เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 108 ลูกหลานของผู้บุกเบิก

บทที่ 108 ลูกหลานของผู้บุกเบิก

บทที่ 108 ลูกหลานของผู้บุกเบิก


บทที่ 108 ลูกหลานของผู้บุกเบิก

.

ชู่ว…

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ดินไหลหยุดอย่างกะทันหัน ในที่สุดดินที่กระเพื่อมเป็นคลื่นก็หยุดและคงสภาพรูปร่างนั้นไว้ แต่ก็ยังมีเศษดินตกลงมาเป็นครั้งคราว

ด้านล่างของกลุ่มแสงประตูมิติ มีรูปทรงหลุมที่ยังคงรักษาสภาพนั้นไว้ สรุปแล้วมันดูค่อนข้างแปลกเล็กน้อย

เนื่องจากดินชั้นบนเป็นดินกลุ่มแรกที่ถูกซัดปลิว เมื่อเจียงเซียวทำตัวเหมือนตัวลิ่นที่ขุดหลุมดินลงไป ดินตกมาทับถมและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นด้านบนของหลุมที่ถูกขุดจึงเล็กลงเรื่อยๆ และใหญ่ขึ้นเมื่อขุดลึกลงไป

เซี่ยหยานกับหลี่เว่ยอี้ที่ยืนอยู่ตรงมุมตกตะลึง โดยครึ่งหนึ่งของร่างกายจมอยู่ในดิน โชคดีที่เมื่อมือโคลนกวาดมาถึงก็จะมีการต่อต้านจากผีขาวที่ขวางอยู่ข้างหน้า พวกเขามองดูผีขาวถูกลากลงไปใต้ดินอย่างช่วยไม่ได้ นั่นเป็นความรู้สึกที่แย่มากจริงๆ

ไห่เทียนชิงยังคงใช้ผีขาวเป็นเครื่องกำบัง เขาถอยไปถึงมุมถ้ำ โดยไม่รู้ว่าเหยียบย่ำผีขาวไปกี่ตัวแล้ว ดินปกคลุมข้อเท้าของเขาเพียงตื้นๆเท่านั้น เขาก้าวเดินเหมือนปกติโดยยกเท้าขึ้นเพียงเล็กน้อย

ภายในซากปรักหักพังศักดิ์สิทธิ์ ศัตรูของทีมกลายเป็นฝูงผีขาวที่มาจากทุกทิศทุกทางอีกครั้ง

“สำเร็จไหม?” เซี่ยหยานถามด้วยความประหลาดใจและดีใจ

“เซี่ยหยาน ลงมือ” หลี่เว่ยอี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถือโล่สีดำป้องกันอย่างตั้งใจ โล่สีดำค่อนข้างใหญ่ มันเกือบคลุมมิดร่างของคนทั้งคู่

พวกเขาได้ยินเพียงเสียง ‘ติ๊ง ติ๊ง ต่ง ต่ง” ที่เกิดจากผีขาวปะทะกับโล่ทมิฬ

(ผู้แปล – สำหรับโล่ปราบจลาจลสีดำของหลี่เว่ยอี้จะใช้คำว่าโล่สีดำ กับโล่ทมิฬ สลับกันเพื่อความราบรื่นของประโยคและเผื่อว่าผู้แปลเกิดลืมว่าเคยเรียกมันว่าอะไรอย่างกะทันหัน…อิอิ)

เซี่ยหยานกล่าว: “ฉันต้องการดาบ”

หลี่เว่ยอี้: “…”

“ขอทางหน่อย” เซี่ยหยานกล่าวต่อ และพยายามดึงต้นขาของเธอออกจากดิน เธอกำหมัดขวา แล้วเปลวไฟก็ปกคลุมมือของเธอ

แต่การโจมตีบนโล่ที่หลี่เว่ยอี้ต้องเผชิญกลับน้อยลงเรื่อยๆ

เนื่องจากไห่เทียนชิงรีบวิ่งเข้ามา ซึ่งรับประกันความปลอดภัยของทีมนี้ได้ชั่วคราว

การต่อสู้ระยะประชิดของทีมนี้อาจไม่ดีพอ และอาจไม่สามารถเป็นแนวหน้าต่อสู้ฝ่าผีขาวออกไป

บางทีทีมนี้อาจไม่มีระบบทักษะดาวที่ทรงพลังจนไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้

แต่การป้องกันของทีมนี้แข็งแกร่งมาก ซึ่งจะทำให้พวกเขาไม่ตายไปสักระยะ แต่ความพ่ายแพ้ของทีมนี้ก็ขึ้นอยู่กับเวลาและความแข็งแกร่งทางกายภาพเท่านั้น

ภายในอุโมงค์ใต้ดิน เจียงเซียวที่มาพร้อมกับสองสาว หอบแฮก เหงื่อแตกพลั่ก…

นับตั้งแต่ลงมาในอุโมงค์ พวกเขาก็ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเส้นทาง พวกเขาแค่รู้ว่าอาจถูกศัตรูล้อม

ช่วงเวลาที่หานเจียงเสวี่ย ‘ลงจอด’ เธอก็เปิดใช้งานพื้นที่มิติทลายท้องฟ้า และเฝ้าดูเอ้อเว่ยต่อสู้กับชายผู้แข็งแกร่งเพียง 2 ครั้ง มีเสียง ‘ตง ตง’ ของแท่งเหล็กกระทบกันขึ้นสองครั้ง

แสงแห่งพรก็หล่นลงมา เอ้อเว่ยใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่ชายผู้แข็งแกร่งตัวแข็งทื่อ ใช้ไหล่กระแทกทหารรับจ้างเข้าไปในพื้นที่มิติทลายฟ้า

ความร่วมมือระหว่างคนทั้งคู่ทำให้หานเจียงเสวี่ยตกตะลึง

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่น้องชายบ้านฉันร่วมมือกับผู้พิทักษ์รัตติกาลผู้ยิ่งใหญ่ได้ถึงขนาดนี้?

นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา เอ้อเว่ยก็เป็นราวกับม้าป่าที่หลุดออกจากบังเหียน เธอปลดดินแข็งบนร่างกายออกจนหมด ตอนนี้ดินไม่ได้ยืดหยุ่นอีกต่อไป ดวงตาของเธอแดงก่ำราวกับเลือด และวิ่งเข้าไปข้างในตามทิศทางของอุโมงค์

“เดี๋ยวก่อน!” เจียงเซียวพูดอย่างเร่งรีบ

เอ้อเว่ยหยุดชะงัก และหันหน้ามามองเจียงเซียวด้วยดวงตาฟีนิกซ์สีแดงสดทั้งคู่

ลมหายใจแผดเผาพ่นออกจากปาก ยากจะบอกได้ว่าเธอจะสามารถควบคุมความดุร้ายและความป่าเถื่อนในใจได้หรือไม่

“เรียกพวกเขาลงมาก่อน แล้วออกไปตามอุโมงค์นี้ จากนั้นเราค่อยต่อสู้เพื่อหาทางออก” เจียงเซียวก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ายังไง เขาก็ยังไม่คุ้นเคยกับดวงตาสัตว์ร้ายของเอ้อเว่ย

“เธอไป” เอ้อเว่ยเอียงคางไปทางหานเจียงเสวี่ย

หานเจียงเสวี่ยยังคงเงียบ ในขณะที่มีสายลมแรงพัดผ่านใต้ฝ่าเท้า แล้วร่างของเธอก็ถูกยกขึ้นจากหลุม

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีหลายร่างลงจอดในอุโมงค์ เจียงเซียวไม่สนใจที่จะอธิบาย เขารีบโบกมือให้ทุกคนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า จากนั้นเขาก็เดินไปด้านหลังสุด แล้วชกออกไปด้วยหมัดซ้ายขวา อุโมงค์ก็เต็มไปด้วยดินทันที มันปิดเส้นทางจนผีขาวที่หลั่งไหลเข้ามาทำได้เพียงส่งเสียงกู่ร้อง

อุโมงค์นี้มีความสูง 2 เมตรครึ่ง เพียงพอให้สามคนเดินเคียงข้างกัน เนื่องจากด้านหลังถูกปิดกั้นแล้ว ร่างลาวาของเอ้อเว่ยจึงกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงเพียงอย่างเดียวในอุโมงค์

“ดีมาก” เอ้อเว่ยให้คำชมเชยที่หายากแก่เจียงเซียวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

เจียงเซียวให้พรตัวเองจนทำให้น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “บอกตำแหน่งพวกมันมา แล้วผมจะพาคุณไปหาพวกมัน”

เอ้อเว่ยเอียงศีรษะไปทางซ้ายและขวา แมกม่าไหลหยดลงมา หลังจากหยุดไปไม่กี่วินาที เธอก็ก้าวไปข้างหน้า

“ตามไปเร็ว เราออกไปฆ่าพวกมันกันเถอะ” เจียงเซียวกล่าวอย่างเร่งรีบ และดูดซับลูกปัดดาวจำนวนหนึ่งอีกครั้ง

ในเวลานี้ เขาหรูหราฟุ่มเฟือยเหมือนเศรษฐีที่รวยในชั่วข้ามคืน

ลูกปัดดาวไม่ได้ถูกดูดซับทีละเม็ดอีกต่อไป แต่มันถูกดูดซับทีละกำมือ

ไม่มีทางเลือก ทักษะดาวทอง ‘ชิงหมาง’ ใช้พลังดาวมากเกินไป สำหรับเจียงเซียวที่อยู่ในวัฏจักรละอองดาว Lv.9 โดยพื้นฐานแล้วจะใช้ทักษะนี้ได้เพียง 5 ครั้งเท่านั้น จากนั้นพลังดาวของเขาก็จะหมดลง

ในขณะที่ดูดซับลูกปัดดาว เจียงเซียวก็มาถึงจุดที่เอ้อเว่ยหยุด

ในเวลานี้ ดินได้กลายเป็นดินธรรมดาที่ไม่มีความยืดหยุ่นอีกต่อไป แต่มันก็ยังไม่ได้ฟื้นคืนสู่รูปลักษณ์เดิม เอ้อเว่ยมีความชัดเจนในจุดแข็งของตัวเอง ไม่ว่าเธอจะแข็งแกร่งขนาดไหนก็เป็นไปไม่ได้ที่ ‘ชิงหมาง’ จะบรรลุถึงระดับของเจียงเซียว

สำหรับเจียงเซียว ดินปกติทุบได้ง่ายกว่า

ในขณะนี้ เจียงเซียวได้กลายเป็นสมาชิกระดับสูงของโรงเรียนเทคนิคหลานเซียง เขาลงมือขุดดินอย่างดุเดือด อุโมงค์ถูกขุดออกไปในแนวทแยงมุมลงด้านล่าง

(ผู้แปล – โรงเรียนเทคนิคหลานเซียง เป็นสถาบันที่ทันสมัยและครบวงจรซึ่งได้รับการอนุมัติจากกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ และประกันสังคมวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคนิคเอกชน)

ในขณะนี้ลูกปัดดาวที่เพิ่งดูดซับยังคงเติมพลังดาวให้เจียงเซียว การควบคุมชิงหมางของเขาจึงชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากต่อยออกไปหลายหมัด ในที่สุดก็เปิดประตูสู่โลกใหม่ได้

ก่อนที่เจียงเซียวจะทันได้ทำอะไร เขาก็ถูกเอ้อเว่ยกระแทกจนล้มลงกับพื้น เธอตื่นตัวเต็มที่ราวกับสัตว์ป่า และไม่รู้ว่าทำอะไรกับทหารรับจ้างที่เฝ้ายามอยู่จนล้มไปกองกับพื้น

แม้ว่าเจียงเซียวจะเป็นเพียงมือใหม่ในวัฏจักรละอองดาว แต่ชิงหมางคุณภาพทองที่ถูกบังคับปรับปรุงก็ทำให้เขามีคุณสมบัติที่จะเป็นเพื่อนร่วมทีมของเอ้อเว่ย

ทีมของหานเจียงเสวี่ย รวมถึงไห่เทียนชิง ต่างคิดไม่ถึงเลยว่าจุดเปลี่ยนของการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นเจียงเซียวผู้ร่าเริง

ถึงตอนนี้ ไม่มีใครสร้างปัญหา และไม่มีใครถามว่า ทำไม ‘ชิงหมาง’ ของเจียงเซียวถึงได้ทรงพลังมากขนาดนั้น

อย่างไรก็ตามหานเจียงเสวี่ยกับเซี่ยหยานต่างรู้อยู่แก่ใจ มือขวาของเซี่ยหยานที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟส่องแสงสว่าง ดังนั้นเมื่อพวกเธอสบตากัน จึงทำให้พวกเธอมองเห็นความซับซ้อนในดวงตาของกันและกัน

แต่บางคนไม่ได้หยุดมือ

“สังหารข้ามระดับ ได้รับคะแนนทักษะ +5”

“สังหารข้ามระดับ ได้รับคะแนนทักษะ +5”

……

“สังหารข้ามระดับ ได้รับคะแนนทักษะ +5”

“สังหารสิบคน ได้รับคะแนนทักษะ +1”

“สังหารสิบคนในวัฏจักรกาแล็กซี ได้รับคะแนนทักษะ +5”

คะแนนทักษะ: 59

เจ๋งเป้ง!

เจียงเซียวดีใจแทบบ้า

ดูเหมือนว่า นับตั้งแต่เจียงเซียวนำหานเจียงเสวี่ยไปหาเอ้อเว่ยตามลำพัง แผนที่ดาวภายในของเขาก็ระบุโดยอัตโนมัติว่าทั้งสามคนเป็นทีมเดียวกัน

และดูเหมือนว่าเจียงเซียวจะกลายเป็นผู้บัญชาการชั่วคราวของทีมนี้

ในทีมสามคนที่รวมกันอย่างผิดปกตินี้ นายนมใหญ่ได้กลายเป็นผู้บุกเบิกและเครื่องขุดดินระยะประชิด

และผลลัพธ์นี้ก็ทำให้หานเจียงเสวี่ยกลายเป็นผู้สนับสนุน และกระเป๋าเป้บรรจุคน

นักสู้ระยะประชิดเพียงคนเดียวของทีมเกือบจะกลายร่างเป็นสัตว์ร้าย เธอดวงตาแดงก่ำด้วยความกระหายเลือด สูญเสียเหตุผล และกลายเป็นสัตว์เลี้ยงดาวที่ดุร้าย…

พูดตามตรง ความแข็งแกร่งของเจียงเซียวกับหานเจียงเสวี่ย เมื่ออยู่ต่อหน้าเอ้อเว่ย พวกเขาอ่อนแอที่สุดในบรรดาผู้อ่อนแอ อย่างไรก็ตามทั้งคู่กลับมีทักษะดาวที่พิเศษและทรงพลังอย่างยิ่ง

ด้วยทักษะดาวพิเศษของคนทั้งคู่ ทำให้พวกเขาแอบเข้ามาเป็นทีมเดียวกับเอ้อเว่ยได้ และในการต่อสู้นี้ บทบาทของคนทั้งคู่จึงทรงพลังยิ่งกว่าบทบาทของผู้พิทักษ์รัตติกาลทั่วไป

แน่นอนว่าเซี่ยหยานกับหลี่เว่ยอี้ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับหานเจียงเสวี่ยรู้สึกโศกเศร้ามาก…

คนกลุ่มหนึ่งวิ่งตามเอ้อเว่ยไปอย่างดุเดือด บางครั้งก็หยุดรอให้เธอดมกลิ่นบางอย่าง จากนั้นก็เดินทางต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาวิ่งออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เอ้อเว่ยก็ไม่ยอมให้เจียงเซียวขุดอุโมงค์อีกต่อไป

ฝีเท้าของเอ้อเว่ยหยุดลงอีกครั้ง คราวนี้เธอมองขึ้นไปในแนวทแยงมุม

ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี

เมื่อตัวโกงถูกกำจัด ก็ถึงเวลาที่พวกแส่หาเรื่องจะถูกลงโทษ

“เขายังมีชีวิตอยู่” ดวงตาแดงก่ำของเอ้อเว่ยดูดุร้ายน้อยลงมาก และยังมีสัญญาณการสั่นไหวอยู่ในน้ำเสียงแหบแห้งของเธอด้วย

ไห่เทียนชิง: “จริงเหรอ? อี้เว่ยยังมีชีวิตอยู่?”

(ผู้แปล – อี้ เอ้อ ซาน ซื่อ = หนึ่ง สอง สาม สี่)

เอ้อเว่ยยักไหล่แล้วพูดว่า “อยู่เหนือเราในแนวทแยง”

“งั้นจะรออะไร ไปสนับสนุนพวกเขากันเถอะ” เจียงเซียววิ่งออกไปอย่างเร่งรีบ โดยไม่ได้พูดอะไรต่อไป

เพื่อคะแนนทักษะ…

ไม่สิ

เพื่อปกป้องสหาย เจียงเซียวจะสู้จนตัวตาย!

ครอบครัวหานของฉันเป็นผู้บุกเบิกพื้นที่รกร้าง

และผู้พิทักษ์รัตติกาลก็เป็นกองกำลังพี่น้อง

ฉันเจียงเซียว

ในฐานะลูกหลานของผู้บุกเบิก

แน่นอนว่าฉันต้องโอบอุ้มสัตว์เลี้ยงดาวของฉัน

ฉันจะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือ ลุงป้าน้าอา ผู้พิทักษ์รัตติกาล…

จบบทที่ บทที่ 108 ลูกหลานของผู้บุกเบิก

คัดลอกลิงก์แล้ว