เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 เรื่องตลกร้าย

บทที่ 13 เรื่องตลกร้าย

บทที่ 13 เรื่องตลกร้าย


บทที่ 13 เรื่องตลกร้าย

.

“พี่หลิว นั่นพี่หลิวเหรอ?”

ฉันเหงื่อแตกพลั่ก ตะโกนใส่โทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงสั่น

“ผม...ผมหนาวจังเลย…”

เสียงของหลิวปินในโทรศัพท์ ดังเป็นระยะๆ

หนาว?

ฉันรีบถาม: “พี่หลิว ตอนนี้คุณอยู่ไหน?”

“ผมหนาวมาก ที่นี่มืดมาก…”

“คุณรู้ไหมว่าตัวเองอยู่ที่ไหน?”

“แว้ แว้ แว้~”

ทันใดนั้น เสียงร้องอันแหลมคมราวกับฟ้าร้องของเด็กทารกก็ดังขึ้นมาทางโทรศัพท์

ฉันกลัวมากจนโยนโทรศัพท์ทิ้ง

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา รีบกดวางสาย แล้วเสียง ‘บี๊บ บี๊บ’ ก็ดังขึ้นทันที

ฉันแทบจะบ้า นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

ทำไมคนตายแบบหลิวปินถึงโทรมาหาฉัน?

เขาบอกว่ามันหนาวและมืดมาก แล้วมันที่ไหน?

แล้วเสียงเด็กทารกที่ร้องไห้นั่นล่ะ?

404 เกี่ยวอะไรกับหลิวปิน?

ฉันนั่งอยู่บนเตียงด้วยหัวใจที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง

พูดตามหลักแล้วฉันไม่เคยทำให้หลิวปินขุ่นเคืองเลย แม้ว่าเขาจะกลายเป็นผี เขาก็ไม่ควรมาหาฉันใช่ไหม?

แน่นอนว่ายังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ หลิวปินยังไม่ตาย แต่ถูกลักพาตัวไปขังไว้ในห้องมืด

ไม่ ไม่น่าเป็นไปได้

ศพของเขา ฉันเป็นคนแรกที่พบ

ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหรือหน้าตา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศพนั้นก็คือหลิวปิน

หลิวปินคนนั้น…อาจจะกลายเป็นสิ่งสกปรกไปแล้วจริงๆ?

(ผู้แปล – สิ่งสกปรกในที่นี้หมายถึง ผี วิญญาณ วัตถุหลังความตาย และอื่นๆ มักถูกเรียกโดยคนทั่วไปที่เชื่อโชคลาง)

ความคิดที่น่ากลัวเข้ามาในใจของฉันทันที

เขาโทรมาหาฉันทำไม? หรือทำเพียงเพื่อให้ฉันกลัว?

แล้วฉันก็เผลอหลับไป

ฉันถูกหลิวฟูเฉียงปลุกให้ตื่นในวันรุ่งขึ้น

หลังจากเมื่อคืนนี้ทำงานอย่างหนักมาครึ่งค่อนคืน ฉันก็เหนื่อยมาก ฉันจึงเพียงเหลือบมองหลิวฟูเฉียง แล้วนอนต่อ โดยไม่สนใจแม้แต่จะเอ่ยปากทักทาย

“ได้เวลาเลิกงานแล้ว” หลิวฟูเฉียงกล่าว

ฉันไม่สนใจเขา

หลิวฟูเฉียงส่งเสียงตะคอกออกมาคำหนึ่ง แล้วจงใจเปิดทีวีเสียงดังมาก มันหนวกหูมากจนทำให้ฉันนอนไม่ได้อีกต่อไป

แม้ในใจจะโกรธ แต่เนื่องจากเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของหลิวปิน จึงไม่ง่ายที่จะไปขัดแย้งกับเขา ฉันจึงลุกขึ้นแต่งตัว แล้วออกจากห้องพักพนักงานไป

ขณะที่เดินไปตามทาง ฉันก็รู้สึกเวียนหัว และรู้สึกว่าขาเบาหวิวอ่อนปวกเปียก ราวกับมันเป็นสำลี ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการสะดุ้งตื่นเมื่อคืนนี้

ฉันพยายามขอลาหยุดกับพี่ซุน แต่ก็ต้องแปลกใจที่เธอตอบตกลง เธอบอกให้ฉันพักผ่อนที่บ้าน และคืนนี้จะมีพยาบาลมา ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องที่ตึก D

……

เมื่อฉันไปถึงห้องเรียน ฉันก็มักจะเหม่อลอยและคิดถึงเรื่อง ‘โทรศัพท์จากคนตาย’ เมื่อคืนอยู่ตลอดเวลา

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเบอร์โทรที่เต็มไปด้วยตัวอักษรที่อ่านไม่ออก

เมื่อพยายามโทรกลับไป ก็ได้ยินเพียงเสียงตอบกลับอัตโนมัติว่า: ขออภัยหมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถใช้ได้ในขณะนี้ …

ฉันตบหัวตัวเองให้หยุดคิดเรื่องนี้

เฉินเหว่ยเข้ามาถามว่าฉันไม่สบายหรือเปล่า? ฉันฝืนยิ้มและบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแค่เมื่อคืนนี้นอนไม่หลับเท่านั้น

ฉันวางแผนที่จะนอนหลับ แต่เฉิงเซียวหยานกับเด็กผู้ชายสองสามคนกำลังเล่นเกมบอกความจริงหรือรับคำท้าด้วยเสียงดังมาก อยู่ข้างๆ ฉัน

“ฮี่ ฮี่ จางเฉียง นายแพ้แล้ว ตอนนี้ถึงตาฉันถามแล้ว … ปกตินายช่วยตัวเองที่บ้านใช้เวลานานแค่ไหน?”

“โอ๊ย เซียวหยาน คำถามของเธอจะเจาะลึกเกินไปไหม?”

“ฮ่าฮ่าฮ่า จางเฉียง ถ้ายอมรับความพ่ายแพ้ ก็ตอบมาไวๆ!”

“เอ่อ… ประมาณสิบนาที”

“ชิ คุยโว!”

“มา มา มา ต่อกันเลย!”

ในห้องเรียน เสียงการเล่นของนักเรียนยังคงดำเนินต่อไป ใครตะโกนก็ตะโกนไป ใครเล่นไพ่ก็เล่นไพ่ไป ใครดูหนังก็ดูหนังไป กลุ่มการเล่นเกมบอกความจริงหรือรับคำท้าของพวกเฉิงเซียวหยานก็มีคนที่มี ‘มาตรฐานสูง’ เช่นกัน

ครูเป็นเหมือนหุ่นยนต์ยืนอยู่บนโพเดียม พูดถึงเนื้อหาในตำราเรียนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ท่ามกลางเสียงอึกทึกของนักเรียน ยังสามารถเมินเฉยอยู่ได้ บางทีอาจเป็นเพราะคุ้นเคยกับมัน หรือไม่ก็ไม่สนใจว่าใครจะฟัง

ฉันลอบถอนหายใจ นี่มันเหมือนวิทยาลัยตรงไหนกัน?

ฉันรู้สึกผิดอย่างอธิบายไม่ถูก

แม่ทำงานหนักมากเพื่อเลี้ยงดูคนขี้แพ้อย่างฉัน แต่ฉันจะตอบแทนเธอได้อย่างไร?

นอกจากการทำงานในตึก D ซึ่งแทบจะไม่ได้เป็นงานจริงจังแล้ว การเรียนหนังสือยังเป็นการทำให้เสียเวลาอีกด้วย

ฉันกำลังคิดว่าควรจะคุยกับแม่เรื่องจะลาออกจากโรงเรียนดีหรือไม่?

แต่ความคิดนี้ถูกละทิ้งอย่างรวดเร็ว

แม่อยากให้ฉันได้รับปริญญา การบอกเธอในเวลานี้ คงเหมือนสายฟ้าฟาดลงมาใส่เธอ

“ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ”

เฉิงเซียวหยานลุกขึ้นยืน จ้องมองมาที่ฉันแล้วพูดว่า: หลีกไป!

เพราะเธอนั่งติดกับกำแพง ส่วนฉันนั่งติดทางเดิน ดังนั้นทุกครั้งที่เธอต้องการออกไป ฉันต้องลุกออกมาก่อน

เกี่ยวกับทัศนคติที่หยิ่งยโสของเธอ ฉันคุ้นเคยกับมันมานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องการจะสนใจ ฉันยืนขึ้น และหลีกทางให้เธอ

“ปวดหัว”

แต่ใครจะรู้ เฉิงเซียวหยานเพิ่งเดินออกไปไม่กี่ก้าว จู่ๆ เธอก็ยกมือกุมหน้าผาก ร้องครางด้วยความเจ็บปวด แล้วเธอก็เซและล้มลงกับพื้น

“เฮ้ย!”

ฉันตกใจและรีบเข้าไปประคองเธอ

เมื่อสัมผัสกับร่างอ่อนนุ่มของหญิงสาว ใบหน้าของฉันก็รู้สึกร้อนขึ้นเล็กน้อย ฉันพูดโดยไม่กล้าสบตาเธอว่า “เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?”

“ฉัน… ฉันไม่สบาย นายช่วยกอดฉันหน่อยได้ไหม?”

เฉิงเซียวหยานพูดเบาๆ

เป็นครั้งแรกที่เห็นเธอเป็นแบบนี้

สำหรับคำขอนี้ มันยากที่ฉันจะปฏิเสธ ดังนั้นฉันจึงอดไม่ได้ที่จะกอดเธอให้แน่นขึ้นอีกหน่อย

“เถียนจื่อหยง ปล่อยฉันนะ!!”

ทันใดนั้นเสียงตะโกนด้วยความโกรธก็ดังขึ้น

เพียะ!

ก่อนที่จะทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง ฉันก็ถูกตบหน้า ในความงุนงง ฉันเห็นเฉิงเซียวหยานฉวยโอกาสหนีออกจากอ้อมแขนของฉัน แล้วระเบิดเสียงหัวเราะจนตัวสั่นไปมา

ทุกสายตาในชั้นเรียนหันมองมาที่ฉัน

ดวงตาของฉันเบิกกว้าง และแก้มก็รู้สึกร้อน

เจ็บใจนัก!

เฉิงเซียวหยานเดินไปหาพวกเด็กผู้ชายที่กำลังเล่นบอกความจริงหรือรับคำท้ากับเธอ แล้วยื่นมือไปพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม: “เอาเงินมา!”

“เยี่ยมมาก เจ๊เซียวหยาน คุณหลอกเขาได้จริงๆ!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า เซียวหยาน เธอควรไปแสดงหนังนะ”

“จบกัน เถียนจื่อจะระเบิดแล้ว รีบหนีเร็ว!”

เด็กผู้ชายหลายคนหยิบเงินยื่นให้เฉิงเซียวหยานด้วยรอยยิ้มขี้เล่น

ฉันยืนอยู่ตรงนั้นโกรธจนหน้าเขียว

ฉันเข้าใจทันที!

ผู้หญิงเลวคนนี้มองฉันเป็นเป้าหมายของการรับคำท้า!

“เฮ้ ไม่เป็นไรนะ? แค่เรื่องตลก ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ฉันจะแบ่งเงินนี้ให้นายด้วย” เฉิงเซียวหยานเห็นว่าการแสดงออกของฉันผิดปกติ จึงพูดขึ้นและเดินมาหาฉัน

“ไสหัวไป!”

ฉันปัดมือที่ถือเงินของเธอ แล้วคำราม

เฉิงเซียวหยานสะดุ้งและโมโหขึ้นมาทันที: “ก็แค่ตบเอง ฉันให้นายตบกลับก็ได้ เอาไหม?”

ฉันเลิกสนใจเธอ

ผู้หญิงประเภทนี้ บ้ามาก

“ใจแคบขนาดนั้นเลยเหรอ?” เฉิงเซียวหยานเดินเข้ามาใกล้ฉัน แล้วเอียงศีรษะถาม

ฉันมองเธออย่างเย็นชาและพูดว่า “ฉันไม่ทำร้ายผู้หญิง และหวังว่าเธอจะไม่กลายเป็นข้อยกเว้นของฉัน”

เฉิงเซียวหยานรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ก็ยังกระซิบว่า “คิดว่าฉันกลัวเหรอ?”

……

หลังเลิกเรียน ฉันก็ไปโรงพยาบาลเพื่อส่งอาหารให้แม่

เช่นเคย เธอถามฉันว่า เรียนหนังสือได้ดีไหม ผลการเรียนเป็นไงบ้าง และงานหนักมากไหม?

ฉันค่อนข้างเหนื่อยกับการจู้จี้ของเธอ ฉันจึงพึมพำตอบไม่กี่คำอย่างตั้งใจ และเริ่มเล่นโทรศัพท์

แม่ที่อยู่บนเตียงโรงพยาบาลลังเล เธออยากคุยกับฉัน แต่เมื่อเห็นฉันไม่ว่าง เธอก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วเอนตัวลงนอนบนเตียงและไม่ได้พูดอะไรอีก

ฉันมองดูเธอเงียบๆ ใบหน้าของเธอซีดเซียว ผมของเธอขาวขึ้นมาก และมีริ้วรอยเกิดขึ้นบนหน้าผากโดยที่ฉันไม่ทันสังเกต

แก่กว่าเดิมมาก

ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น หรือว่าเป็นเพราะโรคที่เป็นอยู่เลวร้ายลง

ฉันรู้สึกสะเทือนใจอย่างอธิบายไม่ได้

แม่ของฉันคงรู้ว่าเวลาของเธอเหลืออีกไม่มากแล้ว เธอจึงอยากพูดคุยกับฉันให้มากขึ้น

ในความทรงจำของฉัน แม่เป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและไม่พูดมากมาโดยตลอด

เธอคงกลัวว่าจะไม่ได้คุยกับลูกชายอีก เธอจึงคอยหาเรื่องมาคุยกับฉันทุกครั้งที่เจอกัน

ฉันรู้สึกผิด และวางโทรศัพท์ลง แล้วไปนั่งลงข้างๆ และจับมือเย็นๆของเธอ

เธอมองมาที่ฉัน แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาขุ่นมัวที่สูญเสียความชัดเจนของเธอ…

……

เมื่อฉันออกมาจากโรงพยาบาลก็สามทุ่มกว่าแล้ว

ฉันเดินจากโรงพยาบาลไปตามชายขอบทะเลสาบเพื่อกลับบ้าน

เส้นทางนี้ เดินเพียงประมาณสิบนาทีเท่านั้นก็ถึงบ้านแล้ว

ฉันเดินผ่านบาร์ที่เพิ่งเปิดใหม่ ภายในมีเสียงดนตรีหนวกหู และการเต้นรำที่มีชีวิตชีวา

ฉันเคยไปบาร์แบบนี้กับเพื่อนๆ แต่เนื่องจากแม่ของฉันล้มป่วย ฉันจึงขาดการติดต่อกับพวกเขา

ฉันลังเลแล้วเดินเข้าไป

ไม่มีจุดประสงค์อื่น ฉันแค่มีความกังวลมากเกินไปเมื่อเร็วๆนี้ จึงอยากเข้าไปดื่มสักหน่อย

ภายในกับภายนอกเป็นโลกสองใบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ส่งเสียงดัง เมามาย ปล่อยตัวปล่อยใจ

ฉันสั่งเหล้าหนึ่งแก้วมานั่งดื่มคนเดียว

ในอากาศอวลไปด้วยกลิ่นเหล้าและกลิ่นบุหรี่ เพลงเปิดเสียงสูงสุดดังจนหูแทบหนวก ทั้งชายและหญิงบิดเอวและสะโพกกันอย่างบ้าคลั่งบนฟลอร์เต้นรำ หญิงสาวสวมชุดเท่ๆ หัวเราะเล่นหัวอยู่กับผู้ชาย และใช้ภาษาไร้สาระหยอกล้อกับผู้ชายอย่างไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

ชีวิตเช่นนั้นไม่ได้เป็นของฉันอีกต่อไปแล้ว

เหล้าหนึ่งแก้วหมดไปอย่างรวดเร็ว ฉันเตรียมจะสั่งอีกแก้ว และไม่รู้ว่าเป็นเพราะตาลายหรือเปล่า ฉันเห็นว่าตรงโซนส่วนตัว มีผู้ชายหลายคนกำลังช่วยกันกดและฉีกเสื้อผ้าของผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ ผู้ชายแต่ละคนมีรอยยิ้มอันเต็มไปด้วยราคะบนใบหน้า

ผู้หญิงคนนั้นยังเด็กมาก และใบหน้าเด็กๆของเธอก็ดูคุ้นมาก

นั่นคือ เฉิงเซียวหยาน!

ฉันตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ และคิดว่าอาจเป็นเพราะเมามากเกินไป

แต่เมื่อเพ่งมองดีๆ ก็พบว่าเป็นเธอจริงๆ

เธอร้องตะโกนบางอย่าง พยายามดิ้นรน มือปัดป่ายอย่างสิ้นหวัง ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัว แต่เสียงเพลงดังเกินไปจึงไม่มีใครได้ยินเสียงของเธอ

ฉันเห็นผู้ชายมีสีหน้าดุร้ายคนหนึ่ง สาปแช่ง ดึงผม และตบหน้าของเธอ

หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ชายหลายคนนั้นก็ใช้กำลังลากเธอไปที่ประตูหลังของบาร์

มือที่จับแก้วเหล้าของฉันสั่นเทา

ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่คนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาก็ยังรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

คำถามคือ จะช่วยหรือไม่ช่วย?

จบบทที่ บทที่ 13 เรื่องตลกร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว