู้เหนือธรรมชาติดังกล่าว จะไม่ให้หลี่ซวนตั้งตารอได้อย่างไร? อย่างไรก็ตามตอนนี้เฟลิกซ์กลับบอกให้เขาไม่ต้องไปคิดถึง มันจะแตกต่างอะไรกับการทำลายความฝัน?
“ตามที่นายบรรยายถึงดาวเคราะห์ของนาย ฉันวิเคราะห์ออกมาได้ว่า โลกของนายเป็นสถานที่กันดารอย่างแน่นอน! ดาวเวทมนตร์ของฉันอย่างน้อยก็มีองค์ประกอบเวทมนตร์รูปแบบต่างๆมากมาย ดังนั้นสัตว์ต่างๆในดวงดาวของฉันจึงได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยองค์ประกอบมหัศจรรย์ดังกล่าว จนทำให้พวกมันสามารถครอบครองแกนเวทย์ และมีความสามารถในการใช้เวทย์มนตร์ และสำหรับดวงดาวของผู้ฝึกตนก็มีพลังปราณฟ้าดินที่อุดมสมบูรณ์ ภายใต้การหล่อเลี้ยงของปราณฟ้าดินนี้ สัตว์ประหลาดและสมบัติต่างๆที่มีปราณแท้จริงจึงก่อกำเนิดออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนดาวเคราะห์ของนาย นานนับพันปีแล้วที่สัตว์ร้ายเป็นเพียงสัตว์ธรรมดามาโดยตลอด นี่จึงสามารถอธิบายได้ว่าทำไมนายถึงฝึกตนไม่ได้! นั่นเพราะ แม้ว่านายจะมีวิธีฝึก แต่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ นายก็ไม่สามารถฝึกฝนได้! เช่นเดียวกัน ในสถานที่ที่ไม่มีธาตุวิเศษแบบนี้ แม้แต่ม้วนเวทมนตร์ก็ไม่สามารถใช้ได้!”
“เอ่อ…ถ้างั้นผมต้องตัดใจแล้วใช่ไหม?” หลี่ซวนพูดด้วยความคับข้องใจ
เฟลิกซ์พูดถูก ไม่มีสัตว์เวทย์หรือสัตว์ประหลาดอยู่บนโลกจริงๆ! แม้ว่าสิงโตและเสือจะเป็นราชาแห่งสัตว์ที่ทรงพลังที่สุด แต่ถ้าพวกมันไปอยู่บนเพลนต่างดาวเหล่านั้น ประมาณว่าแม้แต่กระต่ายวิเศษ พวกมันก็ยังสู้ไม่ได้เลยใช่ไหม? นี่มันน่าเศร้าจริงๆ…
“อย่าเพิ่งท้อแท้! อันที่จริงเพลนเทคโนโลยีก็ทรงพลังไม่แพ้กัน! แม้ผู้ฝึกตนจะสามารถเหยียบกระบี่เหินไปบนท้องฟ้าท่องยุทธภพ แต่ผู้ทรงพลังหลายคนในเพลนเทคโนโลยีก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ใดๆด้วยซ้ำ! และพวกเขายังสามารถใช้อุปกรณ์แปลกๆได้ทุกชนิดจนทำให้คนธรรมดาที่อ่อนแอ เพียงชั่วพริบตาเดียวกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถต่อสู้กับอัศวินระดับกลางบนดาวของฉันได้! ยานรบของพวกเขาสามารถทำลายดาวเคราะห์ได้อย่างง่ายดาย พวกเขาสามารถปรับปรุงร่างกายและยืดอายุขัยโดยไม่ต้องฝึกฝน… สรุปแล้ว เมื่อเทียบกับเพลนผู้ฝึกตนและเพลนผู้วิเศษ เพลนเทคโนโลยีทรงพลังเหนือกว่ามาก! ต้องรู้ว่า พวกเขาสามารถเพิกเฉยต่อข้อจำกัดของคุณสมบัติและสภาพแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์จนสามารถผลิตผู้แข็งแกร่งได้เป็นจำนวนมาก!”
เห็นได้ชัดว่าเฟลิกซ์อิจฉาผู้แข็งแกร่งจากเพลนเทคโนโลยีมาก
แม้ว่าหลี่ซวนจะรู้ถึงความจริงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนี้ แต่เขาก็ไม่อยากยอมรับ และตอบกลับไปอย่างหดหู่
“เฮ้อ! นี่เป็นครั้งแรกที่ผมพบว่าโลกของผมช่างน่าเศร้าจริงๆ! ไม่เหมือนคุณ พี่ชายเฟลิกซ์ คุณยังสามารถเลือกสิ่งต่างๆจากเพลนเทคโนโลยี ในขณะที่สามารถฝึกตนและฝึกพลังเวทย์ไปพร้อมๆกันได้ ส่วนผมมีทางเลือกเพียงอย่างเดียวคือเพลนเทคโนโลยีเท่านั้น หดหู่จังเลย!”
“อย่าหดหู่ไปเลย! ถ้านายต้องการฝึกปราณฉี หรือพลังเวทย์ด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ มันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้! แต่นั่นจะต้องใช้เงินจำนวนมาก อย่างเช่นการซื้อวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จากผู้วิเศษบนเพลนผู้วิเศษ หรือซื้อปราณแรกเกิด (หยวนหยิง) จากผู้แข็งแกร่งบนเพลนผู้ฝึกตน แต่นั่นจะเป็นการสิ้นเปลือง สำหรับโลกที่ปราศจากพลังแม้การฝึกฝนจะประสบความสำเร็จ แต่ความแข็งแกร่งที่มีก็จะค่อยๆถดถอยลง มันจะดีกว่าถ้าจะใช้เงินเหล่านั้นไปซื้อของบางอย่างจากเพลนเทคโนโลยี แน่นอนว่าถ้านายสามารถซื้อระบบขนส่งระหว่างดวงดาวมาได้ มันก็ยิ่งดี เพราะถ้ามีมัน นายก็สามารถส่งตัวเองไปยังเพลนที่มีองค์ประกอบเวทย์มนตร์หรือเพลนที่มีปราณฟ้าดินจำนวนมากได้!”
“เฮ้อ! ลืมไปเถอะพี่ชาย ไม่ต้องปลอบผมหรอก! ระบบขนส่งระหว่างดวงดาวมีราคาแพงเกินไป ต่อให้ผมมีเงินมากขนาดนั้น ผมก็ไม่ซื้อ! ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมมันก็ไม่เลวเลยใช่ไหม? เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้ผมดีขึ้นมาก! ถ้าฝึกฝนพลังไม่ได้ก็ไม่ต้องฝึก มันไม่ใช่เรื่องใหญ่! นอกจากนี้ความปรารถนาสูงสุดของผมก็คือการมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องกังวลใดๆ ดังนั้นความปรารถนาที่จะเป็นคนเหนือคน การฝึกตน หรือฝึกฝนพลังเวทย์มันจึงไม่สำคัญ แต่ก็นั่นแหล่ะ พอคิดถึงเพลนทั้งสองอย่าง แล้วคิดถึงว่าเพลนของตัวเองเป็นอย่างไร ผมก็คิดว่าทำไมมันถึงได้อ่อนแอจัง? …”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ น้องชาย! แม้ว่าระบบขนส่งระหว่างดวงดาวจะมีราคาแพง แต่ถ้าฉันมีเงิน ฉันจะซื้อมันแน่! อย่าประมาทว่าประตูนี้ใช้ได้เฉพาะการเคลื่อนย้าย มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีราคาแพงที่สุดและท้าทายสวรรค์ที่สุดในร้านค้าฟาร์ม หากได้มันมา ความเร็วในการพัฒนาความแข็งแกร่ง ไม่ใช่สิ่งที่นายสามารถจินตนาการได้อย่างแน่นอน! ฉันแนะนำให้นายซื้อมัน ถ้านายมีเงิน มันไม่มีอะไรให้ต้องขัดเคือง! เพลนที่นายอยู่ควรถือได้ว่าเป็นเพลนเทคโนโลยี แต่ระดับของเทคโนโลยีนั้นล้าหลังเกินไป มันจึงเกิดเป็นภาพลวงตาว่าตอนนี้นายไม่มีอะไรเลย! นี่เป็นเหตุผลที่ฉันแนะนำให้นายเลือกเพลนเทคโนโลยี เพราะมันเป็นเพลนที่เหมือนกับของนาย การไม่สามารถฝึกตนหรือฝึกฝนพลังเวทย์ มันไม่มีทางแก้ได้! แต่ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันรู้จักกับชายชราคนหนึ่ง เพลนของเขาก็ล้าหลังเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ร่วมมือกันพัฒนา ตอนนี้มันได้กลายเป็นเพลนเทคโนโลยีที่ค่อนข้างทรงพลัง”
หลังจากอ่านข้อความนี้ของเฟลิกซ์แล้ว หลี่ซวนก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ และตกอยู่ในห้วงความคิดอันไม่มีที่สิ้นสุด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฟลิกซ์ก็ส่งข้อความมาอีก
“เอาล่ะ! คุยกันนานแล้ว ฉันหิว ได้เวลากินข้าวแล้ว! ไว้ค่อยคุยกันวันหลังนะ!”
“ได้ครับ! พี่ชาย! ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำแนะนำที่ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น และทำให้ผมรู้ทิศทางโดยประมาณสำหรับการพัฒนาตัวเองในอนาคต!” หลี่ซวนตอบอย่างจริงใจ
“เอาล่ะ! ไอ้หนูไม่ต้องสุภาพนักก็ได้! แค่นี้นะ!”
หลังจากออกจากเพลนฟาร์ม หลี่ซวนก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ขยับดวงตาปรับโฟกัส แต่ไม่นานเขาก็ตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“วันที่อากาศร้อนๆ ถ้าเป็นหวัดขึ้นมาจะอายคนไหมล่ะเนี่ย …” หลี่ซวนกอดอกห่อไหล่มองไปรอบๆห้องโถงที่ว่างเปล่าอย่างตกตะลึง เขาเดินออกจากช่องระบายอากาศของเครื่องปรับอากาศส่วนกลางไปที่ประตู
“ต้องกลับไปดูว่าศิลปะวัฒนธรรมของโลกอะไรขายได้ราคาเท่าไหร่บ้าง! ไม่รู้ว่าการขายของอาปินกับเสี่ยวหลานเป็นยังไงบ้าง! นี่ก็เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว! โอ้ใช่…” หลี่ซวนหยุดชะงัก ขมวดคิ้วและพึมพำกับตัวเอง “ลืมถามเรื่องผลจื่อซวนกับพี่เฟลิกซ์ไปเลย! ไม่เป็นไร! ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน!”
ในเวลานั้นเอง เฉินเหว่ยปินกับเสี่ยวหลานก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกของประตูกระจกใส