เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 26 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่

แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 26 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่

แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 26 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่


แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 26 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่

พวกเขาทานมื้อเช้าเสร็จ พ่อก็ขนหีบใบหนักของเขาใส่รถ พ่อชอบสิ่งของมักเกิ้ลมาก โดยเฉพาะเครื่องจักรกลไก อย่างรถยนต์ ฟลีมอนต์ซื้อรถเปอโยต์ 504 และหลังจากเกษียณก็พยายามเรียนรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกของมักเกิ้ล มันเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งของเขา

รถเปอโยต์สีขาวสี่ประตูได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เจมส์ขึ้นไปนั่งเบาะหลังพร้อมกรงของชาโดว์วางข้าง ๆ

“เรียบร้อยนะ?” ยูฟีเมียหันมาถามเจมส์

“ครับ ไม่ลืมอะไรแล้ว” เจมส์ตอบ เขาเช็คหีบไปหลายรอบแล้ว ของสิ่งสุดท้ายที่ใส่ลงไปคือผ้าคลุมล่องหน

“โอเค ออกเดินทางกันเลย!” ฟลีมอนต์พูดพร้อมสตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม เจมส์รู้ดีว่าพ่อพยายามแค่ไหนกว่าจะเรียนขับรถและได้ใบขับขี่มา

พวกเขามาถึงสถานีคิงส์ครอสตอนสิบโมงครึ่ง ฟลีมอนต์ยกหีบของเจมส์ใส่รถเข็นแล้วเข็นผ่านสถานี พวกเขามุ่งหน้าไปยังชานชาลาที่ 9 และ 10 ทางเข้าสู่รถไฟสายด่วนฮอกวอตส์อยู่ที่ชานชาลาที่ 9¾ แต่มันไม่มีอยู่จริง หรือพูดให้ถูกคือเป็นชานชาลาที่ซ่อนอยู่ด้วยเวทมนตร์เพื่อไม่ให้มักเกิ้ลเข้าไปได้

“เอาล่ะ ถึงเวลาเดินชนกำแพงกั้นแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ ไม่เจ็บหรอก” ยูฟีเมียบอก

เจมส์พยักหน้า ห้องฝึกซ้อมที่เขาใช้ช่วงนี้ก็มีกลไกคล้าย ๆ กัน เขาเลยไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ ทั้งสามคนเริ่มเดินตรงไปยังกำแพงกั้นอย่างปกติเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตของมักเกิ้ล

เมื่อถึงกำแพง ไม่มีใครชนเลยสักคน พวกเขาเดินทะลุผ่านไปได้ เจมส์เห็นหัวรถจักรไอน้ำสีแดงสดอันโด่งดังจอดรออยู่ที่ชานชาลาที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ป้ายเขียนว่า ‘รถไฟด่วนฮอกวอตส์ 11.00 น.’

ควันจากหัวรถจักรลอยโขมงเหนือศีรษะฝูงชนที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว แมวสารพัดสีเดินขวักไขว่ไปมาระหว่างขาคน นกฮูกส่งเสียงร้องหากันอย่างหงุดหงิด แข่งกับเสียงพูดคุยและเสียงลากหีบหนัก ๆ

ตู้โดยสารต้นขบวนเนืองแน่นไปด้วยนักเรียน บางคนยื่นหน้าออกมาทางหน้าต่างเพื่อคุยกับครอบครัว บ้างก็กำลังเถียงกันเรื่องที่นั่ง

“ไปเถอะ ไปหาตู้ที่ยังไม่เต็มกัน” ฟลีมอนต์บอก พลางเข็นรถเข็นฝ่าฝูงชนไป

ขณะเดินไปพร้อมกับพ่อแม่ เจมส์เดินสวนกับเด็กผู้หญิงผิวเข้มคนหนึ่งที่พูดว่า

“โอ้ ไม่นะแม่ หนูลืมไดอารี่!”

“แม่บอกแล้วไง ให้เช็คของให้ดีก่อนออกจากบ้าน!” เขาได้ยินเสียงผู้หญิงวัยกลางคนบ่นอุบ

จากนั้นเขาก็เดินผ่านเด็กผู้หญิงสองคนที่ยืนแยกออกมาจากพ่อแม่และดูเหมือนกำลังทะเลาะกันจากน้ำเสียงที่โกรธเกรี้ยว

“ยัยปีศาจ!” เด็กคนหนึ่งตะโกนใส่หน้าอีกคนแล้ววิ่งหนีไปหาพ่อแม่ที่กำลังมองดูเหตุการณ์วุ่นวายบนชานชาลาอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ทันสังเกตว่าลูกสาวทะเลาะกัน

เด็กคนที่วิ่งหนีชนไหล่เจมส์เล็กน้อย แต่ไม่หยุดขอโทษแม้แต่วินาทีเดียว เจมส์ทำหน้าแหยแล้วเดินต่อเพื่อหาตู้ว่าง

เกือบถึงท้ายขบวน พวกเขาก็เจอห้องว่าง เจมส์วางกรงชาโดว์ลง ส่วนพ่อยกหีบหนักอึ้งขึ้นไปบนรถไฟแล้ววางไว้ที่มุมห้องโดยสาร

“เรียบร้อย” ฟลีมอนต์พูดขณะลงจากรถไฟ

“ตั้งใจเรียนและสนุกกับชีวิตนะจ๊ะ” ยูฟีเมียพูดอย่างอบอุ่นพร้อมจูบหน้าผากเขาเป็นการบอกลา

พ่อบอกลาเขาเช่นกันและกระซิบข้างหูว่าให้ใช้ผ้าคลุมล่องหนแกล้งคนให้สนุกนะ เจมส์หัวเราะแล้วขึ้นรถไฟไปนั่งริมหน้าต่าง

“พรุ่งนี้ผมจะส่งจดหมายหานะครับ” เจมส์พูดเสียงเศร้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ขนาดนี้ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย

พ่อแม่มองหน้ากันด้วยความเป็นห่วง ในฐานะพ่อแม่ที่ดี พวกเขาสังเกตเห็นว่าเจมส์ติดพวกเขามาก

“ส่งมาได้ทุกเมื่อที่ลูกต้องการเลยจ้ะ เดี๋ยวลูกก็มีเพื่อน และจะปรับตัวกับฮอกวอตส์ได้ในไม่ช้า” ยูฟีเมียยิ้มให้กำลังใจ

เสียงหวูดรถไฟดังขึ้น นักเรียนที่ยังโอ้เอ้อยู่รีบวิ่งขึ้นรถไฟ ไม่กี่วินาทีต่อมา รถไฟก็เริ่มเคลื่อนขบวน พ่อแม่โบกมือให้เขา เขาโบกมือตอบจนกระทั่งพวกท่านลับสายตาไปเมื่อรถไฟเลี้ยวโค้ง

เจมส์รู้สึกเศร้าเล็กน้อย แต่ไม่นานความตื่นเต้นก็เข้าแทนที่ เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ไปโรงเรียน และไม่ใช่โรงเรียนธรรมดา แต่เป็นโรงเรียนเวทมนตร์! นอกจากจะได้หาเพื่อนและสนุกสนานเหมือนเด็กปกติเป็นครั้งแรกแล้ว เขายังจะได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายที่ฮอกวอตส์

ประตูห้องโดยสารเปิดออก เขาเห็นผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้า และแววตาหยิ่งยโส เขาจำได้ทันที เกวน ชาฟิก

เกวนเห็นเจมส์ก็ยิ้มกว้าง

“ในที่สุดก็เจอนาย! ฉันเดินหาแทบจะทุกตู้แล้วนะ” เธอบ่นอุบขณะเดินเข้ามาในห้อง

เจมส์ยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนคนแรก ๆ ของเขา แม้เธอจะเสียงแหลมและขี้โอ่ไปหน่อย แต่เธอก็เป็นเพื่อนคนแรกของเขาพร้อมกับเอมิลี่ เขาจึงให้ความสำคัญกับเธอมาก ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็หลายปีมาแล้ว ได้แต่ติดต่อกันผ่านจดหมาย

“ไง เกวน ไม่เจอกันนานเลยนะ ไม่เห็นโตขึ้นเท่าไหร่เลยนี่” เจมส์แซวพร้อมรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปเมื่อมีคนเดินตามเข้ามา ซึ่งโชคร้ายที่เขาดันจำได้

คนต่อมาคือเพื่อนสนิทของเกวน อนาสตาเซีย น็อตต์ เด็กผู้หญิงตัวเตี้ยและท้วมกว่าเด็กวัยเดียวกัน ตาตี่เล็กนิดเดียว และยังทำทรงผมบ๊อบเหมือนเดิม

ตามหลังเธอมาคือเด็กชายตัวใหญ่ยักษ์สองคน กอยล์และแครบ สองคนที่เจมส์เคยต่อยจมูกหักเมื่อหลายปีก่อนเพราะมาด่าพ่อแม่และจะทำร้ายเขา

พวกนั้นจะทำร้ายเขาเพราะเกวน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเพื่อนเขาไปแล้ว สับสนดีพิลึก คนสุดท้ายที่เดินเข้ามาคือเด็กชายผมสั้นสีน้ำตาลที่มีแววตาหยิ่งยโสและเย็นชา

“ฉันสูงขึ้นตั้ง 10 เซนติเมตรนะยะ!” เกวนโวยวาย มองเจมส์ด้วยความโกรธแต่แฝงรอยยิ้ม

เจมส์รู้ว่าเธอพูดจริง เขาแค่พูดแหย่ให้เธอโมโหเล่นเหมือนที่เคยทำเมื่อหลายปีก่อน เพราะเธอน่ารำคาญเวลาพูดไม่หยุด เกวนโตขึ้น ผมบลอนด์ของเธอยาวถึงเอว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเตี้ยกว่าเจมส์อยู่ดี

อนาสตาเซียและคนอื่น ๆ มองเกวนแปลก ๆ เกวนสังเกตเห็นจึงกระแอมไอ “เอ่อ นายรู้จักอนาสตาเซีย เพื่อนสนิทฉัน แล้วก็แครบกับกอยล์แล้วนี่เนอะ”

เธอพูดอย่างอึดอัดเล็กน้อยเมื่อเอ่ยชื่อสองหนุ่มร่างยักษ์ เพราะทั้ง 4 คนยังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี

“ส่วนคนนี้คือ ราบาสแตน เลสแตรงจ์ ปีหนึ่งเหมือนกัน ฉันมั่นใจว่าทั้งสองคนจะได้อยู่สลิธีรินและเป็นตัวท็อปของปีหนึ่งแน่” เธอแนะนำพลางมองเจมส์สลับกับเด็กชายที่จ้องเขาเขม็ง ด้วยเหตุผลบางอย่าง ราบาสแตนดูหงุดหงิด

“ยินดีที่ได้รู้จัก พอตเตอร์ ฉันเคยได้ยินเรื่องครอบครัวนาย โดยเฉพาะปู่ของนายกับการอวยมักเกิ้ลจนออกนอกหน้า” ราบาสแตนพูดด้วยน้ำเสียงเสียดสี พร้อมยื่นมือมาจับทักทาย

สีหน้าของเกวนเปลี่ยนไปเมื่อได้ยิน แครบกับกอยล์ก็เช่นกัน แม้จะผ่านมา 5 ปีแล้ว แต่พวกเขายังจำตอนที่เจมส์หักจมูกพวกเขาได้ดี

“ยินดีที่ได้รู้จัก ใช่ ปู่ฉันมองการณ์ไกลกว่าพวกใจแคบบางคนเยอะ” เจมส์ยิ้มบาง ๆ แล้วยื่นมือไปจับตอบ

“ใจแคบงั้นเหรอ?” ราบาสแตนทวนคำ น้ำเสียงเริ่มขุ่นมัว

“พอได้แล้ว นั่งลงเถอะ เราไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกันนะ” เกวนพูดเสียงเย็น

ราบาสแตนจำใจนั่งลง เกวนนั่งตรงข้ามเจมส์ ส่วนเพื่อนของเธอนั่งข้าง ๆ กินที่มากกว่าคนทั่วไป

‘ยัยนี่ทำบ้าอะไรเนี่ย?’ อนาสตาเซียคิดพลางมองเพื่อนสนิทด้วยตาตี่ ๆ เจมส์เพิ่งด่าพ่อมดเลือดบริสุทธิ์ที่มีอุดมการณ์สูงส่งว่าใจแคบ เธอเกือบจะกระโจนเข้าไปร่วมวงถกเถียงแล้ว ไม่ยอมให้การดูหมิ่นนี้ผ่านไปง่าย ๆ แต่เพื่อนของเธอชิงตัดบทจบการสนทนาเสียก่อน

“ว่าแต่นายไปดูนัดชิงควิดดิชหรือเปล่า? เห็นเรื่องการโจมตีไหม?” เกวนถาม เธอรู้ว่าเจมส์บ้าควิดดิช จึงเดาว่าเขาน่าจะไปดูนัดชิง

“ไปสิ ฉันเห็นพวกสวมฮู้ดตอนโจมตีเต็นท์ด้วย” เจมส์ตอบพร้อมขมวดคิ้ว

“พวกสวมฮู้ดทำได้ดีนะที่สั่งสอนมักเกิ้ลพวกนั้น” อนาสตาเซียพูดพร้อมรอยยิ้มขยะแขยง

แครบ กอยล์ และราบาสแตนหัวเราะเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด

“มันไม่ใช่เรื่องตลกนะ พวกเขาถูกฆ่าตาย” เจมส์พูดเสียงแข็ง มองออกไปนอกหน้าต่าง

เสียงหัวเราะเงียบลง บรรยากาศในห้องโดยสารเริ่มอึดอัด

“อย่าทำตัวเป็นตัวกร่อยสิ พ . . . พอตเตอร์” แครบทำใจกล้าพูด แม้จะตะกุกตะกักเล็กน้อยตอนเอ่ยนามสกุลเจมส์

เจมส์เลิกมองหน้าต่างแล้วหันมามองแครบ ซึ่งรีบหลบสายตาและผิวปากกลบเกลื่อนความประหม่า

‘สมองหมอนี่ถูกล้างจนเห็นการตายของมักเกิ้ลเป็นเรื่องตลกงั้นเหรอ?’ เจมส์คิดอย่างเหลือเชื่อ

มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ในเมื่อพวกนี้มองมักเกิ้ลเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน แต่เขาก็ยังทึ่งอยู่ดีว่าครอบครัวเลือดบริสุทธิ์พวกนี้จะหัวรุนแรงได้ขนาดไหน

“ฉันบอกนายแล้วนะ พอตเตอร์ ถ้านายไม่อยากให้ครอบครัวถูกมองว่าเป็นพวกทรยศต่อเลือด นายต้องเปลี่ยนทัศนคติที่เข้าข้างมักเกิ้ลซะ แล้วนายจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ 28 ตระกูลศักดิ์สิทธิ์” อนาสตาเซียพูดพลางมองเจมส์อย่างดูแคลน

เกวนได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ถ้าบทสนทนายังดำเนินต่อไปในทิศทางนี้ มันต้องจบไม่สวยแน่ ๆ

“ทำไมฉันต้องอยากให้ครอบครัวไปอยู่ในรายชื่อบ้าบอที่ปู่โง่เง่าของเธอเขียนขึ้นด้วยล่ะ?” เจมส์ถามพร้อมรอยยิ้มเยาะ เขาเบื่อที่จะฟังยัยอ้วนคนนี้ดูถูกครอบครัวเขา แล้วก็เอาแต่อ้างชื่อ 28 ตระกูลศักดิ์สิทธิ์อยู่ได้

ในงานวันเกิดเกวนที่เขาไป อนาสตาเซียก็พูดแบบนี้เสมอ แต่เจมส์ก็ทำหูทวนลมไม่โต้ตอบ เพราะเห็นแก่หน้าเกวนที่เป็นเจ้าของงานและเป็นเพื่อนเขา เขาไม่อยากสร้างบรรยากาศอึดอัด แต่ตอนนี้เขาอยู่บนรถไฟไปฮอกวอตส์ เขาจะไม่ทนยัยประสาทเสียนี่อีกต่อไปแล้ว

“แก . . . แก” อนาสตาเซียอ้าปากค้างด้วยความตกใจสุดขีด ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเธอแบบนี้มาก่อน คนอื่น ๆ ก็มองเจมส์ด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะที่เขากล้าด่าปู่ของอนาสตาเซียที่เป็นพ่อมดผู้ได้รับความเคารพนับถือ

“แกกล้าดียังไงมาด่าปู่ฉัน!” เธอตะโกนด้วยความโกรธจัดหลังจากตั้งสติได้ รีบชักไม้กายสิทธิ์ออกมาและชี้ไปที่เจมส์

“เฮ้ย ใจเย็น ๆ อนาสตาเซีย!” เกวนลุกขึ้นยืนขวางตรงกลาง

“หุบปากไปเลย เกวน! ทำไมเธอต้องเข้าข้างมันตลอดเลยฮะ? ใครเป็นเพื่อนสนิทเธอกันแน่?” อนาสตาเซียถามอย่างเกรี้ยวกราดพลางผลักเกวนออกไป ซึ่งเกวนก็ยืนงงทำอะไรไม่ถูก

“เอาสิ ยิงมาเลย!” เจมส์ท้าพร้อมรอยยิ้ม ในมือเขามีไม้กายสิทธิ์เตรียมพร้อมอยู่แล้ว

ทุกคนมองเขาอย่างงุนงง นี่คือนักเรียนที่กำลังจะเริ่มเรียนปีหนึ่ง ทำไมเขาถึงมั่นใจขนาดนี้? เขาคิดว่าจะเอาชนะนักเรียนปีสองได้งั้นเหรอ?

‘หมอนนี่สติไม่ดีแน่ ๆ’ ราบาสแตนคิดเมื่อเห็นรอยยิ้มตื่นเต้นของเจมส์ราวกับรอคอยการต่อสู้ การทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเวทมนตร์ต่อสู้ทำให้เจมส์ชอบการดวลจริง ๆ

ในทางกลับกัน แครบและกอยล์มองเจมส์ด้วยสายตาหวาดกลัวกว่าเดิม พวกเขารู้ถึงความสามารถของเจมส์ ตอนเด็ก ๆ พวกเขาอาจวิเคราะห์อะไรไม่ได้มาก แต่ชัดเจนว่าเจมส์ควบคุมเวทมนตร์ได้ดีเยี่ยมเกินวัยและมีความเย็นชาที่น่ากลัว

อนาสตาเซียมองเจมส์ด้วยความลังเล สายตาและรอยยิ้มของเด็กชายทำให้เธอไม่มั่นใจ เพื่อนสนิทของเธอบอกเธอหลายครั้งว่าเจมส์มีพรสวรรค์มาก

ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด จู่ ๆ ประตูห้องโดยสารก็เปิดออก หญิงวัยกลางคนหน้าตายิ้มแย้มโผล่หน้าเข้ามาถามว่า “รับอะไรจากรถเข็นไหมจ๊ะเด็ก ๆ?”

จบบทที่ แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 26 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่

คัดลอกลิงก์แล้ว