- หน้าแรก
- นมพิษเก้าดาว
- บทที่ 109 ซานเว่ยคนใหม่
บทที่ 109 ซานเว่ยคนใหม่
บทที่ 109 ซานเว่ยคนใหม่
บทที่ 109 ซานเว่ยคนใหม่
.
เนื่องจากมีฝูงผีขาวอยู่ทั่วทั้งภูเขาและที่ราบ พวกมันจึงดึงดูดการโจมตีในด้านสว่าง ส่วนในด้านมืดทหารรับจ้างทั้งหมดได้ต่อยอดการสร้างเขาวงกตผนังโคลน
มีคนกลุ่มหนึ่งเดินไปมาในเขาวงกตที่ซับซ้อน โดยมีเอ้อเว่ยเป็นม้านำทางที่ดุร้ายและแข็งแกร่ง
เจียงเซียวติดตามทุกคนไปอย่างเร่งรีบ ในที่สุดก็กลับมายังตำแหน่งเดิมที่จุดศูนย์กลาง
เขาโยนทักษะดาวกระดิ่งออกมาเป็นบางครั้ง หลังจากเอ้อเว่ยสังหารศัตรู และบางครั้งก็ให้พรแก่เธอเพื่อฟื้นฟูสถานะ
เป็นธรรมดาที่ไห่เทียนชิงกับหลี่เว่ยอี้ จะอยู่ด้านหลังทีมเพื่อป้องกันหลังให้กับทุกคน
ในเวลาเดียวกัน เจียงเซียวก็เพลิดเพลินไปกับ ‘การสังหารข้ามระดับ’ และชัยชนะอันแสนสบายไปตลอดทาง
ในตอนที่ทุกคนได้พบกับหัวหน้าทีมกู้ภัยสาธารณะ อี้เว่ย ชายแข็งแกร่งผู้สูง 2 เมตร คะแนนทักษะของเจียงเซียวก็มีถึง 104 คะแนนแล้ว
อี้เว่ย ในฐานะหนึ่งในหัวหน้าทีมกู้ภัยสาธารณะของกองกำลังผู้พิทักษ์รัตติกาล ความสามารถของเขาไม่มีข้อกังขา
ยกเว้นสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อยบนใบหน้าเมื่อพบกับเอ้อเว่ยครั้งแรก ไม่นานสีหน้าของเขาก็กลับคืนสู่ปกติ
จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหัวหน้าทีมอี้เว่ยกับเอ้อเว่ย ในที่สุดเจียงเซียวก็รู้ว่า ในสถานที่ ที่พวกเขาไม่รู้จัก ยังมีกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อปกป้องทุ่งหิมะอยู่
เจียงเซียวคิดว่าเป็นเพราะการนำของเอ้อเว่ย พวกเขาจึงใช้เส้นทางที่สั้นที่สุดตัดตรงมายังซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์โดยตรง
มิฉะนั้น เจียงเซียวก็คงได้เห็นกองกำลังที่เฝ้าระวังกับกลุ่มทหารรับจ้างที่กระจายตัวอยู่ในทุ่งหิมะแล้ว
พูดตามหลักตรรกะแล้ว ซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าที่เป็นรากฐานของทุกสิ่ง และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากมันถูกทำลาย ช่องประตูมิติที่เหลือในทุ่งหิมะจะค่อยๆ พังทลายลง ดังนั้นซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นสถานที่ที่ฝ่ายตรงข้ามทุ่มเทพลังโจมตีแข็งแกร่งที่สุด
แต่ความจริงแล้ว อาจกล่าวได้ว่ามีสงครามเกิดขึ้นทุกหนแห่งในทุ่งหิมะอันกว้างใหญ่ ตามที่อี้เว่ยบอก ในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้มีช่องประตูมิติสองแห่งถูกทหารรับจ้างตัดขาดไปแล้ว
เมื่อกลุ่มไล่ตามแสงอีกทีมมาถึงและเอาชนะทีมทหารรับจ้างได้ ในเวลานั้นช่องประตูมิติก็พังทลายลงแล้ว นอกจากนี้ยังมีกองกำลังผู้พิทักษ์รัตติกาลในท้องถิ่นได้รับบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากอีกด้วย
กลุ่มไล่ตามแสง?
เจียงเซียวได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก
ในที่สุดเจียงเซียวก็รู้แล้วว่าเอ้อเว่ยอยู่ทีมใด เธอมาจากกลุ่มไล่ตามแสง ซึ่งอยู่ภายใต้กองกำลังผู้พิทักษ์รัตติกาล
กองกำลังผู้พิทักษ์รัตติกาลเป็นกองกำลังพิเศษอย่างยิ่งในประเทศจีน และกลุ่มไล่ตามแสงก็เป็นกลุ่มพิเศษยิ่งกว่ากลุ่มพิเศษอื่นๆ
กลุ่มพิเศษนี้สามารถเรียกว่ากองกำลังผู้พิทักษ์รัตติกาล หรือจะเรียกว่าผู้พิทักษ์รัตติกาลก็ได้ นั่นเป็นเพราะผู้พิทักษ์รัตติกาลเป็นกองทัพขนาดใหญ่
แน่นอนว่า ภายในกองกำลังผู้พิทักษ์รัตติกาล กลุ่มพิเศษนี้ถูกเรียกว่า กลุ่ม(ทีม)ไล่ตามแสง หรือ นักล่าแสง
นักล่าแสงแตกต่างจากผู้พิทักษ์รัตติกาลอื่นๆ พวกเขาไม่ได้ประจำอยู่ในพื้นที่มิติพิเศษใดๆโดยเฉพาะ พวกเขาเป็นเหมือน ‘หน่วยดับเพลิง’ หรือ ‘ทีมกู้ภัย’ ตามที่เจียงเซียวเรียกเป็นการส่วนตัว
พื้นที่มิติพิเศษใดที่อยู่ในอันตราย พวกเขาจะอยู่ที่นั่น
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว กลุ่มไล่ตามแสง เป็นทีมที่มีความคล่องตัวสูง และอาจอยู่ในสถานะ ‘สแตนด์บาย’ อยู่ตลอดเวลา
แน่นอนว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะได้รับภารกิจฉุกเฉินในวันใดวันหนึ่ง และต้องเร่งรีบไปสนามรบ แล้วตายอย่างกะทันหัน
สิ่งที่เรียกว่า ‘สแตนด์บาย’ นี้ ไม่ได้หมายถึงการกลับบ้าน เพื่อเตรียมตัวไปทำงาน เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะใช้ชีวิตดื่มกินได้อย่างมีความสุข ในวันธรรมดาพวกเขาทั้งหมดจะอยู่ในการฝึกซ้อม หรือลาดตระเวนในพื้นที่มิติต่างๆตามระบบหมุนเวียน เพื่อให้คุ้นเคยกับภูมิประเทศ และรู้จักการเฝ้าระวังในท้องถิ่น
ตามทฤษฎีแล้ว นักล่าแสงและผู้พิทักษ์รัตติกาลเป็นเพื่อนร่วมงานที่เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากลักษณะพิเศษของทีม และความเฉพาะเจาะจงของงานที่ทำ ทำให้สถานะที่มองไม่เห็นของนักล่าแสงอยู่สูงกว่าผู้พิทักษ์รัตติกาลครึ่งหนึ่ง
ตัวอย่างเช่นตอนนี้ ในทีม 16 คนที่มาเข้าร่วมกับเจียงเซียว มีผู้พิทักษ์รัตติกาล 11 คน แต่การบังคับบัญชาสูงสุดถูกยึดครองโดยทีมไล่ตามแสง
นอกจากหัวหน้าทีมของเอ้อเว่ยแล้ว เจียงเซียวยังได้เห็นทีมไล่ตามแสงเต็มรูปแบบอย่างแท้จริง
ผู้บัญชาการสูงสุดของคนทั้ง 16 นี้ คือผู้บัญชาการของทีมไล่ตามแสง ซึ่งเป็นชายอายุประมาณ 40 ปี
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้พิทักษ์รัตติกาลหรือนักล่าแสง ต่างก็ประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อได้เห็นทีมที่หลากหลายของเจียงเซียว
เด็กพวกนี้มาจากไหน?
เมื่อพวกเขาได้ยินเอ้อเว่ยอธิบายสถานการณ์ว่า ได้จัดการกับทหารรับจ้างที่เข้าโจมตีซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์จากทางใต้ดินจนหมดแล้ว ทุกคนก็แสดงความตื่นเต้นอย่างมาก
ผู้บัญชาการวัย 40 ปี มองเอ้อเว่ยที่กำลังพูด จากนั้นก็มองไปที่ไห่เทียนชิงที่ยืนอยู่ด้านหลังของทีม แล้วพยักหน้าเบาๆ ตอบรับการรายงานของเอ้อเว่ย
ผู้บัญชาการตัดสินใจทันที แล้วเตรียมนำทีม 4 คนของเขากับกลุ่มผู้พิทักษ์รัตติกาลเข้าไปในซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเฝ้าระวังช่องประตูมิติต่อไป และหวังว่า หัวหน้าทีมอี้เว่ยจะสามารถกำจัดกลุ่มทหารรับจ้างที่กระจายตัวออกไปเหล่านั้นได้
ผู้บัญชาการกล่าวว่า พวกเขาจะไม่ถอนตัวออกจากซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์ จนกว่าการต่อสู้ครั้งใหญ่นี้จะจบลงอย่างสมบูรณ์
อี้เว่ยตอบตกลงทันที เขาเข้าร่วมทีมกับเอ้อเว่ยและอดีตเพื่อนร่วมทีม ซื่อเว่ย (ไห่เทียนชิง) โดยจะเริ่มดำเนินการไปสนับสนุนในทุกสถานที่ ตามรายงานข้อมูลของผู้พิทักษ์รัตติกาล
เมื่อทุกคนอยู่ห่างจากซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์ และหลังจากออกจากมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยผีขาว ก็ถือได้ว่ากลับสู่โหมดการต่อสู้ปกติ
สิ่งที่ทำให้เจียงเซียวรู้สึกเศร้าเล็กน้อยก็คือ หัวหน้าทีมอี้เว่ยหวังว่าทีมนักเรียนกลุ่มนี้จะออกไปจากทุ่งหิมะ
แม้อี้เว่ยจะมีสีหน้าเคร่งขรึม แต่ก็สุภาพมาก เขาขอบคุณเด็กๆเหล่านี้อย่างจริงใจ สำหรับการอุทิศตนและความพยายามอย่างหนักของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม ใครก็ตามที่มีสายตาเฉียบแหลมจะมองเห็นได้ว่า เขาต้องการกำจัด ‘ขวดน้ำมัน’ (ตัวถ่วง) เหล่านี้ ประการแรกก็เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆเหล่านี้จริงๆ อีกประการก็คือ หากเด็กๆเหล่านี้ยังอยู่ก็อาจรบกวนจังหวะการทำงานของพวกเขา
หัวหน้าทีมอี้เว่ยรับสมัครไห่เทียนชิงที่ถูกไล่ออกกลับมาเข้าทีม และจะนำทีมนี้ไปตามเส้นทางที่ผู้พิทักษ์รัตติกาลกำหนด ภายใต้สมมติฐานที่ว่า มันเป็นเส้นทางที่ทับซ้อนกับเส้นทางที่เขาจะนำทีมนักเรียนไปส่งยังจุดจัดหาของทีมผู้พิทักษ์จากกองทัพ เพื่อให้พวกเขานำนักเรียนเหล่านี้ออกจากทุ่งหิมะ
หานเจียงเสวี่ยไม่ได้คัดค้านเรื่องนี้ จริงๆแล้ว นอกจากเจียงเซียวก็ไม่มีใครคัดค้าน
นี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่อายุและความแข็งแกร่งของพวกเขาควรเข้าร่วม
มีเพียงเจียงเซียวเท่านั้นที่รู้สึกสูญเสีย
ต้นขาหนาขนาดนั้น
กอดยังไม่ทันอุ่นด้วยซ้ำ ต้องแยกจากกันแล้ว
คะแนนของช๊าน อ๊ากกกกก!
“สวีหลี่” เอ้อเว่ยเรียกหัวหน้าทีมที่เดินอยู่ข้างหน้าด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
ปรากฎว่าชื่อจริงของหัวหน้าทีมอี้เว่ยคือ สวีหลี่
แล้วทำไมไม่มีใครเรียกชื่อของเอ้อเว่ยเลยล่ะ? เกือบทุกคนที่พบเธอ ทั้งหมดต่างเรียกเธอว่าเอ้อเว่ย แม้กระทั่งสมาชิกในทีมที่คุ้นเคยกับเธอมากก็ทำเช่นนั้น
พวกเขากำลังเดินอยู่ในทุ่งหิมะ ไม่ได้เลือกที่จะข้ามภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะออกไป แต่เลือกเดินทางมุ่งไปทางเหนือแทน
เอ้อเว่ยกระซิบบางอย่างข้างหูของหัวหน้าทีมสวีหลี่ ภายใต้สายลมหนาวที่โหมกระหน่ำ ทั้งห้าคนที่อยู่ข้างหลังจึงได้ยินไม่ชัดเจน
หลังจากได้ฟังคำพูดของเอ้อเว่ย สวีหลี่ก็หันกลับไปมองเจียงเซียวด้วยความประหลาดใจ ซึ่งทำให้ทุกคนเดาว่าเอ้อเว่ยพูดอะไรกับเขา
หัวใจของเจียงเซียวขยับ
พาผมไปด้วย!
ให้ผมอยู่ข้างหลังคอยเชียร์ก็ได้!
ได้โปรดพาผมไปด้วย!
ต้นขาของเอ้อเว่ยทั้งหนาทั้งยาว สวีหลี่ก็แข็งแกร่งโคตรๆ สูงตั้งสองเมตร ต้นขาต้องไม่บางแน่ๆ…
การต่อสู้ที่ยากที่สุดผมก็เข้าร่วมมาแล้ว แถมยังชนะด้วย
ตอนนี้ก็แค่เดินไปรอบๆ คอยช่วยเหลือผู้พิทักษ์รัตติกาล ทหารรับจ้างเหล่านั้นคงไม่เก่งไปกว่าทหารรับจ้างที่โจมตีซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์กระมัง?
ทันใดนั้น เจียงเซียวก็รู้สึกว่ามีคนมาจับแขนของเขาไว้ พอหันหน้าไปมองก็พบกับสายตาร้อนรนที่ยังไม่จางหายและท่าทางกังวลเล็กน้อยของหานเจียงเสวี่ย
เพียงครู่เดียว หัวใจที่กระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นของเจียงเซียวก็ค่อยๆสงบลง
ในมุมมองของเจียงเซียว การได้ติดตามทีมไล่ตามแสงระดับสูง จะให้ผลประโยชน์มากมายแก่เขา
แต่ในมุมมองของหานเจียงเสวี่ย มันเป็นเรื่องยากสำหรับเจียงเซียวที่มีระดับต่ำจะเรียนรู้อะไรได้จากการต่อสู้ประเภทนี้ ตรงกันข้าม กลับจะต้องเผชิญกับอันตรายครั้งใหญ่แทน
ผลประโยชน์ที่ได้ก็ไม่สมส่วนกับความเสี่ยงอย่างสิ้นเชิง
ชีวิตมีเพียงหนึ่งเดียว
ถอยหนึ่งก้าวเพื่อก้าวต่อนับหมื่น ต่อให้ผลประโยชน์จะสมส่วนกับความเสี่ยงก็ตาม แต่เธอยังคงเป็นห่วงเจียงเซียวมาก
เช่นเดียวกับที่หานเจียงเสวี่ยเคยกล่าวไว้ว่า: ฉันมีเพียงเขาเท่านั้น
เจียงเซียวยังคงต่อสู้ในจิตใจ และกำลังคิดหาวิธีที่จะทำให้ทุกคนมีความสุข แต่ความจริงกลับไม่ได้พัฒนาไปอย่างที่คิด
เอ้อเว่ยไม่ได้ต้องการพาเจียงเซียวไปด้วย
สิ่งที่เธอกระซิบข้างหูของหัวหน้าทีมสวีหลี่เป็นคำพูดง่ายๆ
แต่คำพูดเหล่านั้นกลับทำให้หัวหน้าทีมสวีหลี่แอบพูดไม่ออก
เธอพูดว่า “ในอีกเก้าเดือน เด็กคนนั้นจะเป็นซานเว่ยคนใหม่”