เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 การตัดสินใจที่ทำอะไรไม่ถูก

บทที่ 22 การตัดสินใจที่ทำอะไรไม่ถูก

บทที่ 22 การตัดสินใจที่ทำอะไรไม่ถูก


บทที่ 22 การตัดสินใจที่ทำอะไรไม่ถูก

.

ฉันพูดอย่างเย็นชา: การพูดแย่ๆ ลับหลังคนอื่นมันสนุกมากไหม?

ผู้หญิงเหล่านั้นตกใจและแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นฉัน

“เถียนจื่อหยง ทำไมนายต้องพูดแทนเฉิงเซียวหยานด้วย หล่อนหาเรื่องนายเสมอ ครั้งก่อนหล่อนก็กลั่นแกล้งนายต่อหน้าคนทั้งชั้น ผู้หญิงแบบหล่อนไม่สมควรจะได้รับความเห็นใจ!”

“นายนี่มันโง่จริงๆ คนอื่นไม่ได้ปฏิบัติต่อนายในฐานะมนุษย์ แต่นายยังริเริ่มที่จะพูดแทนเธออีกเหรอ?”

“ดูๆแล้ว เขาคงชอบเฉิงเซียวหยานแน่ๆ ท้ายที่สุด หล่อนก็เป็นคนสวย!”

ผู้หญิงบางคนมีท่าทางมีเลศนัยและมีรอยยิ้มเหน็บแนม

ใบหน้าของฉันครึ้มลงทันที และพูดออกมาว่า “ถูกต้องที่เธอแกล้งผมเสมอ และ… ผมก็เคยเกลียดเธอมากด้วย แต่ตอนนี้ เธอป่วยและอาจเสียชีวิตเมื่อใดก็ได้ หากพวกคุณป่วยแบบนี้ แล้วมีคนมาพูดนินทาลับหลัง พวกคุณจะรู้สึกดีไหมล่ะ?”

ผู้หญิงพวกนั้นเงียบลง อาจเพราะรู้สึกผิดเล็กน้อย ทำให้ทนการเผชิญหน้าไม่ได้ ดังนั้นพวกเธอจึงพ่นออกมาว่า ‘ไอ้บ้า’ แล้วรีบจากไป

หลังจากจากไปพวกเธอก็ยังคงพูดคุยและหัวเราะกันต่อไป ส่วนฉันที่มองดูพวกเธอจากไปก็อดหัวเราะเยาะตัวเองอยู่ในใจไม่ได้

ตอนนี้ดูเหมือนว่าการบังคับให้อาจารย์ใหญ่บริจาคเงินให้นั้นมันไม่มีประโยชน์เลย

ดูจากเพื่อนร่วมชั้นที่ ‘อยู่ร่วมกันทั้งวันทั้งคืน’ เหล่านี้ พวกเธอยังไม่จริงจังกับชีวิตมนุษย์ แม้จะเปิดระดมเงินบริจาค มันจะได้ประโยชน์อะไร?

คนพวกนี้แค่รอซาลาเปาเลือดมนุษย์เท่านั้น

(ผู้แปล - ในสมัยก่อนเชื่อว่าเลือดของมนุษย์สามารถรักษาวัณโรคได้ ดังนั้นเมื่อประหารชีวิตนักโทษ บางคนจะซื้อซาลาเปามาจุ่มเลือดมนุษย์ที่ถูกประหารเพื่อรักษาโรค...หมายถึงรอคอยดูโชคร้ายของคนอื่น)

อา… มนุษย์ ถ้าเป็นตัวเองที่ตกอยู่ในอันตรายก็จะคิดว่าตัวเองสมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ตกอยู่ในความยากลำบาก พวกเขาก็ไม่กลัวที่จะคาดเดาในทางเลวร้ายและเจ็บปวดที่สุด

บางครั้งหัวใจของมนุษย์ก็น่ากลัวกว่าโรคร้ายจริงๆ

เมื่อมาถึงห้องเรียน เฉินเหว่ยเห็นว่าฉันเหม่อลอย จึงถามขึ้นว่า เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อฉันเล่าเรื่องสิ่งที่เพิ่งพบให้เขาฟัง เขาก็ได้แต่ถอนหายใจและไม่พูดอะไรอีก

ในชั้นเรียน ในขณะที่อาจารย์กำลังพล่ามบรรยาย นักเรียนยังคงพูดคุยกัน เล่นโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็กินขนม

ผู้ชายสองสามคนที่เป็นเพื่อนสนิทของเฉิงเซียวหยานได้กลับมาเรียนอีกครั้ง พวกเขายังคงเล่นไพ่ พูดคุยและหัวเราะกันเหมือนเดิม ราวกับ ‘การหายตัวไป’ ของเฉิงเซียวหยาน ไม่ได้มีความหมายอะไรกับพวกเขาเลย

เมื่อมองดูที่นั่งว่างเปล่าที่อยู่ข้างๆ ฉันก็รู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาทันที

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฉันคุ้นเคยกับการส่งเสียงดังของเธอ คุ้นเคยกับการทะเลาะกับเธอ คุ้นเคยกับการจงใจปลุกฉันให้ตื่นจากการหลับของเธอ

ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว นอกจากการเล่นพิเรนทร์ เฉิงเซียวหยานก็ยังไม่เคยทำอะไรเลวร้ายเลย

อย่างไรก็ตาม ทุกคนมักเรียกเธอว่า ‘เซียวไท่เหม่ย’ ดังนั้นเมื่อเธอป่วยจึงไม่มีใครสนใจเธอ

(ผู้แปล – เซียวไท่เหม่ย หมายถึงอันธพาลหญิง หรือนักเลงหญิง)

ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นหรือเพื่อนคนใดที่ไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล

สำหรับคุณยายเพียงคนเดียวของเธอนั้น ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะการใช้ความรุนแรงในครอบครัวหรือไม่ ที่ทำให้เฉิงเซียวหยานรู้สึกกลัวมากอย่างเห็นได้ชัด

จู่ๆ ฉันก็เริ่มรู้สึกเอะใจ

ทำไมเฉิงเซียวหยานถึงได้กลัวยายของเธอมาก?

เธอบอกว่า เธอขอนอนโรงพยาบาลดีกว่าอยู่กับยาย

ทำไมเธอถึงกลัวยายของเธอขนาดนั้น?

ขณะที่คิด ฉันก็รู้สึกง่วงจนเผลอฟุบหลับไปบนโต๊ะอย่างไม่รู้ตัว

…….

เมื่อตื่นขึ้นมา ฉันก็เห็นเฉินเหว่ย เขาพูดกับฉันว่าเลิกเรียนแล้วนะ หลับเพลินเหรอ?

ฉันขยี้ตาอย่างงัวเงียแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง

อาจารย์กับทุกคนออกไปหมดแล้ว อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นของถุงขนม กลิ่นที่เข้าจมูกนั้นน่าสะอิดสะเอียนเป็นพิเศษ

“วันนี้ฉันจะไปเยี่ยมคุณป้ากับนาย แล้วจะแวะไปเยี่ยมเฉิงเซียวหยานด้วย” เฉินเหว่ยพูดขึ้นทันที

ฉันลังเลอยู่ชั่วครู่ แล้วบอกว่า จะดีว่าถ้าจะลืมมันซะ สถานที่แห่งนั้นคือโรงพยาบาลที่มีพลังหยินรุนแรง อยู่ที่นั่นนานๆ แม้แต่ฉันเองยังรู้สึกแย่

เฉินเหว่ยบอกว่าไม่เป็นไร เพราะเขายังไม่เคยไปเยี่ยมเธอเลย

ฉันไม่สามารถห้ามเขาได้อีก จึงออกจากโรงเรียนไปที่โรงพยาบาลไอกังพร้อมกับเขา

เมื่อถึงวอร์ด เฉินเหว่ยก็เดินไปทักทายแม่ของฉันอย่างกระตือรือร้น วันนี้แม่ของฉันอารมณ์ไม่ดีนัก แต่เมื่อเห็นเฉินเหว่ยเธอก็ยิ้มออกมาทันที เธอรู้จักเฉินเหว่ย ตอนที่เธอยังไม่ป่วย ฉันมักพาเขาไปกินข้าวเย็นที่บ้านเสมอ

“เสี่ยวเหว่ย บอกป้าทีว่า ตอนที่อยู่โรงเรียนเถียนจื่อหยงเป็นอย่างไรบ้าง” แม่ของฉันถามเขาอย่างไม่อดทน

เฉินเหว่ยหันมามองฉันด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย ฉันแสดงท่าทางขอความเมตตา ขออย่าให้เขาปากโป้ง

“ไม่ต้องห่วงครับคุณป้า จื่อหยงมีผลการเรียนที่ดี แม้จะไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่รับรองว่าเกินพอแน่นอน คุณป้าวางใจ พักฟื้นให้สบายเถอะครับ … ทุกอย่างเขายังมีผม”

แม่ของฉันมีความสุขมาก เธอจับมือของเฉินเหว่ยแล้วบอกว่า เป็นโชคดีจริงๆที่ฉันรู้จักเขา

หลังจากอยู่พูดคุยกันสักพัก ฉันกับเฉินเหว่ยก็ไปหาเฉิงเซียวหยาน

ปกติแล้วเฉินเหว่ยกับเฉิงเซียวหยานไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กันมากนัก แต่เมื่อเห็นฉันพาเฉินเหว่ยมาเยี่ยมเธอด้วย เธอก็รู้สึกสะเทือนใจมากเช่นกัน เธอกล่าวว่าถ้าหายป่วยแล้ว เธอจะเลี้ยงข้าวเขา

“ได้เลย แต่ถ้าสะดวกก็ช่วยแนะนำสาวๆสักสองสามคนให้รู้จักหน่อยสิ” เฉินเหว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม

เฉิงเซียวหยานรู้สึกขบขัน และบอกว่าผู้หญิงทุกคนที่เธอรู้จัก ต่างเป็นผู้หญิงเลว เขายังต้องการอีกไหม?

“ทำไมจะไม่ล่ะ ตราบใดที่สวยพอๆกับเธอก็พอ”

ต้องบอกว่าเฉินเหว่ยเป็นนักพูดที่ดี แม้ว่าเขาจะไม่คุ้นเคยกับเฉิงเซียวหยานนัก แต่ไม่นานเขาก็พูดคุยกับเธอได้อย่างคุ้นเคย

ฉันได้แต่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นไม้ประดับ

ฉันคิดว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะไปทำงาน เลยสั่งอาหารเดลิเวอรี่มากินข้าวด้วยกันสามคนในวอร์ด

ในเวลานั้น จู่ๆ หมอชายกับนางพยาบาลหลายคนก็เดินเข้ามาในวอร์ด

หมอชายเหลือบมองฉันกับเฉินเหว่ยแล้วถามว่า: ใครคือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย?

“ไม่ใช่ครับ เราเป็นเพื่อนของเธอ” เฉินเหว่ยกล่าว

“เอาล่ะ ถ้าสะดวก กรุณาชำระค่ารักษาพยาบาลของเธอวันนี้ เธอเป็นหนี้มานานแล้ว … หากยังล่าช้าต่อไป ทางโรงพยาบาลของเราก็ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องหยุดยาของเธอ” หมอกล่าว

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉันกับเฉินเหว่ยต่างก็หน้าเปลี่ยนสี

แต่เมื่อมองดูเฉิงเซียวหยาน เธอดูค่อนข้างสงบ ดูเหมือนว่าเธอจะคาดไว้แล้ว และบอกกับพวกเราว่า: ไม่จำเป็นต้องห่วงเธอ เธอจะเคลียร์หนี้เองทีหลัง ตอนนี้ก็แค่กลับบ้าน

“ไม่ โรคที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้ จะกลับไปอยู่บ้านได้ยังไง!” ฉันปฏิเสธอย่างไม่ลังเล แล้วหันไปพูดกับหมอ “ค่ารักษาพยาบาลเท่าไหร่ครับ?”

“จนถึงตอนนี้ค่าใช้จ่ายก็มากกว่า 10,000 หยวนแล้ว หากยังรักษาในโรงพยาบาลต่อไป ค่ารักษาพยาบาลหนึ่งเดือนก็จะอยู่ประมาณ 50,000 หยวน” หมอตอบ

ประมาณห้าหมื่น?

ฉันหายใจไม่ออก

ห้าหมื่นหยวนต่อเดือน นั่นไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาลแล้ว แต่เป็นการเผาเงิน

แต่ฉันก็รู้ดีว่า ตอนนี้เฉิงเซียวหยานกำลัง ‘ยืดอายุ’ ของเธอ ยาที่จำเป็นมีราคาแพงมาก ทันทีที่หยุดยา ชีวิตของเธอก็จะตกอยู่ในอันตรายได้ตลอดเวลา

เมื่อหมอเห็นฉันกับเฉินเหว่ยอึ้งไป เขาก็เข้าใจทันที และกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า: “ถ้าไม่มีเงินก็กรุณาย้ายออกไปทันที”

“คุณ คุณจะเลือดเย็นขนาดนี้ได้ยังไง?” เฉินเหว่ยพูดด้วยความโกรธ

“เลือดเย็นงั้นเหรอ? เหอ เหอ แม้ที่นี่จะเป็นโรงพยาบาลเอกชน แต่เราก็ใจดี จ่ายยาให้เธอไปก่อน และปล่อยให้เธอค้างชำระเป็นเวลานาน”

“พูดก็พูดเถอะ พวกคุณต่างหากที่สร้างปัญหา คิดว่าโรงพยาบาลเป็นศูนย์สวัสดิการหรือไง… ถ้าคนไข้ทุกคนเป็นเหมือนพวกคุณ โรงพยาบาลยังเปิดได้อยู่อีกไหม?”

“ไม่มีเงินก็อย่ามาโรงพยาบาล ทำให้งานของเราล่าช้า ช่างน่ารำคาญจริงๆ!”

หมอไม่ได้พูด แต่นางพยาบาลหลายคนเริ่มแสดงความเห็นประชดประชัน

ฉันกับเฉินเหว่ยโกรธมาก

แม้จะรู้ว่าสิ่งต่างๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ฉันก็ยังยอมรับทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ไม่ได้

“ผมให้เวลาพวกคุณหนึ่งวัน เก็บข้าวของแล้วออกไปซะ มิฉะนั้นก็อย่าโทษพวกเราว่าใช้มาตรการบีบบังคับ” หมอพูดอย่างเย็นชา

“พวกคุณกำลังฆ่าคน!” ฉันกัดฟันพูด

“จะพูดยังไงก็ตามใจ ถ้าไม่พอใจก็ไปแจ้งตำรวจได้เลย” หมอยิ้มเยาะ “ยังไงก็ตาม ถ้าอยากให้เธอรอด ก็มีทางอื่น…”

ฉันรู้ว่าเขาจะพูดอะไรจึงปฏิเสธทันที: เป็นไปไม่ได้!

เฉิงเซียวหยานพูดแทรกว่า: ฉันต้องทำอย่างไร?

ก่อนที่หมอจะทันได้พูด ฉันก็พูดขัดขึ้นว่า: ลืมมันซะ สถานที่แห่งนั้นไม่เหมาะสำหรับมนุษย์

“วิธีแก้ปัญหานั้นคืออะไร?” เฉิงเซียวหยานรู้สึกกังวล

ฉันเล่าเรื่องอาคาร D ให้เธอฟังสั้นๆ โดยจงใจพรรณาถึงความสิ้นหวังและความกลัวในอาคาร D

คิดไม่ถึงว่า เธอจะลังเลอยู่เพียงไม่กี่วินาที แล้วพูดขึ้นอย่างจริงจัง:

“ตึก D ใช่ไหม? ฉันจะไป”

จบบทที่ บทที่ 22 การตัดสินใจที่ทำอะไรไม่ถูก

คัดลอกลิงก์แล้ว