- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์
- แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 14 การจากลา
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 14 การจากลา
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 14 การจากลา
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 14 การจากลา
นอกจากจะเป็นนักปรุงยาแล้ว พ่อของเขายังเป็นนักดวลฝีมือฉกาจอีกด้วย ในสมัยเรียนที่ฮอกวอตส์ พ่อมักจะถูกล้อเรื่องชื่อแปลก ๆ จึงต้องดวลกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา จนเกิดความชำนาญ
ดังนั้นการมีพ่อเป็นครูฝึกส่วนตัวจึงเป็นเรื่องดีมาก เพราะเจมส์อยากเก่งเรื่องเวทมนตร์สายต่อสู้ เนื่องจากในอนาคตเขาต้องเผชิญหน้ากับโวลเดอมอร์ และอยากเน้นที่เวทมนตร์ป้องกันตัวและโจมตี
“เริ่มจากพื้นฐานก่อน คาถายกของ” ฟลีมอนต์สั่ง
ถึงเวลาที่เจมส์จะได้นำทฤษฎีทั้งหมดที่ศึกษามาตลอดสองปีมาใช้จริงเสียที
เพียงแค่ตวัดไม้กายสิทธิ์เบา ๆ อย่างนุ่มนวล ฟลีมอนต์ก็เสกโต๊ะและขนนก 10 อันขึ้นมา
“ไหนทวนความจำซิ คาถายกของคืออะไร?” เขาถามทดสอบเจมส์
เจมส์เดินเข้าไปที่โต๊ะแล้วตอบว่า “มันช่วยให้พ่อมดทำให้วัตถุลอยได้ในช่วงเวลาหนึ่งเพียงแค่โบกไม้กายสิทธิ์ พ่อยังสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุได้ด้วย และมันใช้ไม่ได้ผลกับมนุษย์”
“ถูกต้อง วัตถุที่ลอยขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ร่ายและน้ำหนักของวัตถุ ยิ่งวัตถุหนัก ก็ยิ่งต้องใช้ทักษะมาก แม้จะเป็นคาถาพื้นฐานระดับปี 1 ที่ฮอกวอตส์ แต่มันมีประโยชน์มากในการดวล พ่อเคยใช้มันหลายครั้ง ลูกสามารถยกสิ่งกีดขวางแล้วส่งมันพุ่งใส่คู่ต่อสู้ได้” ฟลีมอนต์อธิบาย
“ลูกรู้ทฤษฎีแล้ว และเห็นการเคลื่อนไหวของไม้กายสิทธิ์ตอนที่แม่กับพ่อทำให้ดูแล้ว ลูกลองทำให้ขนนกลอยขึ้นมาซิ” ฟลีมอนต์สั่งต่อ
“วิงการ์เดียม เลวิโอซ่า” เจมส์ร่ายคาถาด้วยสมาธิแน่วแน่ พร้อมขยับไม้กายสิทธิ์อันใหม่เพียงเล็กน้อย เขาจำการเคลื่อนไหวไม้กายสิทธิ์ได้ขึ้นใจมานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก
ขนนกถูกร่ายมนตร์และเริ่มลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามการควบคุมของเจมส์ เมื่อมันลอยเกือบถึงเพดานห้องฝึกที่สูงลิบ เจมส์ก็เริ่มควบคุมให้ขนนกค่อย ๆ ลอยต่ำลงจนกลับมาวางที่เดิม
“ควบคุมได้สมบูรณ์แบบ” เฮนรี่ปบมือพร้อมรอยยิ้ม หลานชายเขาเป็นอัจฉริยะจริง ๆ นี่เป็นคาถาที่เด็กปี 1 เรียนกัน แต่เจมส์ทำได้ตอน 8 ขวบและทำได้ในการลองครั้งแรก
ยูฟีเมียก็ปรบมือด้วยรอยยิ้มภูมิใจ
“เก่งมาก ทีนี้ลองทำกับขนนกสองอันพร้อมกันดูซิ” ฟลีมอนต์สั่ง
เวลาผ่านไป เจมส์สามารถใช้ “วิงการ์เดียม เลวิโอซ่า” ยกขนนกทั้ง 10 อันพร้อมกันได้ในวันเดียว
“พรุ่งนี้เราค่อยมาต่อคาถานี้กับของที่หนักขึ้น ตอนนี้ไปคาถาต่อไปกันเถอะ” ฟลีมอนต์กล่าว เพราะรู้ดีว่าลูกชายคงไม่อยากฝึกคาถาเดิมทั้งวัน
หลายวันต่อมา เจมส์ใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องฝึกซ้อมกับไม้กายสิทธิ์อันใหม่และฝึกฝนกับพ่อ ทฤษฎีทั้งหมดที่อ่านและเรียนรู้มา เขาเริ่มนำมาปฏิบัติจริง
พ่อแม่ตัดสินใจว่าเมื่อเขาเรียนรู้คาถาทั้งหมดและเชี่ยวชาญภาคปฏิบัติแล้ว จะให้เขาเริ่มอ่านหนังสือคาถาที่ยากขึ้นเล่มต่อไป
นอกจากนี้เมื่อมีไม้กายสิทธิ์แล้ว เขาก็เริ่มเรียนภาคปฏิบัติการรักษากับแม่ และพ่อก็ยอมให้เขาปรุงยาพื้นฐานด้วยตัวเอง โดยมีท่านคอยดูแล
หนึ่งในคาถาที่เจมส์หลงใหลที่สุดคือ ‘อินเซนดิโอ’ คาถาที่เสกเปลวไฟพุ่งออกมาเพื่อจุดไฟเผาสิ่งของ แม้จะดูอันตราย แต่มันก็อยู่ในหนังสือเกรด 1 ของมิรันดา กอชฮ็อก
ปริมาณไฟที่เสกออกมาขึ้นอยู่กับทักษะและความเชี่ยวชาญของพ่อมด ในกรณีของเจมส์ เขาทำได้แค่จุดไฟเตาผิงหรือเทียนไขเท่านั้น ยังไม่รุนแรงมากนัก แต่ยิ่งฝึกฝน เขาก็ยิ่งเสกไฟได้มากขึ้น
ข้อดีอีกอย่างของห้องฝึกคือมีระบบกันไฟ จึงไม่มีอันตรายที่จะเกิดไฟไหม้ทั้งห้อง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วสำหรับเจมส์ ทั้งฝึกในห้องซ้อม อ่านหนังสือขั้นสูงขึ้น ออกไปหาเอมิลี่และเกวนที่จัตุรัส และใช้เวลากับครอบครัว
เมื่อเขาอายุ 9 ขวบ เกวนและเอมิลี่บอกเขาว่าพวกเธอจะย้ายออกจากก็อดดริกส์ฮอลโลว์ ข่าวนี้ทำให้เจมส์เศร้าอย่างน่าประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าจะเสียใจ แต่เขาถือว่าเกวนและเอมิลี่เป็นเพื่อนสองคนแรกเพราะใช้เวลาด้วยกันมาตลอด
พวกเธอจะย้ายไปที่วิลต์เชียร์ มณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ ซึ่งเป็นถิ่นของตระกูลมัลฟอยและตระกูลน็อตต์ สองตระกูลเลือดบริสุทธิ์ที่อยู่ใน 28 ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เพื่อนสนิทของเกวนอยู่ในตระกูลน็อตต์ และดูเหมือนพ่อแม่ของเธอก็สนิทกับนายและนางชาฟิกเป็นอย่างดี
วันนี้เป็นวันที่พวกเธอจะเดินทาง เด็กทั้ง 3 คนอยู่ที่จัตุรัส เป็นการพบกันครั้งสุดท้าย เจมส์นอนดูท้องฟ้าที่มีเมฆมากอยู่บนพื้นหญ้าเช่นเคย
เอมิลี่กำลังอ่านการ์ดกบช็อกโกแลตของเจมส์เหมือนปกติ ถึงตอนนี้เธออ่านครบทุกใบแล้ว แต่ก็ยังอ่านซ้ำเพื่อทบทวนข้อมูลที่ลืมหรือไม่ได้ใส่ใจ
เกวนนั่งอยู่ใกล้เจมส์ เธอกำลังเด็ดกลีบดอกไม้ สายตาจับจ้องอยู่ที่ดอกไม้ และต่างจากวันอื่น ๆ เธอไม่พูดอะไรเลย
“เตรียมของย้ายบ้านเสร็จหรือยัง?” เจมส์ถาม
“อืม พ่อแม่คงกำลังไปบอกลาพ่อมดเลือดบริสุทธิ์คนอื่น ๆ อยู่” เกวนตอบโดยไม่ละสายตาจากดอกไม้
เจมส์คิดว่าตลกดีที่เธอต้องระบุเจาะจงว่าเป็นพ่อมดเลือดบริสุทธิ์ เพื่อแสดงให้ชัดเจนว่าจะไม่ไปบอกลาพวกเลือดผสมหรือพวกที่เกิดจากมักเกิ้ล แม้เจมส์อยากจะล้างความคิดคลั่งสายเลือดนั้นออกไป แต่เขาทำสำเร็จเพียงน้อยนิดหรืออาจจะไม่ได้เลย
พ่อแม่ของเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มเลือดบริสุทธิ์กลุ่มนั้น เพราะถูกมองว่าเป็นคนทรยศต่อเลือดและไม่ถูกกับพ่อแม่ของเอมิลี่และเกวนที่มีความคิดหัวรุนแรง ดังนั้นพวกท่านจึงอยู่ที่บ้านใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้ออกไปบอกลา
“สงสัยคงต้องไปเจอกันที่ฮอกวอตส์แล้วล่ะ” เจมส์เปรย
“อะไรนะ? แต่อีกตั้งนานเลยนะ อีกสองปีแน่ะ” เอมิลี่พูดเสียงเศร้า ต่างจากพี่สาว เจมส์เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอ เกวนพยักหน้าเห็นด้วยกับน้องสาว
อีกสองปีกว่าเจมส์และเอมิลี่จะได้เข้าเรียนฮอกวอตส์ ส่วนเกวนจะเข้าเรียนปีหน้าเพราะเธออายุมากกว่าทั้งสองคนหนึ่งปี
“นายต้องมาเยี่ยมพวกเรานะ” เกวนสั่งเสียงแข็ง
“ไปไม่ได้หรอก มันไกลเกิน” เจมส์ปฏิเสธ
“ขี้เกียจตัวเป็นขนเหมือนเดิม” เกวนบ่นอย่างหงุดหงิด
“แล้วทำไมพวกเธอไม่มาเยี่ยมฉันล่ะ?” เจมส์ย้อนถาม
“อ้อ! เขาไม่ให้มาหรอก เพราะเขาไม่ถูกกับพ่อแม่นาย” เขาตอบคำถามตัวเองเสร็จสรรพ
เกวนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแต่ไม่พูดอะไร เพราะเขาพูดถูก เจมส์คงไม่บังคับพ่อแม่ให้พาไปคฤหาสน์ชาฟิกแห่งใหม่เพื่อไปเจอพ่อแม่เธอปฏิบัติด้วยอย่างเย็นชาแน่
แม้เขาจะเคยไปคฤหาสน์ชาฟิก เขาก็ไปคนเดียวเสมอเพราะมันอยู่ใกล้ ๆ และคุณกับคุณนายชาฟิกก็คงไม่ถึงกับด่าว่าหรือดูถูกเด็กที่เป็นเพื่อนของลูกสาว แต่ถ้าเป็นพ่อแม่ของเขา เรื่องคงต่างออกไป
นอกจากนี้พ่อแม่ของเกวนและเอมิลี่ยอมให้เจมส์ไปที่บ้านเพราะเขาเคยช่วยชีวิตเกวน คงน่าเกลียดมากถ้าจะห้ามเขาเข้าบ้าน
สักพักนกฮูกตัวสวยสะอาดตาก็บินมาเกาะกิ่งไม้ที่ให้ร่มเงา
“นกฮูกของแม่ เราต้องไปแล้ว” เกวนบอกพลางมองเอมิลี่
เด็กทั้ง 3 คนลุกขึ้นยืนและมองหน้ากัน เจมส์ไม่รู้จะทำตัวยังไงในสถานการณ์นี้ เขาเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของเอมิลี่และเกวน เป็นไปได้ว่าเขาเองก็คงทำหน้าไม่ต่างกัน
การแสดงความรักกับครอบครัว ง่ายกว่าการทำกับเพื่อนมาก
‘ทำไงดีเนี่ย . . .’ เจมส์คิดอย่างประหม่าเล็กน้อย เขาแทบไม่เคยรู้สึกประหม่าเลย เอ็ดเวิร์ด รอธส์ไชลด์ สามารถทำตัวเป็นมิตรต่อหน้าคนแปลกหน้าและซื้อใจพวกเขาได้ แต่เขาไม่เคยต้องบอกลาคนที่เขาแคร์จริง ๆ เขาเลยไปไม่เป็น
“เอ่อ เดี๋ยวเราส่งจดหมายคุยกันผ่านนกฮูกนะ” เจมส์พูดพลางเกาหัวที่ยุ่งเหยิง
“อืม แต่นายไม่มีนกฮูกนี่” เกวนท้วง
“เดี๋ยวซื้อ ตอนนี้ใช้ของพ่อแม่ไปก่อน” เจมส์รีบบอก
“นี่ . . .” เอมิลี่พูดเสียงเบา เดินเข้ามาใกล้เจมส์แล้วยื่นการ์ดหลายใบให้
“เธอเก็บไว้เถอะ เป็นของขวัญอำลา” เจมส์บอกแล้วกุมมือเอมิลี่ให้กำการ์ดไว้
“ขอบใจนะ . . .” เอมิลี่พูด แล้วจู่ ๆ เธอก็โผเข้ากอดเจมส์แน่น
ทั้งเจมส์และเกวนต่างตกใจกับการกระทำกะทันหันของเอมิลี่ ผู้ซึ่งมักจะสงบเสงี่ยมและไม่ค่อยแสดงอารมณ์
“ฉันจะคิดถึงนาย! เดี๋ยวฉันส่งข้อความหานายผ่านนกฮูกของพี่เกวนนะ!” เอมิลี่พูดทั้งน้ำตาขณะกอดเจมส์
“ฉันก็จะคิดถึงเธอ เราจะเขียนจดหมายหากันนะ” เจมส์พูดอย่างประหม่าพลางกอดตอบเอมิลี่
“ลาก่อน” เอมิลี่ผละออกจากเจมส์และกลับไปทำตัวปกติ
จากนั้นเกวนและเจมส์ก็ยืนมองหน้ากัน
‘ฉันควรกอดเธอด้วยไหมนะ? เพื่อนเขาทำกันแบบนี้เหรอ?’ เจมส์คิด ชั่งใจว่าจะทำยังไงดี
“อย่าลืมตอบจดหมายด้วยล่ะ” เกวนพูดขึ้นหลังจากผ่านไปไม่กี่วินาทีที่ดูเหมือนยาวนานสำหรับเจมส์ เธอหันหลังและเดินไปพร้อมกับเอมิลี่
เจมส์พยักหน้า แม้เกวนจะไม่ได้มองเขาแล้ว เขายืนมองแผ่นหลังของเพื่อนสองคนแรกเดินจากไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ
‘รู้สึกแย่ชะมัด . . .’ เจมส์คิด ก่อนจะหันหลังเดินกลับบ้าน
เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงอารมณ์รุนแรงที่เกิดจากคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว