เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 19 กุญแจนำทาง

แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 19 กุญแจนำทาง

แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 19 กุญแจนำทาง


แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 19 กุญแจนำทาง

วันเวลาผ่านไป เจมส์ฝึกฝนกับของใหม่สองชิ้นที่ได้มา: ไม้กายสิทธิ์และไม้กวาดนิมบัส 1001 เขาสามารถฝึกเวทมนตร์ด้วยไม้กายสิทธิ์ได้ เพราะตามที่พ่อบอก เขาจะถูกร่ายคาถาร่องรอย (ซึ่งจะทำให้กระทรวงรู้ว่ามีการใช้เวทมนตร์โดยพ่อมดแม่มดอายุต่ำกว่า 17 ปี) ก็ต่อเมื่อเขาขึ้นรถไฟสายด่วนฮอกวอตส์แล้วเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงยังฝึกเวทมนตร์ในห้องซ้อมต่อไปได้โดยไม่ต้องกลัวโดนทำโทษ

ในวันที่ 1 สิงหาคม การแข่งขันควิดดิชเวิลด์คัพที่รอคอยมานานก็เปิดฉากขึ้น เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวก่อนฮอกวอตส์จะเปิดเทอม แต่ก่อนหน้านั้น เขากับพ่อ แม่ และปู่จะไปดูนัดชิงชนะเลิศด้วยกัน

ทีมชาติออสเตรเลีย ซึ่งเคยคว้าแชมป์โลกในปี 1966 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศและพบกับม้ามืดของรายการอย่างทีมชาติญี่ปุ่น สร้างความประหลาดใจให้ทุกคนที่เห็นทีมญี่ปุ่นมาไกลได้ถึงขนาดนี้ อีกคู่ในรอบรองชนะเลิศคือทีมชาติอังกฤษ พบกับฝรั่งเศส คู่ปรับตลอดกาล

เป็นไปตามคาด ออสเตรเลียบดขยี้ญี่ปุ่นไป 360 ต่อ 40 ซีกเกอร์ของออสเตรเลียจับลูกสนิชได้และปิดเกมไปอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน อังกฤษต้องพ่ายแพ้อย่างน่าเจ็บปวดให้กับฝรั่งเศส ทั้งที่ทีมอังกฤษมีคะแนนนำอยู่ถึง 100 แต้ม แต่โชคร้ายที่ซีกเกอร์ของฝรั่งเศสจับลูกสนิชได้ ทำให้เกมจบลงและฝรั่งเศสชนะไปด้วยคะแนนรวมที่มากกว่า 50 แต้ม

เจมส์อยากจะหักไม้กวาดเก่า ๆ สักอันทิ้งด้วยความโมโหความโง่เขลาของซีกเกอร์อังกฤษที่ไม่รู้ตัวเลยว่าลูกสนิชโผล่ออกมา ปู่ของเขาสบถคำหยาบแบบที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ส่วนพ่อก็หน้าบูดบึ้งไปหลายวัน

ข่าวความพ่ายแพ้ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต โดยโทษซีกเกอร์ของอังกฤษอย่างรุนแรง เจมส์รู้สึกสงสารผู้เล่นคนนั้นนิดหน่อย เขาทำได้ดีในแมตช์ส่วนใหญ่ แต่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวทำให้ทุกคนรุมประณามเขา

แม่ของเขาเอาใจเขาเป็นพิเศษในช่วงไม่กี่วันต่อมา โดยทำอาหารโปรดให้ทุกวัน วันที่ 19 สิงหาคม เจมส์เข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันนัดชิงชนะเลิศ เขาจะไปเชียร์ออสเตรเลีย เพราะไม่อยากให้ฝรั่งเศสชนะ

ออสเตรเลียหวังจะสร้างประวัติศาสตร์ซ้ำรอยปี 1966 และคว้าแชมป์สมัยที่สอง ส่วนฝรั่งเศสมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมหลังจากเขี่ยทีมเจ้าภาพอย่างอังกฤษตกรอบ

ในห้องนอนของเจมส์ แม่เขย่าตัวเขาเบา ๆ เพื่อปลุกให้ตื่น เจมส์รู้สึกเหมือนเพิ่งเข้านอนไปไม่นานนี้เอง

“ได้เวลาตื่นแล้วจ้ะลูกรัก” ยูฟีเมียกระซิบ

“ครับผม . . .” เจมส์ตอบเสียงงัวเงียและค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

“อีก 10 นาทีอาหารเช้าจะพร้อมนะจ๊ะ” ยูฟีเมียพูดแล้วเดินออกจากห้องไป

เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างเกียจคร้าน มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้ายังมืดอยู่ นานแล้วที่เขาไม่ได้ตื่นเช้าขนาดนี้ มันทำให้นึกถึงกิจวัตรประจำวันสมัยเป็นเอ็ดเวิร์ด

เขาแต่งตัวทั้งที่ตายังหยี ๆ ผมจัดทรงยากมากจนเขาเลิกล้มความตั้งใจ หลังจากหาววอดใหญ่จนตาสว่าง เขาก็เดินลงไปข้างล่างมุ่งหน้าสู่ห้องครัว

ยูฟีเมียกำลังคนหม้อต้มบนเตา ส่วนฟลีมอนต์นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร กำลังอ่านหนังสือพิมพ์มักเกิ้ล เมื่อเห็นลูกชาย เขาก็เงยหน้าขึ้นและกางแขนออกเพื่อให้เจมส์เห็นชุดของเขาชัด ๆ

ฟลีมอนต์สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีโทนกลาง กางเกงยีนส์ที่หลวมโคร่งไปหน่อย และรองเท้าบูทลำลองสีดำ

“เป็นไงบ้าง?” เขาถาม “เราควรใส่ชุดมักเกิ้ล แม่บอกว่าชุดที่พ่อใส่ในหมู่บ้านมันเชยสะบัด พ่อเลยไปซื้อชุดพวกนี้ที่ร้านเสื้อผ้าเปิดใหม่มา”

“ก็ ดูดีนะครับ” เจมส์ตอบพลางหาวแล้วนั่งลงที่โต๊ะ เขาก็ใส่ชุดมักเกิ้ลเหมือนกัน แต่มีรสนิยมทางแฟชั่นดีกว่าพ่อเยอะ

“รีบทานมื้อเช้าเร็ว เราต้องเดินกันอีกหน่อยนะ” ยูฟีเมียพูดยกหม้อมาวางที่โต๊ะแล้วเริ่มตักอาหาร

เนื่องจากเจมส์ยังหายตัวไม่ได้ พวกเขาจึงต้องเดินไปที่ ‘กุญแจนำทาง’ ซึ่งเป็นวัตถุลงอาคมที่จะส่งคนที่สัมผัสมันไปยังสถานที่ที่กำหนดไว้ ส่วนใหญ่กุญแจนำทางจะเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่ไม่ดึงดูดความสนใจของมักเกิ้ล

พ่อบอกว่ามีการวางกุญแจนำทางกว่าร้อยอันในจุดยุทธศาสตร์ทั่วอังกฤษ พวกมันสามารถขนส่งคนกลุ่มใหญ่ได้ในคราวเดียว ดังนั้นจึงต้องไปตามเวลาที่กำหนดและต้องตรงเวลาเป๊ะ ๆ

เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จ พวกเขาก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังเนินเขาใกล้ ๆ ก็อดดริกส์ฮอลโลว์ พวกเขาต้องผ่านจุดที่เกวนเคยตกลงไปเมื่อหลายปีก่อน

พวกเขาเดินย่ำไปตามทางที่มืด หนาว และชื้นแฉะ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ทำลายความเงียบ ท้องฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้นอย่างเชื่องช้า เจมส์ง่วงเกินกว่าจะชวนคุย

หลังจากผ่านไปหลายนาที พวกเขาก็เริ่มเดินขึ้นเนิน พื้นลื่นมากจนต้องระวัง เจมส์ที่ตางัวเงียต้องเบิกตาโพลงเมื่อเกือบสะดุดล้มถึงสองครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงพื้นดินที่มั่นคง

“ฟู่ว!” ฟลีมอนต์หอบหายใจ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อบนหน้าผาก  “พ่อไม่หนุ่มเหมือนเมื่อก่อนแล้วแฮะ”

ยูฟีเมียมองเขาแล้วกลอกตา

“เรามาถึงก่อนเวลาตั้ง 15 นาทีแน่ะ” ยูฟีเมียพูดพลางดูนาฬิกาข้อมือ

“ทีนี้ก็ต้องหากุญแจนำทาง” ฟลีมอนต์บอก

ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันหา เสียงหนึ่งก็ทำให้พวกเขาสะดุ้ง “ทางนี้ ฟลีมอนต์! เราเจอกุญแจนำทางแล้ว!”

เจมส์หันไปมองและเห็นร่างคนสามร่างในระยะไกล เจ้าของเสียงคือชายมีเครา ข้าง ๆ เขาคือผู้หญิงที่ดูเหมือนจะเป็นภรรยา และเด็กผู้ชายหน้าตางัวเงีย

“หลุยส์!” ฟลีมอนต์อุทานพร้อมรอยยิ้ม แล้วเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาชายคนที่ตะโกนเรียก เจมส์และแม่เดินตามไป

ฟลีมอนต์จับมือกับพ่อมดหน้าตอบที่มีเคราสีน้ำตาล ในมือของเขาถือหมวกเก่า ๆ สีเทาดำ

“อแมนด้า! เป็นไงบ้างจ๊ะ?” ยูฟีเมียทักทายผู้หญิงคนนั้นด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเธอก็ยิ้มตอบเมื่อเห็นยูฟีเมีย

“นี่คือหลุยส์ ดิกกอรี่ พ่อเคยเล่าเรื่องเขาและอแมนด้าภรรยาของเขาให้ฟังแล้ว เขาเคยทำงานกับแม่ลูกที่เซนต์มังโกมานาน” ฟลีมอนต์แนะนำให้ลูกชายรู้จัก เจมส์ก้าวออกไปทักทายทั้งคู่ ครอบครัวดิกกอรี่เป็นตระกูลพ่อมดเลือดบริสุทธิ์ชนชั้นกลาง

“อ๋อ เธอเองสินะเจมส์ พ่อเธอพูดถึงเธอบ่อยมาก ยินดีที่ได้รู้จักนะ นี่ลูกชายฉัน เอมอส ดิกกอรี่ เขาจะเข้าเรียนที่ฮอกวอตส์เดือนกันยายนนี้เหมือนเธอนั่นแหละ” หลุยส์แนะนำลูกชาย เอมอส ดิกกอรี่ มีผมหยิกสีน้ำตาล ผิวขาว และดวงตาสีน้ำตาล

“หวัดดี” เจมส์ทักทายเอมอส

เอมอสพยักหน้ารับ พ่อของเขาเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว

“ทักทายให้มันดี ๆ หน่อยสิ” เขาตำหนิเสียงเข้ม เอมอสจึงทักทายเจมส์และคนอื่น ๆ อย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ

เจมส์ง่วงเกินกว่าจะถือสาเอมอส

“ขอโทษทีนะ เด็กวัยนี้ก็ดื้อแบบนี้แหละ ใช่ไหม?” หลุยส์แก้ตัว

“อืม . . .” ฟลีมอนต์ตอบพลางมองหน้าภรรยา เพราะเจมส์ไม่เคยดื้อเลย ตรงกันข้ามเขาเป็นเด็กดีมีมารยาทและน่ารักมาก

“เดินมาไกลไหม?” ฟลีมอนต์รีบเปลี่ยนเรื่อง

“ใช่ เราต้องตื่นตั้งแต่ตีสอง แต่ก็นะ เพื่อควิดดิชเวิลด์คัพ ต่อให้ลำบากแค่ไหนเราก็ไม่ยอมพลาดนัดชิงหรอก จริงไหมเอมอส?”

“แน่นอนครับ หวังว่าพวกออสซี่จะขยี้พวกฝรั่งเศสให้เละ!” เอมอสพูด พอพูดเรื่องควิดดิชเขาก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที

เมื่อเหลือเวลาอีก 1 นาที สองครอบครัวก็มายืนล้อมวงรอบหมวกใบเก่าที่หลุยส์ ดิกกอรี่ถืออยู่ ทุกคนยืนเบียดกันแน่นขณะที่ลมหนาวพัดผ่านยอดเนิน

นี่จะเป็นครั้งแรกที่เจมส์เดินทางด้วยกุญแจนำทาง เขาเคยใช้แต่ผงฟลู ขณะรอเจมส์คิดว่าสถานการณ์นี้มันแปลกพิลึก

ลองนึกภาพถ้ามีมักเกิ้ลหลงมาเจอกลุ่มคน 6 คนยืนล้อมวงมองหมวกเก่า ๆ ในความเงียบสงัดบนยอดเนินเขาดูสิ

“สาม . . .” ฟลีมอนต์พึมพำขณะมองนาฬิกา “สอง หนึ่ง . . .”

ทันใดนั้นเจมส์รู้สึกเหมือนมีตะขอเกี่ยวที่ใต้สะดือแล้วกระชากเขาไปข้างหน้าอย่างแรง เท้าของเขาลอยจากพื้น พุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูงท่ามกลางสีสันที่หมุนวนและเสียงลมหวีดหวิวในหู

ในที่สุดเท้าเขาก็แตะพื้น เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นพ่อแม่และคุณกับคุณนายดิกกอรี่ยังยืนอยู่ ส่วนเอมอสนั้นล้มกลิ้งไปกับพื้น แล้วรีบลุกขึ้นมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ

จบบทที่ แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 19 กุญแจนำทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว