บทที่ 30 โลกนี้มันช่างบ้าบอ
บทที่ 30 โลกนี้มันช่างบ้าบอ
บทที่ 30 โลกนี้มันช่างบ้าบอ
.
“เอ่อ…” หลี่ซวนปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก และพูดอย่างหน้าซื่อใจคดว่า “ไม่เป็นไรครับ! งานที่ผมทำดีอยู่แล้ว ไม่รบกวนคุณล่ะ!”
จุดที่หลี่ซวนมีความประทับใจที่สุด สำหรับเฟิงลี่คนนี้ก็คือ เธอชอบเปรียบเทียบและโอ้อวดมากเกินไป!
“โอ๊ย! ทำไมต้องมาเกรงใจกันด้วย?” พูดจบเฟิงลี่ก็หยิบนามบัตรจากกระเป๋าเสื้อของแฟนยื่นให้หลี่ซวน “เอานี่! เอาไป! ถ้าคิดได้แล้วก็โทรมานะ แต่อย่ารอช้า! ตำแหน่งที่ว่างจะเต็มซะก่อน แล้วสามีของฉันจะพูดลำบาก!”
“เอ่อ…เหอเหอ! ขอบคุณพวกคุณมาก!” หลี่ซวนยื่นมือรับนามบัตรอย่างหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
“อืม!” เฟิงลี่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็มองนาฬิกาเรือนบางบนข้อมือ แล้วทำท่าแปลกใจเล็กน้อย “โอ๊ะ! ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว! ต้องรีบไปแล้ว! ซวนจื่อ! ไว้ว่างๆค่อยคุยกันใหม่นะ!”
พูดจบเธอก็โบกมือให้โดยไม่รอให้หลี่ซวนตอบ “บาย!”
ในที่สุดก็ไปได้ซะที!
หลี่ซวนถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาคิดอยู่นานที่จะรีบจบเรื่อง ไม่งั้นเขาได้อายจริงๆแน่!
รู้ไหมว่าทันทีที่หม่าคังมาถึง เมื่อเห็นว่าเขากำลังพูดคุยอยู่กับคนอื่นอยู่ หม่าคังก็ต้องไต่ถามจริงไหม? และเมื่อหม่าคังถามเขาก็ต้องแนะนำให้รู้จักกันใช่ไหม? แล้วถ้าพวกเขารู้จักกัน! นั่นจะเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ!
ไม่มีทางเลือก ความปรารถนาของเฟิงลี่ในการเปรียบเทียบนั้นแรงเกินไป ถ้าผู้หญิงคนนี้สนใจแล้วลากแฟนของเธอมาเปรียบเทียบความอ้วนกับคนอื่นขึ้นมาแล้วจะทำไงดี?
หลี่ซวนกังวลจริงๆ
เฮ้อ! การรู้จักกับคนแบบนี้ มันไม่ใช่ความอายแบบธรรมดาจริงๆ! หลี่ซวนรู้สึกขมขื่นในใจ
โชคดีที่ในที่สุดก็ไปได้เสียที! สิ่งที่เขากลัวไม่ได้เกิดขึ้น! ดูเหมือนว่าหลังจากนี้ต้องกลับไปวางแผนดีๆ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลี่ซวนกำลังบอกว่าตัวเองโชคดีที่ได้บอกลาเฟิงลี่กับแฟน และกำลังคิดว่าจะเข้าสู่เพลนฟาร์ม เสียงตะโกนที่ดังมากๆของเจ้าอ้วนหม่าน่าตายก็ดังขึ้นไม่ไกล “น้องหลี่ซวน!”
“…”
หลี่ซวนถึงกับพูดไม่ออก!
เฟิงลี่ชะงักเท้าที่เพิ่งก้าวเดิน แล้วหันกลับมามองที่มาของเสียง
เขาเห็นเจ้าอ้วนหม่ากำลังวิ่งมาหาด้วยอาการตัวสั่นพร้อมกับชายหนุ่มสองคนในชุดเครื่องแบบพนักงาน ภายใต้การวิ่งแบบนั้น ถ้าไขมันในร่างของเจ้าอ้วนหม่าไม่กระเพื่อมจนสั่น มันคงไม่ใช่เรื่องปกติ
“ซวนจื่อ! เขาเป็นคนที่คุณกำลังรอเหรอ?” เสียงของเฟิงลี่ดังขึ้นข้างหูของหลี่ซวน พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก “คิกคิก! หุ่นดีจริงๆ!”
“…”
หลี่ซวนมีสีหน้าขมขื่น
“น้องหลี่ซวน! ฮ่าฮ่า! ขอโทษที่ทำให้รอ!” ในที่สุดหม่าคังก็ย้ายร่างอ้วนๆมาถึงหลี่ซวน
“ฮ่าฮ่า! ที่ไหนกัน แค่รอครู่เดียวเอง!”
“เฮ้อ!” หม่าคังหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ามาเช็ดเหงื่อที่ใบหน้า “ผมควรมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่ารถจะติด!”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร!” หลี่ซวนตอบ ส่วนในใจก็กำลังกังวล: เฟิงลี่ เธอกำลังรีบไปไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่อีก?
โชคดีที่หม่าคังจับจ้องอยู่ที่หม้อใบใหญ่ตรงหน้าของหลี่ซวน ทำให้เขาไม่ทันสังเกตว่ายังมีคนยืนอยู่ข้างๆ หลี่ซวนอยู่สองคน มิฉะนั้น เขาคงต้องเอ่ยปากถาม และนั่นก็จะเป็นปัญหาใหญ่ ตามความเข้าใจของหลี่ซวนที่มีต่อเฟิงลี่ บางทีเธออาจทำให้เขาเสียหน้าจริงๆ ด้วยการเปรียบเทียบตัวเธอกับคนอื่นอย่างไม่ลังเล
ไม่ว่าหน้าของหลี่ซวนจะหนาขนาดไหน ก็ต้องยอมแพ้ให้กับคนๆนี้!
“ฮ่าฮ่า!” หม่าคังเช็ดเหงื่ออีกครั้ง และมองดูหม้อแล้วกลืนน้ำลาย จากนั้นก็ถามว่า “น้องหลี่ซวน! ซุปวันนี้ทั้งหมดอยู่นี่ใช่ไหม?”
“ใช่ครับ!” หลี่ซวนพยักหน้า “ในนี้มีห้าหม้อเล็กพอดี!”
“ฮ่าฮ่า! ดี! ถ้างั้นเราก็มามือหนึ่งจ่ายเงินมือหนึ่งส่งมอบซุปกันเถอะ!” หม่าคังดีใจ และหยิบกระเป๋าเงินสีเข้มแวววาวใบใหญ่ออกมาจากกระเป๋า แล้วนับธนบัตรห้าใบส่งให้หลี่ซวน “หนึ่งร้อยหยวนต่อหนึ่งหม้อเล็ก เอานี่ห้าร้อยหยวน!”
“โอเค!” หลี่ซวนก็ไม่เกรงใจเช่นกัน หยิบเงินใส่กระเป๋าโดยไม่นับ
“…”
เฟิงลี่กับแฟนที่อยู่ข้างๆ ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะหลุด! นี่มันน้ำในสระหยกหรือไง? ซุปหม้อเดียว ราคาห้าร้อยหยวน?
(ผู้แปล – สระหยก สระบนภูเขาคุนหลุนในตำนานซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าแม่หวังมู่)
“ฉันได้ยินไม่ผิดใช่ไหม?” เฟิงลี่กับหวางซินห่าวมองหน้ากัน แล้วเฟิงลี่ก็ถามแฟนด้วยเสียงต่ำ
“ผม…ผมได้ยินไม่ผิดใช่ไหม?” หวางซินห่าวก็ประหลาดใจไม่แพ้กันและถามแฟนสาวด้วยเสียงต่ำเช่นกัน
การสนทนาที่น่าประหลาดระหว่างทั้งสองคนเบาเกินกว่าจะดังไปถึงหลี่ซวนและหม่าคัง
เมื่อเห็นว่าหลี่ซวนรับเงินไปแล้ว หม่าคังก็หันไปเรียกพนักงานทั้งสองคนที่อยู่ด้านหลัง “มานี่! พวกนายเอาหม้อซุปนี้ไปที่รถ! ระวังด้วย ถ้าหกแม้แต่หยดเดียว ฉันจะฆ่าพวกนาย!”
พอได้ยินเช่นนั้น พนักงานทั้งสองคนก็รีบก้าวเข้ามายกหม้อขึ้นและค่อยๆ เคลื่อนย้ายกลับไปในเส้นทางที่พวกเขามา
เป็นการเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวังจริงๆ!
“น้องหลี่ซวน!” หม่าคังร้อนจัดจนต้องเช็ดเหงื่อตลอดเวลา “เฮ้อ! อากาศแบบนี้ ตกลงว่าคราวหน้าผมจะให้สองคนนี้มารับซุป ส่วนผมจะไม่มาแล้ว! มันร้อนเกินไป! คุณแค่บอกผมทางโทรศัพท์ว่ามีซุปมากแค่ไหน แล้วผมจะให้พวกเขานำเงินมาให้! มันจะดีมากถ้าคุณจะปรุงซุปให้มากขึ้น ห้าหม้อเล็กต่อวันมันไม่พอ! ฮ่าฮ่า!”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เฟิงลี่กับหวางซินห่าวที่อยู่ข้างๆ แทบจะอดใจไว้ไม่ได้ที่จะตบหน้าตัวเองเพื่อยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้กำลังฝันไป คำพูดของเจ้าอ้วนคนนี้ท้าทายเกินกว่าใจคนจะรับไหว
ฟังจากความหมายของคำพูดเจ้าอ้วน ดูเหมือนว่าการทำธุรกรรมของพวกเขาไม่ได้จำกัดเฉพาะวันนี้?
นานแค่ไหน? ทุกวัน? ดูเหมือนคำพูดของเจ้าอ้วนจะมีความหมายเช่นนี้
ถ้าทุกวัน ห้าร้อยหยวนต่อเดือนก็คือ…
หนึ่งหมื่นห้าพันหยวน?
สวรรค์!
เฟิงลี่รู้สึกเหมือนสมองคิดตามไม่ทัน!
เมื่อสติของเฟิงลี่กับหวางซินห่าวฟื้นคืนในที่สุด หลี่ซวนก็เปิดปากพูดเรื่องท้าทายประสาทที่บอบบางของพวกเขาอีกครั้ง
“ฮ่าฮ่า! คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้ขายซุปให้คุณคนเดียว! ตอนบ่ายผมต้องปรุงอีก 5 หม้อให้คนอื่นอีก! ผมไม่มีเวลาพอที่จะปรุงให้ได้มากกว่านี้!” หลี่ซวนส่ายหัวและพูดว่า “อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผมจะไม่สามารถรับประกันอะไรได้ แต่ในอนาคตผมจะพยายามหาเวลาปรุงซุปให้มากขึ้น”
อะไรนะ?
ในเวลานี้เฟิงลี่กำลังสงสัยว่าเธอมีอาการประสาทหลอนทางหู หลี่ซวนกล้าดียังไงที่บอกว่า เขาไม่เพียงจะขายซุปแค่ห้าหม้อทุกวัน แต่เป็นสิบหม้อ?
ซุปหม้อละหนึ่งร้อยหยวน ซุปสิบหม้อก็หนึ่งพันหยวน หนึ่งพันหยวนต่อวัน หนึ่งเดือนก็…
สามหมื่น?
เฟิงลี่รู้สึกว่าเธอกำลังอ้าปากค้างชนิดที่สามารถยัดซาลาเปาสองลูกเข้าไปได้ ส่วนหวางซินห่าวก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น และการแสดงออกของพวกเขาก็ดูเกินจริงมาก
แค่ขายซุปก็ทำรายได้มากถึง 360,000 ต่อปี? แนวคิดนี้คืออะไร?
เฟิงลี่คิดอะไรไม่ออก เธอได้แต่คิดว่าโลกนี้มันบ้าไปแล้ว!
“ถามหน่อยน้องชาย!” หม่าคังถามด้วยเสียงหัวเราะจนน้ำตาเล็ดเล็กน้อยว่า “การปรุงซุป…ใช้เวลาไม่นาน! ในขณะปรุงซุปคุณยังทำอย่างอื่นได้อีก! ผมคิดว่า คุณคงทำอย่างอื่นเพื่อให้สามารถสะสมเงินให้ได้เร็วขึ้นด้วยใช่ไหม?”
“นี่…” แน่นอนว่าหลี่ซวนต้องการสะสมทุนเริ่มต้นให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะปรุงซุปทุกวันให้มากขึ้น แม้ว่าในภายหลังเขาจะซื้อหม้อขนาดใหญ่ที่สามารถใช้กับเตาแม่เหล็กไฟฟ้าได้ก็ตาม
ในใจของเขารู้สึกขมขื่นเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะว่า การปรุงซุป 10 หม้อต่อวันในตอนนี้ เขาต้องสูญเสียกากซุปแสนอร่อยไปมากกว่า 50 ชั่ง (25 กก.) เพื่อไม่ให้ใครรู้ถึงที่มาของความอร่อย สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเอาไปขายได้โดยตรง ไม่ว่ายังไงก็ต้องขายมันเป็นอาหารสำเร็จรูป แต่ตอนนี้หลี่ซวนไม่รู้ว่าจะเอาอาหารสำเร็จรูปไปขายได้ที่ไหน? ไม่มีทางอื่นนอกจากรอให้มันเน่าเสียแล้วทิ้งไป และนั่นก็เป็นการสูญเปล่าอย่างแท้จริง หากต้องปรุงเพิ่มขึ้น หลี่ซวนก็ไม่รู้ว่าเขาจะต้องทนอึดอัดใจกับความเสียดายนี้ขนาดไหน
แน่นอนว่าการซื้อตู้เย็นเพื่อเก็บพวกมันไว้ซักพักก็สามารถทำได้ แต่ยังไงก็ต้องหาหนทางแก้ไข! มิฉะนั้นต่อให้เช่าห้องเย็นก็ไม่พอเก็บ และสุดท้ายก็ต้องทิ้ง
แม้ว่าในฟาร์มของหลี่ซวนจะมีโกดังที่มีฟังก์ชั่นการเก็บรักษาความสด แต่มันเก็บได้เฉพาะผักและผลไม้สดเท่านั้น ไม่สามารถเก็บรักษากากอาหารสุกเหล่านี้ได้
ในเมื่อหาคนอื่นมากินไม่ได้ ก็ต้องโยนทิ้งสถานเดียว!
มันน่าเสียดายจริงๆ!
ดังนั้นตั้งแต่หลี่ซวนปรุงซุปหม้อแรก เขาก็คิดหาวิธีที่จะกินกากซุปที่เหลือเหล่านี้โดยไม่ให้ถูกค้นพบที่มาของความอร่อย และวิธีจัดการกับกากซุปที่เหลือเหล่านี้
การให้อู๋ตานนำไปขายไม่ใช่เรื่องดี เนื้อเสียบไม้และหัวไชเท้าเสียบไม้ และอื่นๆ ที่เธอนำมาขายไม่ได้อร่อยขนาดนั้น และถ้านำหัวไชเท้ากับข้าวโพดที่เหลือไปเสียบไม้แล้วเอาไปขายที่นั่น นักชิมก็จะรู้ได้เมื่อกินเข้าไป
ไม่ว่ากรณีใด สิ่งต่างๆที่หลี่ซวนคิดไว้ก็ไม่เป็นผล และก่อนที่จะหาวิธีได้ เขาจะไม่เพิ่มจำนวนอีก