- หน้าแรก
- นมพิษเก้าดาว
- บทที่ 108 ลูกหลานของผู้บุกเบิก
บทที่ 108 ลูกหลานของผู้บุกเบิก
บทที่ 108 ลูกหลานของผู้บุกเบิก
บทที่ 108 ลูกหลานของผู้บุกเบิก
.
ชู่ว…
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ดินไหลหยุดอย่างกะทันหัน ในที่สุดดินที่กระเพื่อมเป็นคลื่นก็หยุดและคงสภาพรูปร่างนั้นไว้ แต่ก็ยังมีเศษดินตกลงมาเป็นครั้งคราว
ด้านล่างของกลุ่มแสงประตูมิติ มีรูปทรงหลุมที่ยังคงรักษาสภาพนั้นไว้ สรุปแล้วมันดูค่อนข้างแปลกเล็กน้อย
เนื่องจากดินชั้นบนเป็นดินกลุ่มแรกที่ถูกซัดปลิว เมื่อเจียงเซียวทำตัวเหมือนตัวลิ่นที่ขุดหลุมดินลงไป ดินตกมาทับถมและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นด้านบนของหลุมที่ถูกขุดจึงเล็กลงเรื่อยๆ และใหญ่ขึ้นเมื่อขุดลึกลงไป
เซี่ยหยานกับหลี่เว่ยอี้ที่ยืนอยู่ตรงมุมตกตะลึง โดยครึ่งหนึ่งของร่างกายจมอยู่ในดิน โชคดีที่เมื่อมือโคลนกวาดมาถึงก็จะมีการต่อต้านจากผีขาวที่ขวางอยู่ข้างหน้า พวกเขามองดูผีขาวถูกลากลงไปใต้ดินอย่างช่วยไม่ได้ นั่นเป็นความรู้สึกที่แย่มากจริงๆ
ไห่เทียนชิงยังคงใช้ผีขาวเป็นเครื่องกำบัง เขาถอยไปถึงมุมถ้ำ โดยไม่รู้ว่าเหยียบย่ำผีขาวไปกี่ตัวแล้ว ดินปกคลุมข้อเท้าของเขาเพียงตื้นๆเท่านั้น เขาก้าวเดินเหมือนปกติโดยยกเท้าขึ้นเพียงเล็กน้อย
ภายในซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์ ศัตรูของทีมกลายเป็นฝูงผีขาวที่มาจากทุกทิศทุกทางอีกครั้ง
“สำเร็จไหม?” เซี่ยหยานถามด้วยความประหลาดใจและดีใจ
“เซี่ยหยาน ลงมือ” หลี่เว่ยอี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถือโล่สีดำป้องกันอย่างตั้งใจ โล่สีดำค่อนข้างใหญ่ มันเกือบคลุมมิดร่างของคนทั้งคู่
พวกเขาได้ยินเพียงเสียง ‘ติ๊ง ติ๊ง ต่ง ต่ง” ที่เกิดจากผีขาวปะทะกับโล่ทมิฬ
(ผู้แปล – สำหรับโล่ปราบจลาจลสีดำของหลี่เว่ยอี้จะใช้คำว่าโล่สีดำ กับโล่ทมิฬ สลับกันเพื่อความราบรื่นของประโยคและเผื่อว่าผู้แปลเกิดลืมว่าเคยเรียกมันว่าอะไรอย่างกะทันหัน…อิอิ)
เซี่ยหยานกล่าว: “ฉันต้องการดาบ”
หลี่เว่ยอี้: “…”
“ขอทางหน่อย” เซี่ยหยานกล่าวต่อ และพยายามดึงต้นขาของเธอออกจากดิน เธอกำหมัดขวา แล้วเปลวไฟก็ปกคลุมมือของเธอ
แต่การโจมตีบนโล่ที่หลี่เว่ยอี้ต้องเผชิญกลับน้อยลงเรื่อยๆ
เนื่องจากไห่เทียนชิงรีบวิ่งเข้ามา ซึ่งรับประกันความปลอดภัยของทีมนี้ได้ชั่วคราว
การต่อสู้ระยะประชิดของทีมนี้อาจไม่ดีพอ และอาจไม่สามารถเป็นแนวหน้าต่อสู้ฝ่าผีขาวออกไป
บางทีทีมนี้อาจไม่มีระบบทักษะดาวที่ทรงพลังจนไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้
แต่การป้องกันของทีมนี้แข็งแกร่งมาก ซึ่งจะทำให้พวกเขาไม่ตายไปสักระยะ แต่ความพ่ายแพ้ของทีมนี้ก็ขึ้นอยู่กับเวลาและความแข็งแกร่งทางกายภาพเท่านั้น
ภายในอุโมงค์ใต้ดิน เจียงเซียวที่มาพร้อมกับสองสาว หอบแฮก เหงื่อแตกพลั่ก…
นับตั้งแต่ลงมาในอุโมงค์ พวกเขาก็ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเส้นทาง พวกเขาแค่รู้ว่าอาจถูกศัตรูล้อม
ช่วงเวลาที่หานเจียงเสวี่ย ‘ลงจอด’ เธอก็เปิดใช้งานพื้นที่มิติทลายท้องฟ้า และเฝ้าดูเอ้อเว่ยต่อสู้กับชายผู้แข็งแกร่งเพียง 2 ครั้ง มีเสียง ‘ตง ตง’ ของแท่งเหล็กกระทบกันขึ้นสองครั้ง
แสงแห่งพรก็หล่นลงมา เอ้อเว่ยใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่ชายผู้แข็งแกร่งตัวแข็งทื่อ ใช้ไหล่กระแทกทหารรับจ้างเข้าไปในพื้นที่มิติทลายฟ้า
ความร่วมมือระหว่างคนทั้งคู่ทำให้หานเจียงเสวี่ยตกตะลึง
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่น้องชายบ้านฉันร่วมมือกับผู้พิทักษ์รัตติกาลผู้ยิ่งใหญ่ได้ถึงขนาดนี้?
นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา เอ้อเว่ยก็เป็นราวกับม้าป่าที่หลุดออกจากบังเหียน เธอปลดดินแข็งบนร่างกายออกจนหมด ตอนนี้ดินไม่ได้ยืดหยุ่นอีกต่อไป ดวงตาของเธอแดงก่ำราวกับเลือด และวิ่งเข้าไปข้างในตามทิศทางของอุโมงค์
“เดี๋ยวก่อน!” เจียงเซียวพูดอย่างเร่งรีบ
เอ้อเว่ยหยุดชะงัก และหันหน้ามามองเจียงเซียวด้วยดวงตาฟีนิกซ์สีแดงสดทั้งคู่
ลมหายใจแผดเผาพ่นออกจากปาก ยากจะบอกได้ว่าเธอจะสามารถควบคุมความดุร้ายและความป่าเถื่อนในใจได้หรือไม่
“เรียกพวกเขาลงมาก่อน แล้วออกไปตามอุโมงค์นี้ จากนั้นเราค่อยต่อสู้เพื่อหาทางออก” เจียงเซียวก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ายังไง เขาก็ยังไม่คุ้นเคยกับดวงตาสัตว์ร้ายของเอ้อเว่ย
“เธอไป” เอ้อเว่ยเอียงคางไปทางหานเจียงเสวี่ย
หานเจียงเสวี่ยยังคงเงียบ ในขณะที่มีสายลมแรงพัดผ่านใต้ฝ่าเท้า แล้วร่างของเธอก็ถูกยกขึ้นจากหลุม
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีหลายร่างลงจอดในอุโมงค์ เจียงเซียวไม่สนใจที่จะอธิบาย เขารีบโบกมือให้ทุกคนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า จากนั้นเขาก็เดินไปด้านหลังสุด แล้วชกออกไปด้วยหมัดซ้ายขวา อุโมงค์ก็เต็มไปด้วยดินทันที มันปิดเส้นทางจนผีขาวที่หลั่งไหลเข้ามาทำได้เพียงส่งเสียงกู่ร้อง
อุโมงค์นี้มีความสูง 2 เมตรครึ่ง เพียงพอให้สามคนเดินเคียงข้างกัน เนื่องจากด้านหลังถูกปิดกั้นแล้ว ร่างลาวาของเอ้อเว่ยจึงกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงเพียงอย่างเดียวในอุโมงค์
“ดีมาก” เอ้อเว่ยให้คำชมเชยที่หายากแก่เจียงเซียวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
เจียงเซียวให้พรตัวเองจนทำให้น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “บอกตำแหน่งพวกมันมา แล้วผมจะพาคุณไปหาพวกมัน”
เอ้อเว่ยเอียงศีรษะไปทางซ้ายและขวา แมกม่าไหลหยดลงมา หลังจากหยุดไปไม่กี่วินาที เธอก็ก้าวไปข้างหน้า
“ตามไปเร็ว เราออกไปฆ่าพวกมันกันเถอะ” เจียงเซียวกล่าวอย่างเร่งรีบ และดูดซับลูกปัดดาวจำนวนหนึ่งอีกครั้ง
ในเวลานี้ เขาหรูหราฟุ่มเฟือยเหมือนเศรษฐีที่รวยในชั่วข้ามคืน
ลูกปัดดาวไม่ได้ถูกดูดซับทีละเม็ดอีกต่อไป แต่มันถูกดูดซับทีละกำมือ
ไม่มีทางเลือก ทักษะดาวทอง ‘ชิงหมาง’ ใช้พลังดาวมากเกินไป สำหรับเจียงเซียวที่อยู่ในวัฏจักรละอองดาว Lv.9 โดยพื้นฐานแล้วจะใช้ทักษะนี้ได้เพียง 5 ครั้งเท่านั้น จากนั้นพลังดาวของเขาก็จะหมดลง
ในขณะที่ดูดซับลูกปัดดาว เจียงเซียวก็มาถึงจุดที่เอ้อเว่ยหยุด
ในเวลานี้ ดินได้กลายเป็นดินธรรมดาที่ไม่มีความยืดหยุ่นอีกต่อไป แต่มันก็ยังไม่ได้ฟื้นคืนสู่รูปลักษณ์เดิม เอ้อเว่ยมีความชัดเจนในจุดแข็งของตัวเอง ไม่ว่าเธอจะแข็งแกร่งขนาดไหนก็เป็นไปไม่ได้ที่ ‘ชิงหมาง’ จะบรรลุถึงระดับของเจียงเซียว
สำหรับเจียงเซียว ดินปกติทุบได้ง่ายกว่า
ในขณะนี้ เจียงเซียวได้กลายเป็นสมาชิกระดับสูงของโรงเรียนเทคนิคหลานเซียง เขาลงมือขุดดินอย่างดุเดือด อุโมงค์ถูกขุดออกไปในแนวทแยงมุมลงด้านล่าง
(ผู้แปล – โรงเรียนเทคนิคหลานเซียง เป็นสถาบันที่ทันสมัยและครบวงจรซึ่งได้รับการอนุมัติจากกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ และประกันสังคมวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคนิคเอกชน)
ในขณะนี้ลูกปัดดาวที่เพิ่งดูดซับยังคงเติมพลังดาวให้เจียงเซียว การควบคุมชิงหมางของเขาจึงชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากต่อยออกไปหลายหมัด ในที่สุดก็เปิดประตูสู่โลกใหม่ได้
ก่อนที่เจียงเซียวจะทันได้ทำอะไร เขาก็ถูกเอ้อเว่ยกระแทกจนล้มลงกับพื้น เธอตื่นตัวเต็มที่ราวกับสัตว์ป่า และไม่รู้ว่าทำอะไรกับทหารรับจ้างที่เฝ้ายามอยู่จนล้มไปกองกับพื้น
แม้ว่าเจียงเซียวจะเป็นเพียงมือใหม่ในวัฏจักรละอองดาว แต่ชิงหมางคุณภาพทองที่ถูกบังคับปรับปรุงก็ทำให้เขามีคุณสมบัติที่จะเป็นเพื่อนร่วมทีมของเอ้อเว่ย
ทีมของหานเจียงเสวี่ย รวมถึงไห่เทียนชิง ต่างคิดไม่ถึงเลยว่าจุดเปลี่ยนของการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นเจียงเซียวผู้ร่าเริง
ถึงตอนนี้ ไม่มีใครสร้างปัญหา และไม่มีใครถามว่า ทำไม ‘ชิงหมาง’ ของเจียงเซียวถึงได้ทรงพลังมากขนาดนั้น
อย่างไรก็ตามหานเจียงเสวี่ยกับเซี่ยหยานต่างรู้อยู่แก่ใจ มือขวาของเซี่ยหยานที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟส่องแสงสว่าง ดังนั้นเมื่อพวกเธอสบตากัน จึงทำให้พวกเธอมองเห็นความซับซ้อนในดวงตาของกันและกัน
แต่บางคนไม่ได้หยุดมือ
“สังหารข้ามระดับ ได้รับคะแนนทักษะ +5”
“สังหารข้ามระดับ ได้รับคะแนนทักษะ +5”
……
“สังหารข้ามระดับ ได้รับคะแนนทักษะ +5”
“สังหารสิบคน ได้รับคะแนนทักษะ +1”
“สังหารสิบคนในวัฏจักรกาแล็กซี ได้รับคะแนนทักษะ +5”
คะแนนทักษะ: 59
เจ๋งเป้ง!
เจียงเซียวดีใจแทบบ้า
ดูเหมือนว่า นับตั้งแต่เจียงเซียวนำหานเจียงเสวี่ยไปหาเอ้อเว่ยตามลำพัง แผนที่ดาวภายในของเขาก็ระบุโดยอัตโนมัติว่าทั้งสามคนเป็นทีมเดียวกัน
และดูเหมือนว่าเจียงเซียวจะกลายเป็นผู้บัญชาการชั่วคราวของทีมนี้
ในทีมสามคนที่รวมกันอย่างผิดปกตินี้ นายนมใหญ่ได้กลายเป็นผู้บุกเบิกและเครื่องขุดดินระยะประชิด
และผลลัพธ์นี้ก็ทำให้หานเจียงเสวี่ยกลายเป็นผู้สนับสนุน และกระเป๋าเป้บรรจุคน
นักสู้ระยะประชิดเพียงคนเดียวของทีมเกือบจะกลายร่างเป็นสัตว์ร้าย เธอดวงตาแดงก่ำด้วยความกระหายเลือด สูญเสียเหตุผล และกลายเป็นสัตว์เลี้ยงดาวที่ดุร้าย…
พูดตามตรง ความแข็งแกร่งของเจียงเซียวกับหานเจียงเสวี่ย เมื่ออยู่ต่อหน้าเอ้อเว่ย พวกเขาอ่อนแอที่สุดในบรรดาผู้อ่อนแอ อย่างไรก็ตามทั้งคู่กลับมีทักษะดาวที่พิเศษและทรงพลังอย่างยิ่ง
ด้วยทักษะดาวพิเศษของคนทั้งคู่ ทำให้พวกเขาแอบเข้ามาเป็นทีมเดียวกับเอ้อเว่ยได้ และในการต่อสู้นี้ บทบาทของคนทั้งคู่จึงทรงพลังยิ่งกว่าบทบาทของผู้พิทักษ์รัตติกาลทั่วไป
แน่นอนว่าเซี่ยหยานกับหลี่เว่ยอี้ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับหานเจียงเสวี่ยรู้สึกโศกเศร้ามาก…
คนกลุ่มหนึ่งวิ่งตามเอ้อเว่ยไปอย่างดุเดือด บางครั้งก็หยุดรอให้เธอดมกลิ่นบางอย่าง จากนั้นก็เดินทางต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาวิ่งออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เอ้อเว่ยก็ไม่ยอมให้เจียงเซียวขุดอุโมงค์อีกต่อไป
ฝีเท้าของเอ้อเว่ยหยุดลงอีกครั้ง คราวนี้เธอมองขึ้นไปในแนวทแยงมุม
ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี
เมื่อตัวโกงถูกกำจัด ก็ถึงเวลาที่พวกแส่หาเรื่องจะถูกลงโทษ
“เขายังมีชีวิตอยู่” ดวงตาแดงก่ำของเอ้อเว่ยดูดุร้ายน้อยลงมาก และยังมีสัญญาณการสั่นไหวอยู่ในน้ำเสียงแหบแห้งของเธอด้วย
ไห่เทียนชิง: “จริงเหรอ? อี้เว่ยยังมีชีวิตอยู่?”
(ผู้แปล – อี้ เอ้อ ซาน ซื่อ = หนึ่ง สอง สาม สี่)
เอ้อเว่ยยักไหล่แล้วพูดว่า “อยู่เหนือเราในแนวทแยง”
“งั้นจะรออะไร ไปสนับสนุนพวกเขากันเถอะ” เจียงเซียววิ่งออกไปอย่างเร่งรีบ โดยไม่ได้พูดอะไรต่อไป
เพื่อคะแนนทักษะ…
ไม่สิ
เพื่อปกป้องสหาย เจียงเซียวจะสู้จนตัวตาย!
ครอบครัวหานของฉันเป็นผู้บุกเบิกพื้นที่รกร้าง
และผู้พิทักษ์รัตติกาลก็เป็นกองกำลังพี่น้อง
ฉันเจียงเซียว
ในฐานะลูกหลานของผู้บุกเบิก
แน่นอนว่าฉันต้องโอบอุ้มสัตว์เลี้ยงดาวของฉัน
ฉันจะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือ ลุงป้าน้าอา ผู้พิทักษ์รัตติกาล…