เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 9 ความสุข

แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 9 ความสุข

แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 9 ความสุข


แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 9 ความสุข

เจมส์ตัดสินใจแล้วว่าจะปีนกำแพงด้านไหน กำแพงนี้มีผิวขรุขระพอให้ยึดเกาะได้ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ แต่มันก็อยู่ในวิสัยที่จะทำได้

เมื่อเข้าใกล้กำแพง เขาเอื้อมมือไปสัมผัสมัน

‘ฉันต้องทำให้เร็ว’ เจมส์คิดขณะเริ่มปีนโดยมีเกวนอยู่บนหลัง

เอมิลี่มองภาพนั้นด้วยความหวาดกลัว กำแพงสูงหลายเมตร และการปีนโดยมีคนอยู่บนหลังนั้นยากลำบากมาก แถมความมืดก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

เมื่อปีนไปได้ครึ่งทาง หินก้อนหนึ่งบนกำแพงก็แตกออก ทำให้เขาเกือบตกลงมา แต่เขาก็คว้าหลักยึดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเขาอยู่ใกล้ขอบด้านบนมากแล้ว เอมิลี่ก็ยื่นมือมาช่วยดึง ซึ่งทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

“ฟู่ว . . . ขั้นที่สองเสร็จสิ้น” เจมส์พึมพำ เหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก

“บอกฉันหน่อย พ่อแม่เธอเป็นผู้บำบัดหรือเปล่า?” เจมส์ถามพลางมองไปที่เอมิลี่

“เปล่า เราต้องไปคลินิกในหมู่บ้าน” เอมิลี่ตอบตะกุกตะกัก เมื่อเห็นบาดแผลน่ากลัวที่ขาของเกวน

“ป่านนี้ปิดไปแล้ว ฉันจะพาเธอไปที่บ้านฉัน แม่ฉันเป็นผู้บำบัด” เจมส์บอกพร้อมกับเริ่มออกวิ่งไปทางหมู่บ้าน

“เธอไปหาพ่อแม่ แล้วบอกพวกท่านว่าแม่ฉันจะดูแลเกวนให้ พวกท่านน่าจะรู้ว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน” เจมส์สั่งขณะวิ่ง เอมิลี่ที่วิ่งตามมาอย่างทุลักทุเลพยักหน้ารับ

ผู้บำบัดคือหมอในโลกเวทมนตร์ เทียบเท่ากับแพทย์ของมักเกิ้ล ผู้บำบัดฝึกฝนและใช้เวทมนตร์รักษา ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของเวทมนตร์ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงสภาพร่างกายและจิตใจของสิ่งมีชีวิต

แม่ของเขาเป็นผู้บำบัด แม้ตอนนี้จะเกษียณจากการทำงานที่โรงพยาบาลวิเศษเซนต์มังโกเพื่อผู้ป่วยและบาดเจ็บแล้วก็ตาม

เจมส์วิ่งเต็มฝีเท้าจนมาถึงหมู่บ้าน การวิ่งโดยแบกคนไว้บนหลังนั้นยากเอาการ แม้เกวนจะตัวไม่หนัก แต่เจมส์ก็ยังมีพละกำลังน้อยกว่าผู้ใหญ่

เอมิลี่แยกตัวออกไปเพื่อกลับบ้าน ส่วนเจมส์มองเห็นประตูบ้านของเขา โชคดีที่ไม่ได้ล็อค เขาเดินพรวดพราดเข้าไปจนพ่อแม่ตกใจ

“เจมส์! ไปไหนมาลูก? พ่อกับแม่เป็นห่วงแทบแย่!” ยูฟีเมียอุทาน

“แม่ครับ รักษาเด็กคนนี้ที” เจมส์พูดเสียงแผ่วก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น เขาใช้แรงไปมากจนเป็นลมล้มพับไป

“เจมส์!” พ่อแม่ตะโกนด้วยความตกใจและรีบวิ่งเข้ามาดูลูกชายทันที

นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาใช้ความพยายามอย่างมหาศาลเพื่อช่วยชีวิตคน มันแปลกที่เขาทำแบบนั้น แต่เขาไม่อาจยืนดูเฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

เจมส์ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เขาสังเกตเห็นเพดานที่คุ้นตา เขาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง

ห้องของเขาเต็มไปด้วยโปสเตอร์ควิดดิช โดยเฉพาะทีมโปรดของเขา ยังมีของเล่นและหนังสืออีกมากมาย มันไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนห้องของเอ็ดเวิร์ด รอธส์ไชลด์

“เป็นยังไงบ้างจ๊ะลูกรัก?” ยูฟีเมียถามพลางลูบผมเจมส์อย่างอ่อนโยน

เจมส์หันไปมองและเห็นพ่อกับแม่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง เมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของทั้งคู่ เขาก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

“ครับแม่ แค่เหนื่อยนิดหน่อย” เจมส์ตอบพลางพยายามลุกขึ้นนั่ง

“ระวังนะ ลูกใช้แรงไปเยอะมาก” ฟลีมอนต์ช่วยพยุงเขาขึ้น

“ผ่านไปนานแค่ไหนแล้วครับ?” เจมส์ถาม เขามองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่ายังมืดอยู่

“ประมาณสองชั่วโมงได้” ฟลีมอนต์ตอบพลางดูนาฬิกาข้อมือ

“เกวนเป็นยังไงบ้างครับ?” เจมส์ถาม

“เธอปลอดภัยดีจ้ะ ขอบใจลูกมากนะ” ยูฟีเมียตอบพร้อมรอยยิ้มภูมิใจในตัวลูกชาย

“แต่ว่าลูกห้ามทำเรื่องอันตรายแบบนี้อีกนะ ถ้าลูกเป็นอะไรไป พ่อกับแม่จะทำยังไง?” เธอเสริมด้วยน้ำเสียงกังวลพลางจ้องตาเจมส์

“อย่าดุลูกนักเลย เจมส์ทำตัวเป็นฮีโร่เชียวนะ” ฟลีมอนต์พูดด้วยความภูมิใจในวีรกรรมของลูกชาย

“ไม่ค่ะ การปีนกำแพงที่ไม่มั่นคงสูงกว่า 3 เมตรโดยแบกเด็กอีกคนไว้บนหลังมันอันตรายมาก ลูกยังเป็นแค่เด็กนะ” ยูฟีเมียแย้งเสียงแข็งและขมวดคิ้ว

ฟลีมอนต์ไม่พูดอะไรต่อ เขาเองก็เชื่อว่ามันเป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับเด็ก 5 ขวบ แม้เขาจะมองว่าลูกชายของเขาไม่ธรรมดาก็ตาม

“พ่อกับแม่รู้ได้ไงครับว่าผมปีนกำแพง?” เจมส์ถามอย่างสงสัย

“หนูเอมิลี่เล่าให้เราฟังตอนที่เธอมากับพ่อแม่น่ะ” ยูฟีเมียตอบด้วยสีหน้าแปลก ๆ

“พวกชาฟิก . . . คนพวกนั้นแปลกพิลึกและไม่รู้จักบุญคุณคนเอาซะเลย” ฟลีมอนต์บ่นพลางขมวดคิ้ว

ทั้งฟลีมอนต์และยูฟีเมียไม่เชื่อในความบริสุทธิ์ของเลือดและไม่มองมักเกิ้ลเป็นเหมือนสัตว์เลี้ยง แต่พวกชาฟิกเชื่อแบบนั้น ทั้งสองครอบครัวจึงมีความขัดแย้งทางความคิดกันอย่างชัดเจน

“พ่อแม่ของเอมิลี่มาที่นี่เหรอครับ?” เจมส์ถามเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม

“ใช่จ้ะ หลังจากแม่รักษาแผลและห้ามเลือดให้เกวนแล้ว พวกเขาก็มาพร้อมกับลูกสาวอีกคน พอแม่บอกว่าจะให้ยาปลูกกระดูกกับเธอ พวกเขาก็บอกว่าจะไปให้กินเองที่บ้าน พวกเขาจ่ายค่ายาให้เราแล้วก็กลับไปเลย” ยูฟีเมียอธิบายอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย

“พวกเขาไม่ถามไถ่อาการลูกสักคำ แล้วก็ไม่ขอบคุณด้วย นี่แหละนะผลของการเรียนอยู่สลิธีริน” ฟลีมอนต์เสริมด้วยความโกรธ

“แต่หนูเอมิลี่ก็น่ารักมากนะจ๊ะ ไม่เหมือนพ่อแม่ของเธอเลย” ยูฟีเมียกล่าว เพราะเธอเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแบบนั้น

“ลูกพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวแม่จะเอาอาหารมาให้ที่เตียง แล้วจะเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังนะจ๊ะ” ยูฟีเมียพูดพลางจูบหน้าผากเจมส์

พ่อบอกลาเจมส์ด้วยความรักเช่นกัน และวางนิตยสาร “ซีกเกอร์ วีคลี่” ฉบับใหม่ไว้ให้ มันเป็นนิตยสารควิดดิชที่มีชื่อเสียงที่สุด เจมส์เป็นแฟนตัวยงและซื้อฉบับใหม่ทุกสัปดาห์

เมื่อพ่อแม่เดินออกจากห้องไป เจมส์ถือนิตยสารไว้ในมือแล้วจ้องมองเพดานเงียบ ๆ จมอยู่ในห้วงความคิด

เขาคิดถึงพ่อแม่และชีวิตใหม่ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะมีความสุขขนาดนี้ในชีวิตนี้ แม้การอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์และคาถาจะน่าตื่นเต้น แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักของความสุข

ความสุขของเขาเกิดขึ้นเพราะคนสองคน คือพ่อและแม่ รวมไปถึงครอบครัวโดยรวม โดยเฉพาะปู่เฮนรี่

‘การมีชีวิตอยู่นี่มันดีจริง ๆ’ เจมส์คิดขณะเปิดนิตยสารหน้าแรก ความคิดของเขาช่างแตกต่างจากตอนที่เขาตายในชีวิตที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

แม่นำอาหารมาให้เขาที่เตียง แต่เขาก็ไม่ต้องทานคนเดียว เพราะทั้งฟลีมอนต์และยูฟีเมียก็นั่งอยู่เป็นเพื่อน หลังจากทานเสร็จ ยูฟีเมียก็เล่านิทานของบีเดิลยอดกวีให้เขาฟัง

นิทานของบีเดิลยอดกวีเป็นเรื่องเล่าเวทมนตร์สำหรับเด็ก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในโลกเวทมนตร์ วันนี้เธอเลือกเล่าเรื่อง พ่อมดกับหม้อกระโดดได้

เจมส์ตั้งใจฟังแม่ น้ำเสียงของเธอทำให้เขาผ่อนคลาย

‘พวกพ่อมดนี่แต่งนิทานเด็กไม่ค่อยเก่งเลยแฮะ’ เจมส์คิดขณะฟังนิทาน

ในที่สุดนิทานก็จบลง แม่บอกลาเจมส์อย่างอ่อนโยนและปิดไฟในห้อง

จบบทที่ แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 9 ความสุข

คัดลอกลิงก์แล้ว