- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์
- แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 34 วางแผนแกล้ง
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 34 วางแผนแกล้ง
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 34 วางแผนแกล้ง
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 34 วางแผนแกล้ง
เด็กชายสลิธีรินสองคนรู้สึกถึงแรงกระแทกที่แผ่นหลังและกระเด็นลอยไปชนกำแพงหินของคุกใต้ดิน พวกเขาไถลลงมานอนกองกับพื้นและไม่ขยับตัวอีกเลย
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผันแบบนี้ ส่วนโทบี้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเพราะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร
“เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามอย่างงุนงง
ทุกสายตาในห้องหันไปหาเจมส์ ที่ยังคงชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่ราบาสแตน ผู้ซึ่งมองเจมส์ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“วางไม้กายสิทธิ์ลง” ซลักฮอร์นสั่งเสียงเข้มที่แฝงความตกตะลึง
คาถาฟลิปเปนโดเป็นคาถาปีหนึ่ง แต่เป็นระดับสูงกว่าปกติ ซลักฮอร์นรู้ว่านักเรียนพวกนี้เพิ่งเรียนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดไปแค่สองคาบและไม่น่าจะเรียนคาถานี้แล้ว ดังนั้นจึงชัดเจนว่าเจมส์รู้คาถานี้มาก่อน
ซลักฮอร์นเดินเข้าไปหาเด็กชายสองคนที่นอนอยู่บนพื้นและพบว่าพวกเขาหมดสติ
“เธอสามคนรออยู่นี่” เขาสั่งพลางมองซิเรียส เจมส์ และราบาสแตน ก่อนที่เขาจะโบกไม้กายสิทธิ์ ทำให้เด็กชายสองคนก็ลอยขึ้น แล้วเขาก็พาพวกเขาไปห้องพยาบาล
ห้องเรียนเงียบกริบ หลายคนเริ่มกระซิบกระซาบ ขณะมองซิเรียส ราบาสแตน และโดยเฉพาะเจมส์
“เขารู้คาถานั้นได้ไง? เราเพิ่งเรียนลูมอสกับน็อกซ์ไปเองนะ แล้ววิชาป้องกันตัวฯ ก็ยังไม่ได้สอนภาคปฏิบัติอะไรเลย . . .” เด็กปีกริฟฟินดอร์ปีหนึ่งพึมพำ ทุกคนต่างสงสัยในสิ่งเดียวกัน
เจมส์และซิเรียสมองหน้ากันแล้วยิ้ม
‘อวดดีชะมัด’ สเนปคิดอย่างรำคาญเมื่อเห็นรอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของเด็กกริฟฟินดอร์ทั้งสอง
ห้านาทีต่อมา อาจารย์ก็กลับมา สีหน้ายังคงบึ้งตึง
“ซิเรียส แบล็ก และ ราบาสแตน เลสแตรงจ์ โดนกักบริเวณทั้งคู่ หนึ่งสัปดาห์” ซลักฮอร์นประกาศอย่างหงุดหงิด ซิเรียสมีเลือดออกจมูกนิดหน่อย ราบาสแตนก็เช่นกัน
“ส่วนเธอ พ่อหนุ่ม . . .” ซลักฮอร์นหันไปมองเจมส์ด้วยสายตาเข้มงวดกว่าเดิม
รอยยิ้มบนหน้าเจมส์เลือนหายไป เขารู้ว่าซวยแน่
“เธอโจมตีเพื่อนร่วมชั้นสองคนจากข้างหลัง แรงกระแทกแรงเกินไป จมูกพวกเขาหักและหมดสติไป . . .” ซลักฮอร์นเริ่มร่าย
เจมส์อาจใช้คาถาสาปให้เด็กสลิธีรินสองคนเป็นหินก็ได้ แต่พอเห็นพวกนั้นต่อยซิเรียสและเรียกโทบี้ว่าเลือดสีโคลน เขาเลยตัดสินใจเล่นแรงกว่านั้น
“กักบริเวณสองสัปดาห์ และหักคะแนนกริฟฟินดอร์สิบแต้ม” เขาตัดสินโทษ
“ไม่ยุติธรรมเลยครับ!” ลูปินพูดโพล่งขึ้นมา “สลิธีรินมีตั้งสามคน แถมยังดูถูกด้วยการเรียกสองคนนั้นว่าเลือดสีโคลนด้วย!”
เจมส์ดีใจที่ลูปินช่วยแก้ต่างให้
“ฉันไม่ได้ยินคำพวกนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?” ซลักฮอร์นถามพลางมองไปที่นักเรียนคนอื่น
เด็กกริฟฟินดอร์ทุกคนพยักหน้า
“คำดูถูกที่น่ารังเกียจมาก ราบาสแตน หักสลิธีรินห้าแต้มฐานพูดจาดูถูกแบบนั้น แต่บทลงโทษของคุณพอตเตอร์จะยังคงเดิม เอาล่ะ กลับไปที่หม้อของพวกเธอได้!” เขาพูดพร้อมตบมือ แล้วทุกคนก็กลับไปประจำที่
“ส่วนเธอ พอตเตอร์ เช็ดคราบเลือดบนกำแพงด้วยมือซะ” เขาเสริม พลางมองเจมส์ที่พยักหน้าอย่างจำยอม
เจมส์หยิบผ้าขี้ริ้วมาเริ่มขัดถู แรงกระแทกของมัลซิเบอร์และเอเวอรี่ทิ้งรอยเลือดไว้บนพื้นและกำแพง
‘น่าจะทำเนียนกว่านี้หน่อย’ เจมส์คิดอย่างเซ็ง ๆ 30 คะแนนของเขาถูกหักเหลือ 20 และเขาสังเกตเห็นว่าราบาสแตนมองเขาด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ มันทำให้เขาอยากเสกฟลิปเปนโดใส่อีกฝ่ายให้กระเด็นไปกระแทกกำแพงจนฟันร่วงสักสองสามซี่
นอกจากเช็ดเลือด ซลักฮอร์นยังสั่งให้เขาเก็บหม้อทั้งหมดให้เป็นระเบียบและทำความสะอาดขยะที่นักเรียนทิ้งไว้
‘นี่เริ่มกักบริเวณแล้วหรือไงเนี่ย?’ เจมส์คิดอย่างหงุดหงิดขณะเก็บขยะในห้องเรียนที่ว่างเปล่า
เขาทำเกินกว่าเหตุไปหน่อยที่ทำแบบนั้นกลางคาบเรียน แต่เขาก็ไม่เสียใจ อย่างน้อยเขาก็ยังมีคะแนนบวกอยู่ 20 แต้มในสัปดาห์นี้
‘การได้มาโรงเรียนนี่ตื่นเต้นดีชะมัด’ เจมส์คิด พลางเกาหัวขณะเดินออกจากห้องเรียน ตอนออกมาเขาเห็นซิเรียส ปีเตอร์ โทบี้ และลูปินรออยู่
“โคตรเจ๋งเลยเพื่อน” ซิเรียสชกแขนเจมส์เบา ๆ “นายต้องสอนคาถานั้นให้ฉันนะ คราวหน้าเจอราบาสแตนในทางเดินมืด ๆ มันจะได้ไม่รู้ว่าใครเล่นงานมัน”
“ทะ-ทำไมนายถึงรู้คาถาที่เรายังไม่ได้เรียนล่ะ?” ปีเตอร์ถามด้วยความชื่นชม
“พ่อฉันเป็นนักดวลฝีมือฉกาจตอนเรียนฮอกวอตส์ ท่านสอนฉันตอนไปซื้อไม้กายสิทธิ์ที่ร้านโอลลิแวนเดอร์น่ะ” เจมส์โกหก เขาบอกไม่ได้ว่าเขามีไม้กายสิทธิ์อันแรกตั้งแต่อายุแปดขวบ
“พ่อสอนนายทุกอย่างเลยเหรอ?” ซิเรียสถามอย่างสงสัย เจมส์พยักหน้ายิ้ม ๆ
“โทษทีนะ นายทำน้ำยาเสร็จหรือเปล่า?” เจมส์ถามลูปินที่พลาดโอกาสทำต่อเพราะรอเขา
“อืม ไม่ยากหรอก เหลืออีกแค่สองขั้นตอน ฉันกับปีเตอร์ทำเสร็จแล้ว ถึงจะไม่ได้ที่หนึ่งก็เถอะ” ลูปินยิ้มแปลก ๆ
“หิวกันไหมพวก?” ซิเรียสถาม วางมือบนไหล่เจมส์และลูปิน
“ไส้กิ่วแล้ว” เจมส์ตอบ ลูปินพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
ทั้งกลุ่มเดินไปที่ห้องโถงใหญ่เพื่อทานมื้อเย็น และคุยกันเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมล้อเลียนพวกสลิธีริน จากเหตุการณ์นี้ลูปินก็สนิทกับกลุ่มมากขึ้น
วันรุ่งขึ้น ข่าวที่เจมส์เสกฟลิปเปนโดน็อคเด็กสลิธีรินสองคนแพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียน เขาสังเกตเห็นสายตาและเสียงกระซิบกระซาบมากมายขณะทานมื้อเช้า
“ดูสิ นายดังใหญ่แล้ว” ซิเรียสแซวขณะกัดขนมปังปิ้ง
“หุบปากน่า ฉันสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากพวกงูนั่น” เจมส์บ่น รู้สึกอึดอัดที่โดนจ้องตอนกินข้าว
“ระ-เราต้องแก้แค้น” ปีเตอร์พูดขึ้น ทุกคนหันขวับไปมองเขาด้วยความประหลาดใจ
“มีอะไรเหรอ?” ปีเตอร์ถามอย่างประหม่า
“เปล่า แค่แปลกใจที่นายกล้าพูดเรื่องนี้ออกมา” ซิเรียสพูดอย่างทึ่ง ๆ
“ก็เพราะพวกมัน เราเลยเสียคะแนนบ้าน แถมยังดูถูกเราด้วย ฉันเลยคิดว่าเราควรทำอะไรสักอย่าง” ปีเตอร์เกาหัว หลังจากเห็นฝีมือเวทมนตร์ของเจมส์ เขาก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาก ราวกับพวกสลิธีรินทำอะไรพวกเขาไม่ได้
“นายพูดถูก เราจะปล่อยให้เรื่องจบแค่นี้ไม่ได้” เจมส์เห็นด้วยกับปีเตอร์
พวกมันเรียกโทบี้ว่าเลือดสีโคลน ต่อยซิเรียส และทำให้เจมส์เสียคะแนนบ้านสิบแต้มแถมยังโดนกักบริเวณสองสัปดาห์ พวกเขาต้องเอาคืน พวกมันหาเรื่องเอง
“ตะ-แต่ถ้าโดนจับได้ เราจะซวยไหม?” โทบี้ถาม แม้ใจลึก ๆ ก็อยากเอาคืน
“อย่าปอดแหกน่า ไอ้สารเลวพวกนั้นเรียกนายว่าเลือดสีโคลนนะ และถ้าไม่ได้เจมส์ช่วย หน้าแกคงเละไปแล้ว” ซิเรียสว่า
“ฉันไม่รู้ว่าเลือดสีโคลนแปลว่าอะไร . . .” โทบี้บอก
“มันเป็นคำดูถูกที่พ่อมดเลือดบริสุทธิ์ใช้เรียกพ่อมดที่เกิดจากพ่อแม่มักเกิ้ล” ลูปินตอบเสียงเรียบ ปกติเขาจะดูเคร่งขรึมกับคนแปลกหน้า แต่พอรู้จักกันแล้วจะรู้ว่าเป็นคนใจเย็นมาก
“พวกงี่เง่าที่อยากรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นน่ะ” ซิเรียสคำราม
“คำพูดที่หาฟังยากนะสำหรับทายาทผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลแบล็ก” เจมส์แซว ซิเรียสตบไหล่เขาเบา ๆ
“งั้นพวกนายก็เป็นเลือดบริสุทธิ์เหรอ?” โทบี้ถาม เพราะเขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกเวทมนตร์เลย
ซิเรียส เจมส์ และปีเตอร์พยักหน้า
ในขณะที่ผ่านไปสักพักลูปินก็ตอบว่า “ฉันไม่ใช่ พ่อฉันเป็นพ่อมด แม่เป็นมักเกิ้ล ฉันเลยเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าเลือดผสม”
“เผื่อนายสงสัย พวกเลือดผสมก็โดนเหยียดเหมือนกัน” เขาเสริมพร้อมทำหน้าเบ้
“มีไอเดียแกล้งพวกมันไหม?” เจมส์ถาม
ทุกคนเงียบไปครุ่นคิด
ปีเตอร์เสนอให้ทำให้เกิดฝีหนอง แต่มีปัญหาหลายอย่าง หลัก ๆ คือพวกเขาไม่รู้วิธีทำ พวกเขารู้ว่าทำได้สองวิธี ผ่านน้ำยาหรือคาถาศาสตร์มืด แต่ไม่รู้วิธีร่ายคาถาหรือปรุงยา แม้แต่เจมส์ก็ยังไม่ได้เรียนคาถานี้ เพราะเขาเห็นว่ามันน่ารังเกียจและไม่ค่อยมีประโยชน์ในการต่อสู้จริง
นอกจากนี้พวกเขาคิดว่ามันค่อนข้างรุนแรงและสกปรกเกินไปที่จะทำแบบนั้น และอาจจะเกินขอบเขต ลูปินเสนอให้สะกดรอยตามราบาสแตนแล้วหาจังหวะสั่งสอน หรือก็คือรุมซ้อมนั่นแหละ เจมส์ตกใจกับข้อเสนอที่ก้าวร้าวนี้ ซึ่งพวกเขาก็ปัดตกไปอย่างรวดเร็วเพราะมันไม่สนุก
“ฉันรู้แล้ว!” เจมส์พูดขึ้นเมื่อปิ๊งไอเดีย การแกล้งต้องเป็นอะไรที่ทำให้พวกสลิธีรินจอมหยิ่งขายหน้าต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน แต่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง
“อะไรล่ะ?” ทุกคนถามอย่างใจจดใจจ่อ
“ดอกไม้” เจมส์ตอบพร้อมรอยยิ้มลึกลับ