- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์
- แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 23 จลาจล 2
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 23 จลาจล 2
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 23 จลาจล 2
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 23 จลาจล 2
ยูฟีเมียมมองตามเจมส์จนเขาหันหลังวิ่งเข้าไปในป่า เอมอสวิ่งตามไป เมื่อเห็นดังนั้น ยูฟีเมียก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและตามสามีกับคนอื่น ๆ ไปยังจุดต้นตอของความวุ่นวาย
เจมส์และเอมอสวิ่งเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป ฝูงชนจำนวนมหาศาลกำลังหนีไปในทิศทางเดียวกับพวกเขา ขณะที่บางคนวิ่งสวนทางมา เจมส์เดาว่าพวกเขาคงเป็นพ่อมดจากกระทรวงที่พยายามจะเข้าไปให้ถึงตัวพวกร่างสวมฮู้ด แต่ดูเหมือนจะทำได้ยากลำบาก
โคมไฟหลากสีที่เคยส่องสว่างนำทางไปสู่สนามดับลงแล้ว เงาดำตะคุ่มเคลื่อนไหวโงนเงนผ่านแนวไม้ เสียงร้องไห้ของเด็ก ๆ เสียงกรีดร้องอย่างกังวล และเสียงหวาดกลัวดังระงมไปทั่ว
เจมส์เดินย่ำไปข้างหน้า ถูกเบียดไปทางซ้ายทีขวาทีโดยผู้คนที่เขาจำหน้าไม่ได้ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขายังมีความสุขกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต แต่ตอนนี้หัวใจเขากลับเต้นรัวด้วยความกังวลอย่างที่สุด
ไม่ใช่เพราะสิ่งที่แม่ของเขาคิด เขาไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่ พ่อ หรือปู่ แค่คิดว่าคนสวมฮู้ดพวกนั้นอาจทำร้ายครอบครัวเขาหรือทำอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น ก็ทำให้เขากระวนกระวายจนแทบบ้า
‘ทำไมฉันถึงลังเลแบบนี้!? ฉันปล่อยแม่ไว้คนเดียวไม่ได้’ เจมส์คิดพลางหยุดวิ่ง ตอนแรกเขาเชื่อฟังเพราะน้ำเสียงของแม่ ไม่ใช่เพราะความกลัว แม้ว่านี่จะเป็นสถานการณ์ใหม่สำหรับเขาและไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัวเลย แต่เขาห่วงความปลอดภัยของครอบครัวมากกว่า
อย่างไรก็ตามมันสายเกินไปแล้ว เขาหยุดไม่ได้เพราะฝูงชนจำนวนมากที่วิ่งเบียดเสียดดันเขาไปข้างหน้า และการจะแทรกตัวออกไปก็ยากเหลือเกิน เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงต้องไหลไปตามกระแสฝูงชน เขาคลาดสายตาจากเอมอสไปแล้ว
เขาพยายามเบี่ยงตัวออกไปด้านข้างเพื่อหลุดออกจากฝูงชน ในที่สุดก็ทำสำเร็จและเกือบสะดุดรากไม้ล้ม
“ฟู่ว เสียเวลาไปเยอะเลย” เจมส์พึมพำพลางหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมา หนึ่งในสิ่งที่เขาไม่ลืมหยิบติดมือมาด้วยคือไม้กายสิทธิ์ ยิ่งในสถานการณ์โกลาหลที่ได้ยินเสียงดังไปถึงในเต็นท์แบบนี้ยิ่งจำเป็น
ป่ามืดมิดแต่ไม่เงียบสงัด เสียงกรีดร้องสารพัดดังผสมปนเปกันไปหมด
“ลูมอส!” เจมส์ร่ายคาถา ทันใดนั้นปลายไม้กายสิทธิ์ก็ส่องสว่างช่วยให้เขามองเห็นในความมืดของป่า โดยไม่เสียเวลา เขาเริ่มย้อนกลับไปทางเดิมผ่านป่า
เนื่องจากไม่มีเส้นทางเดินชัดเจน การเดินจึงยากลำบากกว่ามาก ถ้าไม่ดูให้ดี เขาอาจสะดุดล้มได้ ความกังวลเพิ่มขึ้นทุกย่างก้าว ความคิดที่ว่าอาจเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวคอยหลอกหลอนเขา และเพราะมัวแต่คิดเรื่องนี้ เขาจึงสะดุดจริง ๆ โชคดีที่เขายันตัวไว้ด้วยไม้กายสิทธิ์เลยแค่หน้าทิ่มดินไปนิดหน่อย
‘ใจเย็น ๆ’ เจมส์คิดพร้อมสูดหายใจลึกขณะลุกขึ้นยืน ขณะที่เขากำลังสูดหายใจลึกและกำลังจะออกเดินต่อ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากไม่ไกลนัก ที่แปลกคือเสียงนั้นมาจากส่วนลึกของป่า ไม่ใช่จากทางเดินที่ฝูงชนอยู่
“อะไรน่ะ?” เจมส์พึมพำ มองไปทางทิศที่เสียงกรีดร้องดังมา ความมืดมิดปกคลุมไปทั่ว แสงจากคาถาลูมอสของเขาไม่สามารถส่องสว่างได้ทั่วทั้งป่า เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง เขาพอจะแยกออกว่าเป็นเสียงเด็กผู้หญิง
เจมส์ชั่งใจว่าจะมุ่งหน้าไปทางเสียงกรีดร้องหรือเดินทางต่อไปหาพ่อแม่และพวกสวมฮู้ด เขาได้ยินเสียงกรีดร้องอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูสิ้นหวังกว่าเดิม โดยไม่ต้องคิดอะไรอีก เขาเริ่มมุ่งหน้าไปยังต้นเสียงทันที
พ่อแม่ของเขามีฝีมือมาก แถมเขายังสังเกตเห็นพ่อมดแม่มดจากกระทรวงจำนวนมากเข้าไปช่วย ในทางกลับกัน พวกสวมฮู้ดดูเหมือนจะไม่ได้ต้องการฆ่าใคร จุดประสงค์เดียวของพวกมันคือการทรมานมักเกิ้ลให้คนอื่นดู และโจมตีเต็นท์บ้างเป็นครั้งคราว
ด้วยแสงจากไม้กายสิทธิ์นำทาง เขาเดินจ้ำอ้าว หลังจากเดินฝ่าความมืดของป่ามาสักพัก เขาก็เห็นเงาร่างสามร่าง ร่างหนึ่งดึงดูดความสนใจเขามากที่สุด ด้วยแสงจากลูมอส เขาเห็นว่ามันมีผิวสีเทา ร่างกายใหญ่โต เท้าแบนและแข็ง ที่แย่ที่สุดคือมันสูงถึงสิบสองฟุตและส่งกลิ่นเหม็นเน่า
‘โทรลล์ภูเขา!?’ เจมส์คิดอย่างสับสน เขาสังเกตเห็นเด็กผู้หญิงสองคนนอนอยู่บนพื้น เป็นเพนนีและน้องสาวของเธอ โทรลล์ภูเขาไม่ควรมาอยู่ในพื้นที่นี้ และถ้าที่นี่เป็นถิ่นที่อยู่ของมัน กระทรวงก็น่าจะจัดการไปแล้วเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพราะนี่เป็นงานระดับโลก
ที่สำคัญโทรลล์ถือกระบองยักษ์เป็นอาวุธ แสงจากไม้กายสิทธิ์ของเจมส์ทำให้มันหันมามอง แต่แล้วมันก็รีบหันกลับไปหาเพนนีที่กำลังกุมไหล่ด้วยความเจ็บปวด
น้องสาวของเพนนีร้องไห้จ้า โทรลล์ยกกระบองขึ้นสูงและเหวี่ยงลงมาที่หัวของเพนนีในรวดเดียว เพนนีหลับตาปี๋ ขาสั่นเทาจนลุกหนีไม่ไหว
“อิมโมบิลัส!” เจมส์ตะโกน ชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่โทรลล์
เพนนีค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและเห็นกระบองหยุดค้างอยู่ห่างจากหน้าเธอเพียงไม่กี่นิ้ว โทรลล์ยืนนิ่งสนิท มีเพียงดวงตาที่ฉายแววสับสนเท่านั้นที่ขยับได้
“วิ่ง!” เจมส์ตะโกน เรียกสติเพนนีกลับมา
เธอตะเกียกตะกายลุกขึ้นทันทีและใช้แขนข้างที่ยังดีอยู่คว้าถือน้องสาว
ด้วยพละกำลังมหาศาลของโทรลล์ คาถาอิมโมบิลัสคงผลได้ไม่นาน ผ่านไปไม่กี่วินาที โทรลล์ก็เริ่มขยับตัวได้อีกครั้ง และกระบองก็ฟาดลงพื้นจนเกิดหลุมขนาดใหญ่
‘บ้าเอ๊ย มันอึดชะมัด’ เจมส์คิดพลางขมวดคิ้ว
เมื่อการโจมตีพลาดเป้าและเหยื่อหนีไปได้ โทรลล์ก็คำรามอย่างเกรี้ยวกราดและเริ่มวิ่งไล่ตามเพนนีกับน้องสาวอย่างทุลักทุเล เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ สองพี่น้องก็หันกลับไปมองและเห็นอสูรกายสูงกว่า 3 เมตรกำลังไล่กวดมาอย่างบ้าคลั่ง
น้องสาวของเพนนีสะดุดล้มด้วยความกลัว ทำให้เพนนีสะดุดตามไปด้วยเพราะจูงมือกันอยู่ แถมการวิ่งในป่ามืด ๆ โดยไม่ล้มก็ยากอยู่แล้ว
โทรลล์ตามพวกเธอทันอีกครั้ง มันยกกระบองยักษ์ขึ้นและฟาดลงมาด้วยความโกรธเกรี้ยวกว่าเดิม แต่ก่อนที่กระบองจะถึงตัว ก็มีบางอย่างเกิดขึ้นอีกครั้ง
“เอ็กซ์เปลลิอาร์มัส!” เจมส์ตะโกน แสงสีแดงเจิดจ้าพุ่งออกจากไม้กายสิทธิ์ กระบองของโทรลล์หลุดมือลอยขึ้นฟ้า โทรลล์เซถอยหลังไปสองสามก้าว
‘หนักเอาเรื่องแฮะ’ เจมส์คิดขณะเดินเข้าไปหาโทรลล์
“วิงการ์เดียม เลวิโอซ่า!” เจมส์ตะโกนใส่กระบองที่ยังลอยอยู่กลางอากาศ โทรลล์เงยหน้ามอง ทันใดนั้นกระบองก็พุ่งตกลงมาด้วยความเร็วสูงตรงมาที่หัวของมัน เจมส์ควบคุมให้มันเร่งความเร็วและเล็งไปที่ท้ายทอยของโทรลล์
ผัวะ!
เสียงทึบดังสนั่นเมื่อกระบองกระแทกเข้าที่หัวของโทรลล์ มันเดินเซไปมา ตาปรือ แล้วในที่สุดก็ล้มตึงหมดสติไป โชคดีที่ไม่ทับเด็กสาวทั้งสอง
“พวกเธอปลอดภัยไหม?” เจมส์ถามขณะเดินเข้าไปหาเพนนีและน้องสาว เขามองที่ไหล่ของเธอด้วยความเป็นห่วง
“เจมส์ ขอบใจนะ” เพนนีพูด ยังคงตกใจไม่หาย เธอกอดน้องสาวตัวน้อยที่ยังร้องไห้อยู่แน่น
“ไม่เป็นไรแล้วโซฟี” เธอปลอบพลางลูบผมน้อง
“แขนเธอโอเคไหม?” เจมส์ถามอย่างเป็นห่วง
“อืม แค่เฉี่ยว ๆ น่ะ ไม่งั้นคงแย่กว่านี้” เพนนีตอบ ริมฝีปากยังสั่นระริก
ก่อนจะได้คุยกันต่อ เจมส์รู้สึกถึงบางอย่างข้างหลัง เขารีบหันขวับกลับไปและเห็นโทรลล์ยืนตระหง่านพร้อมกระบองในมือ จ้องมองเขาด้วยสายตาอาฆาต
“ระวัง!” เพนนีตะโกนด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นโทรลล์เหวี่ยงกระบองใส่เจมส์
‘เวรเอ๊ย!’
“โพรเทโก้” เจมส์ตะโกน เกราะที่มองไม่เห็นก่อตัวขึ้น แต่มันไม่แข็งแกร่งพอ เพราะเขาไม่มีเวลาร่ายคาถาให้สมบูรณ์
กระบองทำลายเกราะที่ก่อตัวได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ และกระแทกเข้าที่แขนขวาของเจมส์ ส่งร่างเขากระเด็นไปกระแทกต้นไม้
“เจมส์!” เพนนีกรีดร้องด้วยความสยดสยอง มองตามร่างเด็กชายที่กระเด็นไป
เจมส์รู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่แขนขวาและแผ่นหลัง ซี่โครงเขาอาจจะหัก หรืออย่างน้อยเขาก็คิดแบบนั้น
เขาจะตายอีกแล้วเหรอ? เพราะพยายามจะเป็นฮีโร่เนี่ยนะ? จู่ ๆ ภาพความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวก็ผุดขึ้นมาในหัว แม่ที่กำลังยิ้ม พ่อที่เล่นกับเขา และปู่ที่คุยเรื่องควิดดิช
“ฉันไม่ตายวันนี้หรอก” เจมส์พึมพำ พยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบากและมองไปที่โทรลล์ เลือดไหลเข้าตาข้างหนึ่ง เขาเห็นว่าแขนขวาของเขาเละเทะไปหมด
เพราะความมืด เขาจึงมองไม่เห็นว่าไม้กายสิทธิ์กระเด็นไปไหน แต่มันต้องอยู่แถวนี้แน่
“ลูมอส!” เจมส์ตะโกน
แม้ผู้ร่ายต้องมีไม้กายสิทธิ์เพื่อใช้คาถาลูมอส แต่เขาไม่จำเป็นต้องถือมันเพื่อให้มันส่องสว่าง ตราบใดที่ไม้กายสิทธิ์อยู่ไม่ไกลนัก
เจมส์เห็นไม้กายสิทธิ์อยู่ใกล้ ๆ เขาคว้ามันมาด้วยความโกรธและมองไปที่โทรลล์ ซึ่งไม่ได้สนใจเขาแล้ว
“ไอ้สัตว์นรก แกพยายามจะพรากชีวิตใหม่ที่แสนมีค่าของฉันไปงั้นเหรอ” เจมส์พึมพำอย่างเกรี้ยวกราดขณะเดินเข้าไปหาโทรลล์ ที่ตอนนี้กำลังหันไปหาเพนนีและน้องสาว
“เพตริฟิคัส โททาลัส!” เจมส์ตะโกนด้วยความโกรธ คาถาพุ่งเข้าใส่โทรลล์ คราวนี้แขนและขาของมันแนบชิดติดลำตัว แล้วล้มตึงหงายหลัง ตัวแข็งทื่อขยับไม่ได้อยู่บนพื้น
เจมส์รู้ว่าคาถาของเขาจะคงอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาที เขาจึงต้องรีบลงมือ
“วิงการ์เดียม เลวิโอซ่า!” เขาตะโกนอีกครั้ง กระบองลอยขึ้นและพุ่งเป้าไปที่หัวของโทรลล์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว กระบองกระหน่ำตีหัวโทรลล์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหัวของมันจมดินและแหลกเละ
เมื่อหัวแหลกละเอียด โทรลล์ก็หยุดดิ้นรน แน่นอนว่ามันตายแล้ว เจมส์โยนกระบองที่เปื้อนเลือดทิ้งไป เขานั่งลงบนพื้นใกล้ ๆ โทรลล์ด้วยความเหนื่อยอ่อนและเจ็บปวด สายตาจับจ้องมันไม่วางตา เพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่มีสัญญาณชีพแล้ว
ความประมาทเกือบฆ่าเขา ตอนที่เขาโจมตีโทรลล์ครั้งแรก เขาเห็นมันล้มลงหมดสติ เขาไม่เข้าใจว่ามันฟื้นตัวเร็วขนาดนั้นได้ยังไง
ตอนนี้เขาจะปล่อยให้มันแค่หมดสติไม่ได้ มันอันตรายเกินไป เขาไม่ได้อยู่ที่บ้านเหมือนตอนช่วยเกวน
“เพนนี โซฟี ลูกอยู่ไหน?” เสียงตะโกนดังขึ้น เป็นเสียงของคุณริชาร์ด พ่อของเด็กทั้งสอง
ในที่สุดเขาก็เห็นเงาร่างหลายร่างในความมืด สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือร่างมหึมาสูงกว่า 3 เมตรที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ใกล้ ๆ กันนั้นมีเด็กชายนั่งอยู่ ดวงตาสีฟ้าของเขาถูกบดบังด้วยเลือดที่ไหลลงมาจากหน้าผาก และเขาถือไม้กายสิทธิ์ไว้ในมือซ้าย
สายตาของเด็กชายเลื่อนไปมองชายผู้มาใหม่ ซึ่งรู้สึกหนาวสะท้านเมื่อถูกจ้องมองด้วยดวงตาเย็นชาคู่นั้น เจมส์เมื่อเห็นว่าเป็นคนรู้จักก็ละสายตาและพยายามพักฟื้นร่างกายต่อ