- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์
- แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 26 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 26 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 26 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 26 ชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่
พวกเขาทานมื้อเช้าเสร็จ พ่อก็ขนหีบใบหนักของเขาใส่รถ พ่อชอบสิ่งของมักเกิ้ลมาก โดยเฉพาะเครื่องจักรกลไก อย่างรถยนต์ ฟลีมอนต์ซื้อรถเปอโยต์ 504 และหลังจากเกษียณก็พยายามเรียนรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกของมักเกิ้ล มันเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งของเขา
รถเปอโยต์สีขาวสี่ประตูได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เจมส์ขึ้นไปนั่งเบาะหลังพร้อมกรงของชาโดว์วางข้าง ๆ
“เรียบร้อยนะ?” ยูฟีเมียหันมาถามเจมส์
“ครับ ไม่ลืมอะไรแล้ว” เจมส์ตอบ เขาเช็คหีบไปหลายรอบแล้ว ของสิ่งสุดท้ายที่ใส่ลงไปคือผ้าคลุมล่องหน
“โอเค ออกเดินทางกันเลย!” ฟลีมอนต์พูดพร้อมสตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม เจมส์รู้ดีว่าพ่อพยายามแค่ไหนกว่าจะเรียนขับรถและได้ใบขับขี่มา
พวกเขามาถึงสถานีคิงส์ครอสตอนสิบโมงครึ่ง ฟลีมอนต์ยกหีบของเจมส์ใส่รถเข็นแล้วเข็นผ่านสถานี พวกเขามุ่งหน้าไปยังชานชาลาที่ 9 และ 10 ทางเข้าสู่รถไฟสายด่วนฮอกวอตส์อยู่ที่ชานชาลาที่ 9¾ แต่มันไม่มีอยู่จริง หรือพูดให้ถูกคือเป็นชานชาลาที่ซ่อนอยู่ด้วยเวทมนตร์เพื่อไม่ให้มักเกิ้ลเข้าไปได้
“เอาล่ะ ถึงเวลาเดินชนกำแพงกั้นแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ ไม่เจ็บหรอก” ยูฟีเมียบอก
เจมส์พยักหน้า ห้องฝึกซ้อมที่เขาใช้ช่วงนี้ก็มีกลไกคล้าย ๆ กัน เขาเลยไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ ทั้งสามคนเริ่มเดินตรงไปยังกำแพงกั้นอย่างปกติเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตของมักเกิ้ล
เมื่อถึงกำแพง ไม่มีใครชนเลยสักคน พวกเขาเดินทะลุผ่านไปได้ เจมส์เห็นหัวรถจักรไอน้ำสีแดงสดอันโด่งดังจอดรออยู่ที่ชานชาลาที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ป้ายเขียนว่า ‘รถไฟด่วนฮอกวอตส์ 11.00 น.’
ควันจากหัวรถจักรลอยโขมงเหนือศีรษะฝูงชนที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว แมวสารพัดสีเดินขวักไขว่ไปมาระหว่างขาคน นกฮูกส่งเสียงร้องหากันอย่างหงุดหงิด แข่งกับเสียงพูดคุยและเสียงลากหีบหนัก ๆ
ตู้โดยสารต้นขบวนเนืองแน่นไปด้วยนักเรียน บางคนยื่นหน้าออกมาทางหน้าต่างเพื่อคุยกับครอบครัว บ้างก็กำลังเถียงกันเรื่องที่นั่ง
“ไปเถอะ ไปหาตู้ที่ยังไม่เต็มกัน” ฟลีมอนต์บอก พลางเข็นรถเข็นฝ่าฝูงชนไป
ขณะเดินไปพร้อมกับพ่อแม่ เจมส์เดินสวนกับเด็กผู้หญิงผิวเข้มคนหนึ่งที่พูดว่า
“โอ้ ไม่นะแม่ หนูลืมไดอารี่!”
“แม่บอกแล้วไง ให้เช็คของให้ดีก่อนออกจากบ้าน!” เขาได้ยินเสียงผู้หญิงวัยกลางคนบ่นอุบ
จากนั้นเขาก็เดินผ่านเด็กผู้หญิงสองคนที่ยืนแยกออกมาจากพ่อแม่และดูเหมือนกำลังทะเลาะกันจากน้ำเสียงที่โกรธเกรี้ยว
“ยัยปีศาจ!” เด็กคนหนึ่งตะโกนใส่หน้าอีกคนแล้ววิ่งหนีไปหาพ่อแม่ที่กำลังมองดูเหตุการณ์วุ่นวายบนชานชาลาอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ทันสังเกตว่าลูกสาวทะเลาะกัน
เด็กคนที่วิ่งหนีชนไหล่เจมส์เล็กน้อย แต่ไม่หยุดขอโทษแม้แต่วินาทีเดียว เจมส์ทำหน้าแหยแล้วเดินต่อเพื่อหาตู้ว่าง
เกือบถึงท้ายขบวน พวกเขาก็เจอห้องว่าง เจมส์วางกรงชาโดว์ลง ส่วนพ่อยกหีบหนักอึ้งขึ้นไปบนรถไฟแล้ววางไว้ที่มุมห้องโดยสาร
“เรียบร้อย” ฟลีมอนต์พูดขณะลงจากรถไฟ
“ตั้งใจเรียนและสนุกกับชีวิตนะจ๊ะ” ยูฟีเมียพูดอย่างอบอุ่นพร้อมจูบหน้าผากเขาเป็นการบอกลา
พ่อบอกลาเขาเช่นกันและกระซิบข้างหูว่าให้ใช้ผ้าคลุมล่องหนแกล้งคนให้สนุกนะ เจมส์หัวเราะแล้วขึ้นรถไฟไปนั่งริมหน้าต่าง
“พรุ่งนี้ผมจะส่งจดหมายหานะครับ” เจมส์พูดเสียงเศร้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ขนาดนี้ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย
พ่อแม่มองหน้ากันด้วยความเป็นห่วง ในฐานะพ่อแม่ที่ดี พวกเขาสังเกตเห็นว่าเจมส์ติดพวกเขามาก
“ส่งมาได้ทุกเมื่อที่ลูกต้องการเลยจ้ะ เดี๋ยวลูกก็มีเพื่อน และจะปรับตัวกับฮอกวอตส์ได้ในไม่ช้า” ยูฟีเมียยิ้มให้กำลังใจ
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้น นักเรียนที่ยังโอ้เอ้อยู่รีบวิ่งขึ้นรถไฟ ไม่กี่วินาทีต่อมา รถไฟก็เริ่มเคลื่อนขบวน พ่อแม่โบกมือให้เขา เขาโบกมือตอบจนกระทั่งพวกท่านลับสายตาไปเมื่อรถไฟเลี้ยวโค้ง
เจมส์รู้สึกเศร้าเล็กน้อย แต่ไม่นานความตื่นเต้นก็เข้าแทนที่ เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ไปโรงเรียน และไม่ใช่โรงเรียนธรรมดา แต่เป็นโรงเรียนเวทมนตร์! นอกจากจะได้หาเพื่อนและสนุกสนานเหมือนเด็กปกติเป็นครั้งแรกแล้ว เขายังจะได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายที่ฮอกวอตส์
ประตูห้องโดยสารเปิดออก เขาเห็นผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้า และแววตาหยิ่งยโส เขาจำได้ทันที เกวน ชาฟิก
เกวนเห็นเจมส์ก็ยิ้มกว้าง
“ในที่สุดก็เจอนาย! ฉันเดินหาแทบจะทุกตู้แล้วนะ” เธอบ่นอุบขณะเดินเข้ามาในห้อง
เจมส์ยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนคนแรก ๆ ของเขา แม้เธอจะเสียงแหลมและขี้โอ่ไปหน่อย แต่เธอก็เป็นเพื่อนคนแรกของเขาพร้อมกับเอมิลี่ เขาจึงให้ความสำคัญกับเธอมาก ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็หลายปีมาแล้ว ได้แต่ติดต่อกันผ่านจดหมาย
“ไง เกวน ไม่เจอกันนานเลยนะ ไม่เห็นโตขึ้นเท่าไหร่เลยนี่” เจมส์แซวพร้อมรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปเมื่อมีคนเดินตามเข้ามา ซึ่งโชคร้ายที่เขาดันจำได้
คนต่อมาคือเพื่อนสนิทของเกวน อนาสตาเซีย น็อตต์ เด็กผู้หญิงตัวเตี้ยและท้วมกว่าเด็กวัยเดียวกัน ตาตี่เล็กนิดเดียว และยังทำทรงผมบ๊อบเหมือนเดิม
ตามหลังเธอมาคือเด็กชายตัวใหญ่ยักษ์สองคน กอยล์และแครบ สองคนที่เจมส์เคยต่อยจมูกหักเมื่อหลายปีก่อนเพราะมาด่าพ่อแม่และจะทำร้ายเขา
พวกนั้นจะทำร้ายเขาเพราะเกวน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเพื่อนเขาไปแล้ว สับสนดีพิลึก คนสุดท้ายที่เดินเข้ามาคือเด็กชายผมสั้นสีน้ำตาลที่มีแววตาหยิ่งยโสและเย็นชา
“ฉันสูงขึ้นตั้ง 10 เซนติเมตรนะยะ!” เกวนโวยวาย มองเจมส์ด้วยความโกรธแต่แฝงรอยยิ้ม
เจมส์รู้ว่าเธอพูดจริง เขาแค่พูดแหย่ให้เธอโมโหเล่นเหมือนที่เคยทำเมื่อหลายปีก่อน เพราะเธอน่ารำคาญเวลาพูดไม่หยุด เกวนโตขึ้น ผมบลอนด์ของเธอยาวถึงเอว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเตี้ยกว่าเจมส์อยู่ดี
อนาสตาเซียและคนอื่น ๆ มองเกวนแปลก ๆ เกวนสังเกตเห็นจึงกระแอมไอ “เอ่อ นายรู้จักอนาสตาเซีย เพื่อนสนิทฉัน แล้วก็แครบกับกอยล์แล้วนี่เนอะ”
เธอพูดอย่างอึดอัดเล็กน้อยเมื่อเอ่ยชื่อสองหนุ่มร่างยักษ์ เพราะทั้ง 4 คนยังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี
“ส่วนคนนี้คือ ราบาสแตน เลสแตรงจ์ ปีหนึ่งเหมือนกัน ฉันมั่นใจว่าทั้งสองคนจะได้อยู่สลิธีรินและเป็นตัวท็อปของปีหนึ่งแน่” เธอแนะนำพลางมองเจมส์สลับกับเด็กชายที่จ้องเขาเขม็ง ด้วยเหตุผลบางอย่าง ราบาสแตนดูหงุดหงิด
“ยินดีที่ได้รู้จัก พอตเตอร์ ฉันเคยได้ยินเรื่องครอบครัวนาย โดยเฉพาะปู่ของนายกับการอวยมักเกิ้ลจนออกนอกหน้า” ราบาสแตนพูดด้วยน้ำเสียงเสียดสี พร้อมยื่นมือมาจับทักทาย
สีหน้าของเกวนเปลี่ยนไปเมื่อได้ยิน แครบกับกอยล์ก็เช่นกัน แม้จะผ่านมา 5 ปีแล้ว แต่พวกเขายังจำตอนที่เจมส์หักจมูกพวกเขาได้ดี
“ยินดีที่ได้รู้จัก ใช่ ปู่ฉันมองการณ์ไกลกว่าพวกใจแคบบางคนเยอะ” เจมส์ยิ้มบาง ๆ แล้วยื่นมือไปจับตอบ
“ใจแคบงั้นเหรอ?” ราบาสแตนทวนคำ น้ำเสียงเริ่มขุ่นมัว
“พอได้แล้ว นั่งลงเถอะ เราไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกันนะ” เกวนพูดเสียงเย็น
ราบาสแตนจำใจนั่งลง เกวนนั่งตรงข้ามเจมส์ ส่วนเพื่อนของเธอนั่งข้าง ๆ กินที่มากกว่าคนทั่วไป
‘ยัยนี่ทำบ้าอะไรเนี่ย?’ อนาสตาเซียคิดพลางมองเพื่อนสนิทด้วยตาตี่ ๆ เจมส์เพิ่งด่าพ่อมดเลือดบริสุทธิ์ที่มีอุดมการณ์สูงส่งว่าใจแคบ เธอเกือบจะกระโจนเข้าไปร่วมวงถกเถียงแล้ว ไม่ยอมให้การดูหมิ่นนี้ผ่านไปง่าย ๆ แต่เพื่อนของเธอชิงตัดบทจบการสนทนาเสียก่อน
“ว่าแต่นายไปดูนัดชิงควิดดิชหรือเปล่า? เห็นเรื่องการโจมตีไหม?” เกวนถาม เธอรู้ว่าเจมส์บ้าควิดดิช จึงเดาว่าเขาน่าจะไปดูนัดชิง
“ไปสิ ฉันเห็นพวกสวมฮู้ดตอนโจมตีเต็นท์ด้วย” เจมส์ตอบพร้อมขมวดคิ้ว
“พวกสวมฮู้ดทำได้ดีนะที่สั่งสอนมักเกิ้ลพวกนั้น” อนาสตาเซียพูดพร้อมรอยยิ้มขยะแขยง
แครบ กอยล์ และราบาสแตนหัวเราะเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด
“มันไม่ใช่เรื่องตลกนะ พวกเขาถูกฆ่าตาย” เจมส์พูดเสียงแข็ง มองออกไปนอกหน้าต่าง
เสียงหัวเราะเงียบลง บรรยากาศในห้องโดยสารเริ่มอึดอัด
“อย่าทำตัวเป็นตัวกร่อยสิ พ . . . พอตเตอร์” แครบทำใจกล้าพูด แม้จะตะกุกตะกักเล็กน้อยตอนเอ่ยนามสกุลเจมส์
เจมส์เลิกมองหน้าต่างแล้วหันมามองแครบ ซึ่งรีบหลบสายตาและผิวปากกลบเกลื่อนความประหม่า
‘สมองหมอนี่ถูกล้างจนเห็นการตายของมักเกิ้ลเป็นเรื่องตลกงั้นเหรอ?’ เจมส์คิดอย่างเหลือเชื่อ
มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ในเมื่อพวกนี้มองมักเกิ้ลเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน แต่เขาก็ยังทึ่งอยู่ดีว่าครอบครัวเลือดบริสุทธิ์พวกนี้จะหัวรุนแรงได้ขนาดไหน
“ฉันบอกนายแล้วนะ พอตเตอร์ ถ้านายไม่อยากให้ครอบครัวถูกมองว่าเป็นพวกทรยศต่อเลือด นายต้องเปลี่ยนทัศนคติที่เข้าข้างมักเกิ้ลซะ แล้วนายจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ 28 ตระกูลศักดิ์สิทธิ์” อนาสตาเซียพูดพลางมองเจมส์อย่างดูแคลน
เกวนได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ถ้าบทสนทนายังดำเนินต่อไปในทิศทางนี้ มันต้องจบไม่สวยแน่ ๆ
“ทำไมฉันต้องอยากให้ครอบครัวไปอยู่ในรายชื่อบ้าบอที่ปู่โง่เง่าของเธอเขียนขึ้นด้วยล่ะ?” เจมส์ถามพร้อมรอยยิ้มเยาะ เขาเบื่อที่จะฟังยัยอ้วนคนนี้ดูถูกครอบครัวเขา แล้วก็เอาแต่อ้างชื่อ 28 ตระกูลศักดิ์สิทธิ์อยู่ได้
ในงานวันเกิดเกวนที่เขาไป อนาสตาเซียก็พูดแบบนี้เสมอ แต่เจมส์ก็ทำหูทวนลมไม่โต้ตอบ เพราะเห็นแก่หน้าเกวนที่เป็นเจ้าของงานและเป็นเพื่อนเขา เขาไม่อยากสร้างบรรยากาศอึดอัด แต่ตอนนี้เขาอยู่บนรถไฟไปฮอกวอตส์ เขาจะไม่ทนยัยประสาทเสียนี่อีกต่อไปแล้ว
“แก . . . แก” อนาสตาเซียอ้าปากค้างด้วยความตกใจสุดขีด ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเธอแบบนี้มาก่อน คนอื่น ๆ ก็มองเจมส์ด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะที่เขากล้าด่าปู่ของอนาสตาเซียที่เป็นพ่อมดผู้ได้รับความเคารพนับถือ
“แกกล้าดียังไงมาด่าปู่ฉัน!” เธอตะโกนด้วยความโกรธจัดหลังจากตั้งสติได้ รีบชักไม้กายสิทธิ์ออกมาและชี้ไปที่เจมส์
“เฮ้ย ใจเย็น ๆ อนาสตาเซีย!” เกวนลุกขึ้นยืนขวางตรงกลาง
“หุบปากไปเลย เกวน! ทำไมเธอต้องเข้าข้างมันตลอดเลยฮะ? ใครเป็นเพื่อนสนิทเธอกันแน่?” อนาสตาเซียถามอย่างเกรี้ยวกราดพลางผลักเกวนออกไป ซึ่งเกวนก็ยืนงงทำอะไรไม่ถูก
“เอาสิ ยิงมาเลย!” เจมส์ท้าพร้อมรอยยิ้ม ในมือเขามีไม้กายสิทธิ์เตรียมพร้อมอยู่แล้ว
ทุกคนมองเขาอย่างงุนงง นี่คือนักเรียนที่กำลังจะเริ่มเรียนปีหนึ่ง ทำไมเขาถึงมั่นใจขนาดนี้? เขาคิดว่าจะเอาชนะนักเรียนปีสองได้งั้นเหรอ?
‘หมอนนี่สติไม่ดีแน่ ๆ’ ราบาสแตนคิดเมื่อเห็นรอยยิ้มตื่นเต้นของเจมส์ราวกับรอคอยการต่อสู้ การทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเวทมนตร์ต่อสู้ทำให้เจมส์ชอบการดวลจริง ๆ
ในทางกลับกัน แครบและกอยล์มองเจมส์ด้วยสายตาหวาดกลัวกว่าเดิม พวกเขารู้ถึงความสามารถของเจมส์ ตอนเด็ก ๆ พวกเขาอาจวิเคราะห์อะไรไม่ได้มาก แต่ชัดเจนว่าเจมส์ควบคุมเวทมนตร์ได้ดีเยี่ยมเกินวัยและมีความเย็นชาที่น่ากลัว
อนาสตาเซียมองเจมส์ด้วยความลังเล สายตาและรอยยิ้มของเด็กชายทำให้เธอไม่มั่นใจ เพื่อนสนิทของเธอบอกเธอหลายครั้งว่าเจมส์มีพรสวรรค์มาก
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด จู่ ๆ ประตูห้องโดยสารก็เปิดออก หญิงวัยกลางคนหน้าตายิ้มแย้มโผล่หน้าเข้ามาถามว่า “รับอะไรจากรถเข็นไหมจ๊ะเด็ก ๆ?”