บทที่ 33 ปัญหาการสร้างทีม
บทที่ 33 ปัญหาการสร้างทีม
บทที่ 33 ปัญหาการสร้างทีม
.
ตลอดทั้งบ่ายวันนี้ หลี่ซวน เฉินเหว่ยปิน และเสี่ยวหลาน ทั้งสามคนยุ่งมากจนแทบจะไม่ใช่คนอีกต่อไป ทุกคนแทบอยากให้ตัวเองมีมือเพิ่มขึ้นอีกสัก 2-3 มือ
จากคำพูดของเฉินเหว่ยปิน ในช่วงเวลาคึกคักที่สุดของบริษัทนั้น สิ่งที่พวกเขาจัดทำได้ตอนนี้ยังได้ไม่ถึงครึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะยุ่งมากก็ตาม แต่บางคนก็ยังมีความสุขมาก โดยเฉพาะเฉินเหว่ยปิน และเสี่ยวหลานที่หน้าบานด้วยความปิติยินดี!
เนื่องจากหลี่ซวนกล่าวว่า อาหารซื้อกลับบ้านเหล่านี้เป็นรายได้เสริมของพวกเขาไม่ได้รวมอยู่ในบัญชีแยกค่าใช้จ่ายทั่วไปของบ้าน เงินที่ขายได้จะถูกนับเป็นของพวกเขา
นี่ถือได้ว่าเป็นการชดเชยของหลี่ซวนที่ให้เฉินเหว่ยปินและเสี่ยวหลาน สำหรับการช่วยเขาปกปิดความจริง!
หลังจากการพูดคุย ทั้งสามคนลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะใช้อาหารซื้อกลับบ้านในวันแรกนี้เพื่อการเปิดตลาด ซึ่งจะขายในราคาที่ไม่แพงนัก แต่ก็ต้องคำนึงถึงปริมาณของอาหารที่บรรจุในกล่องด้วย
อาหารกล่องชุดนี้มีไว้เพื่อการเปิดตลาด จึงต้องคำนวณเรื่องปริมาณให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้คนได้ลิ้มลองมากขึ้น หลังจากการพูดคุยของทั้งสามคน ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าอาหารกล่องวันนี้จะลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง
โดยมีกับข้าวสองสามอย่างสำหรับทำเป็นอาหารกล่อง และแต่ละกล่องจะใส่ข้าวเพียงครึ่งกล่องเท่านั้น เรื่องใหญ่ในวันนี้ก็คือการโฆษณา ซึ่งจะขายในราคาถูก
สำหรับงานของหลี่ซวนคือการปรุงซุปในช่วงบ่าย ซึ่งจะมีกากซุปเหลือมากกว่า 40 ชั่ง (20 กก.) ครึ่งหนึ่งเป็นหัวไชเท้าและอีกครึ่งเป็นข้าวโพด และเพื่อให้กากซุปเหล่านี้มีหน้าตาน่ากินมากขึ้น หลี่ซวนซื้อเนื้อซี่โครง 10 ชั่ง (5 กก.) มาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และซื้อหัวไชเท้าธรรมดากับข้าวโพดธรรมดา มาอีก 10 ชั่งเช่นกัน โดยเสี่ยวหลานจะมีหน้าที่ทำกับข้าว
ผักมากกว่า 60 ชั่ง (30 กก.) เหล่านี้ เพียงพอให้พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก หากรวมข้าวเข้าไปด้วย ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะทำเสร็จทัน เพราะกับข้าวมากมายนี้ ต้องใช้ข้าวสารอย่างน้อย 100 ชั่ง (50 กก.) และการหุงข้าวจำนวนนี้ด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเล็กของบ้านเฉินเหว่ยปินย่อมไม่ทันอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเขาต้องหาโรงอาหารแถวๆนั้น เพื่อซื้อข้าวสุกจำนวนมากกว่า 100 ชั่ง ในราคาที่สูงมากถึง 1 หยวนต่อหนึ่งชั่งครึ่ง (750 กรัม) มาแทนการหุงด้วยตัวเอง
สำหรับการซื้อของทั้งหมด เงินที่หลี่ซวนมีอยู่จึงไม่เพียงพอ และเขาก็ไม่คิดที่จะใช้เงินของเฉินเหว่ยปิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาเคยบอกไว้ว่าเงินทุนเหล่านี้ได้รับการลงทุนโดยลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ไกลของเขาด้วย
หลี่ซวนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปขอให้หม่าคังจ่ายเงินค่าซุปล่วงหน้า 2,000 หยวนเพื่อจัดการกับเรื่องนี้
หลังจากการทำงานหนักเพื่อใส่ข้าวครึ่งกล่องและกับข้าวลงในกล่องอาหารของคนทั้งสามตลอดบ่าย กล่องอาหารบรรจุใหม่ 200 กล่องก็ถูกปล่อยออกมา
และเพื่อขนส่งกล่องอาหารเหล่านี้ไปยังอาคารสำนักงานที่เฉินเหว่ยปินทำงานอยู่ หลี่ซวนยังเช่ารถตู้มาเป็นพิเศษ แม้พวกเขาจะช่วยกัน แต่ก็แทบไม่ทันเวลาเลิกงาน อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็มาทัน
หลังจากนำรถตู้ไปจอดไว้ในบริเวณที่จอดรถสาธารณะหน้าอาคารสำนักงานแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ขนกล่องอาหารที่แพ็คลงถุงพลาสติกแล้วลงจากรถ ตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เฉินเหว่ยปินต้องขึ้นไปบอกเพื่อนร่วมงานที่บริษัทก่อน
แม้จะเรียกลูกค้ามาได้ไม่กี่สิบคน แต่หลี่ซวนเชื่อว่า ตราบใดที่มีการซื้อขายเกิดขึ้น คนที่เพิ่งเลิกงานจะต้องสงสัยและเข้ามาดู จากนั้นพวกเขาเพียงเปิดกล่องอาหารสักกล่องให้กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย และภายใต้การบอกกันแบบปากต่อปากของผู้ที่ได้กิน กล่องอาหารทั้งหมด 200 กล่องนี้จะต้องขายหมดอย่างแน่นอน และเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะขายไม่หมด
สำหรับราคาขายพวกเขาตกลงกันไว้ที่ 4 หยวนต่อกล่อง และแต่ละคนจะถูกจำกัดให้ซื้อได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยใครมาก่อนก็ได้ก่อน
สิบนาทีต่อมา เฉินเหว่ยปิน ‘ผู้สมัครใจเป็นคนเรียกแขก’ ก็รีบวิ่งกลับมาคนเดียวอย่างเหงื่อออกโชก เขาดื่มน้ำไปพลางเช็ดเหงื่อไปพลาง และอ้าปากหอบหายใจ “โอ๊ย มารดามันเถอะ! ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวัน แม้แต่ไอรอนแมนก็ไม่รอด!”
ยังเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก่อนที่ผู้คนในอาคารสำนักงานจะเลิกงาน ในช่วงนี้พวกเขาต้องพักผ่อนให้พอ เพราะเกรงว่าหลังจากนี้พวกเขาจะต้องยุ่งมากแน่
หลี่ซวนกับเสี่ยวหลานก็ร้อนมากเหมือนกัน ภายในอาคารสำนักงานยังมีเครื่องปรับอากาศ แต่ข้างนอกนี้พวกเขามีเพียงลมร้อนที่พัดผ่านเท่านั้น
หลี่ซวนใช้กระดาษแผ่นหนาพัดให้กับตัวเองอย่างดุเดือด แล้วพูดว่า “ในช่วงแรกมันก็ต้องเป็นแบบนี้แหล่ะ ไม่มีทางเลือกก็พวกเรามีเพียงไม่กี่คนนี่นา ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ พวกนายสองคนก็ได้หยุดพักผ่อนแล้ว!”
หลังจากแก้ปัญหาเรื่องกากซุปได้แล้ว หลี่ซวนก็เริ่มพิจารณาเรื่องปัญหาการสร้างทีมต่อไป เมื่อธุรกิจใหญ่ขึ้นและเป็นที่นิยมมากขึ้น คนแค่สามคนไม่พออย่างแน่นอน ตอนนี้เรื่องการสะสมเงินทุนก็พอมองเห็นได้บ้างแล้ว ดังนั้นเรื่องการสร้างทีมก็ต้องรีบเอามาพิจารณาอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ทีมของเขาจะไม่เหมือนกับทีมของคนอื่น ทีมที่หลี่ซวนต้องการสร้างขึ้นนั้นมันไม่ธรรมดา เนื่องจากหลี่ซวนมีความลับมากมาย ดังนั้นสมาชิกหลักของทีมจะต้องเป็นคนที่น่าเชื่อถือ เฉินเหว่ยปินคนหนึ่งล่ะ และเสี่ยวหลานก็นับเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนคนอื่นๆเขาจำเป็นต้องตามหาเอาเอง
ความลับเรื่องเพลนฟาร์มจะต้องไม่มีใครรู้ และที่มาของอาหารอร่อยนั้น จะรู้ได้เฉพาะบางคนเท่านั้น
แล้วจะหาคนกลุ่มนี้ได้จากที่ไหน? หลี่ซวนรู้สึกกังวลเล็กน้อย
แต่ถึงอย่างไร หลี่ซวนจะไม่มีวันสร้างเป็นธุรกิจครอบครัวที่ปล่อยให้เครือญาติจำนวนมากมาทำงานด้วยเหมือนคนอื่นๆ
ประการแรก มันไม่ง่ายที่จะจัดการ เพราะท้ายที่สุดพวกเขาก็เป็นเครือญาติกัน หากเข้มงวดก็จะก่อให้เกิดความขุ่นเคือง และถ้าไม่เข้มงวดก็จะเกิดปัญหา ซึ่งทั้งหมดนี้มันจะทำให้ลำบากใจมาก! โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจของหลี่ซวนที่มีความลับทางการค้าในระดับสูง ซึ่งไม่ควรให้มีปัญหาใดๆเกิดขึ้น มิฉะนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
ประการที่สอง มีปัญหาเรื่องความไว้ใจ เครือญาติก็ไม่อาจนับว่าเชื่อถือได้ ถ้ามีคนรู้สึกอิจฉาขึ้นมา แล้วเปิดเผยความลับ หลี่ซวนก็จะจัดการได้ยาก
แล้วเขาจะสามารถไปหาคนที่เชื่อถือได้จากที่ไหน?
ต้องรู้ว่าจำนวนคนในทีมที่หลี่ซวนต้องการไม่ใช่น้อยๆ ถ้าหลี่ซวนต้องการจะทำธุรกิจเหมือนกับร้านแมคโดนัลหรือเคเอฟซีที่เปิดสาขาไปทั่วโลก…
อย่างน้อยก็เป็นหมื่นคนใช่ไหม?
คนเป็นหมื่นจะเก็บความลับได้เหรอ?
หลี่ซวนรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย ดูเหมือนว่านี่จะเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามหลี่ซวนก็ไม่ยอมแพ้ เขาเชื่อมั่นในความพยายามของมนุษย์ และไม่มีคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ในพจนานุกรมของเขา
อย่างไรก็ตามทีมขนาดใหญ่นี้ไม่ใช่สิ่งที่หลี่ซวนควรจะพิจารณาในขณะนี้ แผนระยะสั้นของเขาก็คือการสร้างทีมขนาดเล็กประมาณ 10 คน เพื่อทำงานในร้านค้า
เมื่อเทียบกับคนเป็นหมื่น สิบคนอาจจะง่ายกว่ามาก
น่าเสียดายที่สาระสำคัญของเรื่องยังคงเหมือนกัน นั่นคือความน่าเชื่อถือ แค่คนเดียวก็หายากแล้ว!
มาถึงจุดนี้ หลี่ซวนยังคงต้องคิดจนปวดหัวต่อไป…
“ถึงพรุ่งนี้จะได้พัก แต่ปัญหาก็คือ – เราอาศัยอยู่บนชั้นสิบ! วันนี้เราต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงกี่รอบ นายจำได้ไหม? เกรงว่าอย่างน้อยๆก็ 7-8 รอบ?” เฉินเหว่ยปินพูดด้วยสีหน้าขมขื่น “คาดว่าวันพรุ่งนี้คงปวดน่องแทบตายแน่ๆ!”
หลี่ซวนยิ้มอย่างขมขื่น “เอาล่ะ! อย่าบ่นนักเลย! ตอนแรกนายชอบอยู่ชั้นสิบไม่ใช่เหรอ?”
“หยุดเลย! ที่พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงนายไม่เข้าใจเหรอ?” เฉินเหว่ยปินพูดอย่างหดหู่ “ฉันหมายความว่าเราต้องรีบทำเงิน แล้วหาบ้านใหม่ สถานที่ๆทั้งสูงทั้งร้อนแบบนั้น ถ้าแค่อยู่อาศัยก็ได้อยู่หรอก แต่ถ้าใช้เป็นสถานที่สำหรับทำอาหารกล่องขายก็เป็นไปไม่ได้ที่จะยึดเป็นที่มั่น!”
“อืม!” หลี่ซวนพยักหน้า “ไว้ดูผลการโฆษณาของวันนี้และการขายอย่างเป็นทางการก่อน ถ้าขายดี เราค่อยไปหาที่ดีๆใหม่ใกล้ๆที่นี่ แล้วก็ทำเป็นร้านอาหารจานด่วน! จากนั้นก็พิมพ์การ์ด เขียนข้อมูลติดต่อติดลงบนทุกกล่องอาหาร บอกให้ทุกคนรู้ถึงวิธีสั่งอาหารจานด่วนของเรา แล้วจ้างคนเพิ่ม 2-3 คน เป็นพนักงานส่งอาหาร พอถึงเวลาก็ให้พวกเขาไปส่งของ เราจะได้ไม่ต้องวิ่งมาขายเองแบบนี้อีก! ฉันคิดว่า หลังจากการโฆษณาของเราวันนี้ ตลาดอาหารจานด่วนของเราจะเปิดอย่างเป็นทางการ และเมื่อถึงเวลานั้น นายก็น่าจะมีความมั่นใจพอที่จะลาออกจากงานใช่ไหม?”
พนักงานส่งอาหารต้องการเพียงความขยันเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องน่าเชื่อถือ เพราะยังไงพวกเขาก็ไม่ได้เข้ามาในครัว ในเมื่อไม่รู้ความลับก็ไม่สำคัญว่าจะเก็บความลับได้หรือไม่! ส่วนที่จัดการได้ยากก็คือห้องครัว เมื่อยังหาผู้ที่เหมาะสมไม่ได้ พวกเขาสามคนได้แต่ต้องทำเองเท่านั้น
“ได้เลย!” เฉินเหว่ยปินตบหน้าอก ตอบอย่างมั่นใจ
“ฮิฮิ! พี่ซวนจื่อ ความคิดดีจริงๆ!” เสี่ยวหลานที่อยู่ข้างๆยกนิ้วโป้งให้หลี่ซวนอย่างชื่นชม
“เอาล่ะ เอาล่ะ! พักผ่อนก่อน เดี๋ยวก็ต้องยุ่งกันแล้ว!” หลี่ซวนโบกมือแล้วยกน้ำขึ้นดื่ม รอการขายที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในเวลานั้นเอง เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือของหลี่ซวนก็ดังขึ้น
เมื่อเห็นข้อความเตือนว่า ‘ผลซวนจื่อกำลังจะสุก’ หลี่ซวนก็ยิ้มอย่างขมขื่น นึกไม่ถึงว่าจะยุ่งมากจนลืมไปเลย!
“แย่แล้ว! อาปิน! ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องสำคัญมากที่ต้องไปทำ! ตรงนี้… คงต้องรบกวนพวกนายแล้ว!” หลี่ซวนมีสีหน้าร้อนใจ ท้ายที่สุดแล้วการขายแบบนี้ มีสามคนก็ยุ่งพออยู่แล้ว ตอนนี้ถ้าขาดเขาไปสักคน มันก็ไม่ง่ายที่จะรับมือ
“ห๊ะ? ซวนจื่อ เรื่องด่วนมากเลยเหรอ?” เฉินเหว่ยปินถามด้วยสีหน้าขมขื่น
“ไม่มีทางเลือก! เรื่องนี้สำคัญสำหรับฉันมาก!” ขณะที่หลี่ซวนพูดเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ดูสิ! ฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตั้งหลายครั้งกันลืมด้วย!”
“เฮ้อ! งั้นก็ไปเหอะ! ใครบอกให้ฉันมีเพื่อนที่ทิ้งกันยามลำบาก…” เฉินเหว่ยปินแสร้งทำเป็นคร่ำครวญ จนเสี่ยวหลานต้องหยิกเขาอย่างแรง
“พี่ซวนจื่อ ไปทำธุระเถอะ ที่นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่เราเอง!” เสี่ยวหลานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อืม!” หลี่ซวนพยักหน้า แล้วหยิบเงินหนึ่งพันหยวนออกมาจากกระเป๋ายื่นให้เฉินเหว่ยปิน และพูดว่า “นายเอาเงินนี่ไว้ แม้ที่นี่จะไม่มีเทศกิจ แต่ก็มีรปภ.! แม้ตรงนี้จะเป็นพื้นที่สาธารณะไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา แต่พวกเขาก็อาจมาเยี่ยมเยียนเราได้เหมือนกัน ดังนั้นทางที่ดีก็พูดคุยกัน ถ้าไม่ไหวจริงก็ขอเช่าที่หรืออะไรซักอย่าง สร้างปัญหาให้น้อยที่สุด! ท้ายที่สุด การกระทำของเราก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเหมือนกัน โชคดีที่ปัญหานี้จะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันเท่านั้น!”
เฉินเหว่ยปินไม่ได้พูดอะไร เขารับเงินจากหลี่ซวนแล้วโบกมือให้ “ไม่ต้องห่วง ฉันคุ้นเคยกับรปภ.ที่นี่ แต่ถ้านายต้องการจ่ายค่าเช่าจริงๆ บางทีพวกเขาอาจรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับเราด้วยก็ได้! ฮ่าฮ่า! ไปไป! นายไปอึ(ทำธุระ)ไป! ที่นี่มีพี่ชายอยู่! ไม่ต้องห่วง!”
“นี่! นายเรียกธุระของฉันว่าอึงั้นเหรอ? เอาล่ะ เอาล่ะ! ขี้เกียจพูดด้วยแล้ว ที่นี่ให้พวกนายจัดการ ฉันต้องไปแล้ว! ไม่มีเวลาแล้ว!” หลี่ซวนโบกมือ หันหลังและวิ่งไปทางอาคารสำนักงานที่อยู่ถัดไป