- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์
- แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 22 จลาจล 1
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 22 จลาจล 1
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 22 จลาจล 1
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 22 จลาจล 1
“บราโว่ เป็นนัดชิงที่ยอดเยี่ยมมากเลยเนอะ?” เด็กหญิงผมบลอนด์พูดพลางปรบมือขณะที่ทีมออสเตรเลียชูถ้วย
ด้วยเหตุผลบางอย่าง เจมส์รู้สึกว่าเธอกำลังพูดกับเขา เพราะที่นั่งของเธออยู่ติดกับเขา เขาหันไปมอง และก็จริงตามคาด เด็กหญิงกำลังมองเขาอยู่
“ใช่ โชคดีที่ซีกเกอร์ฝรั่งเศสจับลูกสนิชพลาด” เจมส์ออกความเห็น
“ถึงแม้บางคนในครอบครัวเธอจะดูไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่ก็เถอะ” เขาเสริมเสียงเบาเพื่อไม่ให้แม่ของเธอได้ยิน
“ฮ่า ๆ ใช่ แม่ฉันเป็นคนฝรั่งเศสน่ะ แต่ทั้งพ่อและฉันไม่ได้อยากให้ฝรั่งเศสชนะหรอกนะ” เด็กหญิงพูดพร้อมรอยยิ้มที่มีเสน่ห์และลดเสียงลง
“พ่อฉันเป็นคนอังกฤษ ฉันเลยโตที่นี่ แต่แม่ยังรักฝรั่งเศสมาก ฉันชื่อเพนนี แล้วเธอล่ะ?” เธอแนะนำตัว
เจมส์เข้าใจแล้วว่าทำไมเพนนีกับพ่อถึงไม่ค่อยดีใจตอนฝรั่งเศสทำแต้มได้ “ฉันชื่อเจมส์ พอตเตอร์ ฉันคงทนไม่ได้แน่ถ้าฝรั่งเศสชนะหลังจากเขี่ยพวกเราตกรอบ” เขาตอบ
“ฉันก็เหมือนกัน โดยเฉพาะชนะในบ้านเราด้วย ถึงแม้ฝรั่งเศสจะถือเป็นบ้านอีกหลังของฉันก็เถอะ” เพนนีพูดด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“ดีแล้วที่พวกเขาไม่ชนะ” เจมส์สรุปแบบแฟนพันธุ์แท้ควิดดิช ถ้าคู่ปรับตลอดกาลมาคว้าแชมป์โลกในบ้านคุณ มันคงเป็นเรื่องช็อกโลกและทำให้ถ้วยรางวัลนี้น่าจดจำเกินไปหน่อย
“ว่าแต่ เธอเชียร์ทีมไหนเหรอ?” เจมส์ถาม หมายถึงทีมสโมสรในลีก
เพราะนั่งข้างเพนนี เขาได้ยินเธอพูดตลอดเกม และเธอดูคลั่งไคล้ควิดดิชมาก แถมยังรู้ลึกรู้จริง เพราะความเห็นของเธอไม่ใช่ระดับมือสมัครเล่น เขาแปลกใจและสนใจที่เห็นเด็กผู้หญิงเป็นแฟนพันธุ์แท้ขนาดนี้
เขาไม่อยากดูหัวโบราณ แต่แม่ของเขาสนใจควิดดิชน้อยมากเมื่อเทียบกับเขา พ่อ และปู่ เพื่อนสองคนของเขาก็ไม่สนใจควิดดิชเลยสักนิด
“ยังต้องถามอีกเหรอ? ก็ต้องชัดลีย์ แคนนอนส์ สิ! ทีมที่ดีที่สุดในอังกฤษ!” เพนนีตอบตาเป็นประกาย
“ทีมที่ดีที่สุดในอังกฤษ? พวกนั้นไม่ได้แชมป์ลีกมาตั้งแต่ปี 1892 แล้วนะ!” เจมส์สวนกลับ ในฐานะแฟนพัดเดิลเมียร์ ยูไนเต็ด เขาไม่มีทางปรานีแฟนชัดลีย์ แคนนอนส์
“เงียบไปเลย! แฟนที่ดีต้องเชียร์ทีมไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ อีกอย่างเราเป็นทีมอังกฤษที่ได้แชมป์ลีกมากที่สุดนะ ยังไม่มีใครล้มสถิติเราได้” เพนนีเถียงหน้ามุ่ย
‘ก็จริงของเธอแฮะ’ เจมส์คิด
ลีกคัพเป็นการแข่งขันของทีมควิดดิชจากอังกฤษและไอร์แลนด์ ทีมที่ได้แชมป์มากที่สุดคือ มอนโทรส แม็กพายส์ และ แบลลี่แคสเซิล แบทส์ ซึ่งทั้งสองทีมมาจากไอร์แลนด์เหนือ อันดับสามคือชัดลีย์ แคนนอนส์ และอันดับสี่คือทีมของเจมส์ พัดเดิลเมียร์ ยูไนเต็ด
“ถึงเธอจะพูดถูกก็เถอะ แต่มันก็แค่เรื่องของเวลา เดี๋ยวพัดเดิลเมียร์ ยูไนเต็ด ก็จะแซงแล้ว อีกแค่สมัยเดียวเราก็จะเสมอ แล้วดูทรงทีมเธอสิ คงรอไปอีก 100 ปีถึงจะได้แชมป์” เจมส์เกทับ
“น่าจะเดาได้ตั้งแต่แรกว่านายเป็นแฟนพัดเดิลเมียร์” เพนนีพูดขณะพยายามหาข้อแก้ต่างให้ทีมรัก พัดเดิลเมียร์ ยูไนเต็ดกับชัดลีย์ แคนนอนส์เป็นคู่ปรับตลอดกาล แต่พักหลังแฟนยูไนเต็ดเลิกมองแคนนอนส์เป็นคู่แข่งแล้ว เพราะแคนนอนส์จมอยู่ท้ายตารางตลอดและไม่ได้แชมป์มานานกว่า 50 ปี
“ยังไงเราก็ได้ถ้วยเยอะกว่านาย! จนกว่านายจะแซงเราได้ นายก็ยังด้อยกว่าย่ะ!” เพนนีพูดพร้อมยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ
‘นิสัยเสียของพวกแฟนบอลที่จมอยู่กับอดีต’ เจมส์คิด เขาเริ่มสนุกกับการถกเถียงนี้แล้ว
“ไหนลองบอกมาซิ แชมป์ครั้งล่าสุดปี 1892 น่ะ จัดทีมยังไง? พระเยซูเป็นซีกเกอร์ โมเสสเป็นคีปเปอร์งั้นเหรอ”
เพนนีได้ยินดังนั้นก็เส้นเลือดปูดที่ขมับ เธอรู้ว่าเจมส์กำลังล้อเลียนความเก่าแก่ของแชมป์ครั้งล่าสุดของทีมเธอ
“หุบปากไปเลย! แชมป์ครั้งล่าสุดของพัดเดิลเมียร์มันน่ากังขาจะตาย ลงหนังสือพิมพ์เวทมนตร์ทุกฉบับ เห็น ๆ อยู่ว่ามีการโกง” เพนนีเริ่มขุดคุ้ยแมตช์ที่มีปัญหาขึ้นมา
เจมส์ขมวดคิ้ว ไม่มีใครชอบให้มาบอกว่าทีมตัวเองชนะเพราะโกงหรือซื้อกรรมการ เขาเริ่มปกป้องยูไนเต็ดทันที การถกเถียงไม่จบง่าย ๆ ขณะที่นักกีฬาออสเตรเลียถือถ้วยทองคำเดินขบวนเกียรติยศรอบสนาม
คุณนายยูฟีเมียมองดูการถกเถียงของเจมส์และเพนนีด้วยสีหน้าแปลก ๆ เธอไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาคุยกันเลย เธอมองหน้าแม่ของเพนนี แล้วต่างฝ่ายต่างยิ้มและส่ายหน้าให้กัน
“พูดได้ดีมากไอ้ลูกชาย! ลีกปี 75 นั่นโปร่งใสสุด ๆ” คุณฟลีมอนต์เข้าร่วมวงสนทนาอย่างออกรส
“เหอะ ผมดูเกมนั้นกับตา กรรมการเข้าข้างพัดเดิลเมียร์ชัด ๆ ถ้าไม่ได้จุดโทษช่วงท้ายเกมสองลูกนั่น ไม่มีทางได้แชมป์หรอก” พ่อของเพนนีเข้าร่วมวงบ้าง
“พ่อ!” เพนนีดีใจที่มีแนวร่วม
การถกเถียงดุเดือดขึ้นเมื่อกลายเป็น 2 ต่อ 2 ทั้งคุณนายยูฟีเมียและคุณนายอิซาเบลต่างมองหน้ากันแล้วส่ายหน้าให้กับสามีของตน
ผู้หญิงสองคนต้องตัดบทเพราะได้เวลากลับเต็นท์แล้ว แต่ระหว่างเดินออกจากสนามไปพร้อมกับฝูงชน พวกเขาก็ยังคุยเรื่องควิดดิชกันต่อเบา ๆ
เสียงเพลงเชียร์แว่วมาตามลมขณะเดินกลับตามทางที่มีโคมไฟส่องสว่าง ระหว่างทางบทสนทนาเปลี่ยนเรื่อง เจมส์ได้รู้ว่าเพนนีก็จะเข้าเรียนฮอกวอตส์เดือนกันยายนนี้เหมือนเขา
แม่ของเธอชื่ออิซาเบล เป็นชาวฝรั่งเศส แต่งงานกับริชาร์ด ซึ่งเจมส์ประหลาดใจมากที่เป็นมักเกิ้ล ดังนั้นเพนนีจึงเป็นลูกครึ่ง ที่เขาแปลกใจเพราะคุณริชาร์ดรู้เรื่องควิดดิชเยอะมากและเป็นแฟนตัวยงทั้งที่เป็นมักเกิ้ล
ในที่สุดพวกเขาก็ร่ำลากัน เมื่อเข้าไปในเต็นท์ คุณนายยูฟีเมียชงนมช็อกโกแลตให้ดื่มก่อนนอน ขณะจิบเครื่องดื่ม พวกเขาก็คุยกันเรื่องเกมการแข่งขัน
แม่ต้องตัดบทอีกครั้งและไล่ทุกคนไปนอน เจมส์เปลี่ยนชุดนอนและเข้านอน พยายามข่มตาหลับ เขาจินตนาการภาพตัวเองสวมชุดทีมชาติอังกฤษและเอาชนะฝรั่งเศส จับลูกสนิชได้ในจังหวะสุดท้าย แล้วได้รับการเชิดชูจากผู้คนนับหมื่น
เจมส์ไม่แน่ใจว่าเขาหลับไปหรือยัง สิ่งเดียวที่เขารู้คือจู่ ๆ พ่อก็ตะโกนเสียงดัง
“ตื่นเร็ว เจมส์! เร็วเข้า เร่งด่วน!”
เจมส์สะดุ้งสุดตัวจากเสียงตะโกนข้างหู เกือบเอาหัวไปโขกกับพ่อที่ยืนอยู่ใกล้มาก
“เกิดอะไรขึ้นครับ?” เขาถามเสียงงัวเงีย เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะเสียงในแคมป์ดูเปลี่ยนไป เสียงเพลงเชียร์เงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงคนวิ่ง
“อธิบายยาก รีบไปกันเถอะ” คุณฟลีมอนต์เร่ง เจมส์รีบลงจากเตียง กำลังจะเปลี่ยนชุดนอน แต่พ่อบอกว่าไม่มีเวลาแล้ว
เมื่อมาถึงห้องนั่งเล่นในเต็นท์ แม่และปู่อยู่ที่นั่นแล้วด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ออกไปข้างนอกกัน เร็ว!” คุณเฮนรี่สั่ง แล้วทุกคนก็ออกจากเต็นท์
เมื่อออกมาข้างนอก เจมส์สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นและทำไมต้องออกมา เขาเห็นผู้คนวิ่งหนีเข้าไปในป่า หนีบางอย่างที่ไล่ตามมา
แสงสีเขียววาบขึ้น ส่องสว่างให้เห็นกลุ่มพ่อมดกลุ่มหนึ่งอยู่ห่างออกไปหลายเมตร พวกเขากำลังเดินขบวนและชูไม้กายสิทธิ์ขึ้นฟ้า เจมส์เพ่งสายตามองให้ชัดขึ้น
กลุ่มคนเล็ก ๆ นี้เมื่อเดินผ่านเต็นท์หลังไหน ก็จะทำลายมันด้วยคาถาไฟหรืออะไรทำนองนั้น ทำให้พ่อมดแม่มดข้างในต้องหนีตายออกมาพร้อมบาดแผล โชคดีที่เต็นท์ของครอบครัวพอตเตอร์ไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดินของพวกมัน แต่พวกมันอาจเปลี่ยนทิศทางมาทางนี้ได้ทุกเมื่อ
ฝูงพ่อมดเหล่านั้นสวมฮู้ดและหน้ากาก เหนือหัวของพวกเขา ลอยอยู่กลางอากาศ มีร่างสามร่างกำลังดิ้นรนและบิดเบี้ยวเป็นรูปร่างพิกลพิการ หนึ่งในนั้นตัวเล็กมาก เป็นเด็ก
เจมส์จำหนึ่งในผู้ใหญ่ได้ นั่นคือคุณสตีฟ มักเกิ้ลที่ดูแลที่พักเมื่อเช้า เขาเดาว่าผู้หญิงคงเป็นภรรยาและเด็กคงเป็นลูกชายของเขา
กลุ่มคนร้ายมีพ่อมดคนอื่นมาร่วมสมทบเรื่อย ๆ พวกมันหัวเราะร่าและชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่ร่างลอยฟ้าเหล่านั้น สามคนนั้นถูกปฏิบัติเหมือนสัตว์ในคณะละครสัตว์หรือแย่กว่านั้น
พ่อมดคนหนึ่งใช้ไม้กายสิทธิ์หมุนตัวคุณนายสตีฟจนหัวห้อยลงมา ชุดนอนของเธอหลุดลุ่ยเปิดเผยชุดชั้นใน เธอพยายามปิดป้องตัวเองสุดชีวิต ขณะที่ฝูงพ่อมดส่งเสียงกรีดร้อง โห่ฮา และหัวเราะชอบใจ
“น่ารังเกียจที่สุด” คุณนายยูฟีเมียพูดลอดไรฟัน กำหมัดแน่น
“หลุยส์ อแมนด้า!” คุณฟลีมอนต์เรียกเพื่อนที่ดูงุนงงอยู่เหมือนกัน พวกเขาอยู่กับเอมอส ลูกชาย ซึ่งอยู่ในชุดนอนเหมือนเจมส์
สองครอบครัวเข้ามาสมทบกัน
“เราต้องช่วยพวกเขา จะปล่อยให้มักเกิ้ลพวกนั้นเป็นอะไรไปไม่ได้” คุณหลุยส์กล่าว
คุณหลุยส์ทำงานในกองบังคับควบคุมกฎหมายเวทมนตร์ของกระทรวง เขารู้ฝีมือของคุณฟลีมอนต์และคุณเฮนรี่ดี ดังนั้นการได้พวกเขาช่วยคงจะดีมาก นอกจากนี้ยังมีคนบาดเจ็บเยอะ ภรรยาของเขาและคุณนายยูฟีเมียที่เป็นผู้บำบัดมากประสบการณ์จะช่วยได้มาก
คุณฟลีมอนต์และคุณเฮนรี่พยักหน้า เตรียมไม้กายสิทธิ์พร้อม คุณนายยูฟีเมียและคุณนายอแมนด้ามองหน้าลูก ๆ ของตน
“ลูกรัก ลูกต้องหนีเข้าไปในป่ากับเอมอสนะ ห้ามแยกจากกันเด็ดขาด พอจัดการเรื่องนี้เสร็จ แม่จะตามไปรับ” คุณนายยูฟีเมียพูดอย่างอ่อนโยนพลางลูบผมเจมส์ คุณนายอแมนด้าก็พูดกับเอมอสทำนองเดียวกัน เอมอสพยักหน้าอย่างหวาดกลัวแต่ก็เข้าใจสถานการณ์
“ไม่ครับแม่ อย่าไปนะ” เจมส์พูดด้วยความกังวล เมื่อเห็นสีหน้าของลูกชาย คุณนายยูฟีเมียก็ทำใจแข็ง
“แม่ต้องไป มีคนต้องการความช่วยเหลือ” คุณนายยูฟีเมียพูดอย่างยากลำบาก เธอคิดว่าเจมส์กลัวกับสถานการณ์โกลาหลนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็ก 11 ขวบ
“ผมจะไปด้วย ผมอ่านหนังสือรักษามาแล้ว” เจมส์รีบบอก ไม่อยากแยกจากแม่
“ไม่ได้! มันอันตราย ลูกต้องไปกับเอมอส เจมส์ พอตเตอร์” คุณนายยูฟีเมียสั่งเสียงเด็ดขาด เรียกชื่อเต็มลูกชายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
เจมส์รู้ว่าการถกเถียงจบลงแล้ว จึงพยักหน้าอย่างจำยอม “แล้วเจอกันครับ”
คุณนายยูฟีเมียกอดเขาแน่น ๆ หนึ่งที
“ไปกันเถอะ ไอ้พวกบ้านั่นกำลังทำลายเต็นท์และทรมานพวกมักเกิ้ลอยู่!” คุณหลุยส์เร่ง