- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์
- แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 7 ข้อตกลง
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 7 ข้อตกลง
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 7 ข้อตกลง
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 7 ข้อตกลง
“ขำอะไรของแก?” เกวนถามอย่างหงุดหงิด ดวงตาสีฟ้าของเธอดุร้ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเจมส์
“เหอะ ไอ้ตัวประหลาด ก็เหมือนกับพ่อแม่แก่หง่อมของแกนั่นแหละ รอยเหี่ยวย่นของพวกมันน่าขยะแขยงชะมัด” แครบวิจารณ์อย่างหยาบคายขณะเดินเข้ามาใกล้ สายตามุ่งร้ายและกำปั้นที่เงื้อง่าเตรียมพร้อมจะชก
รอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของเจมส์เลือนหายไป ดวงตาของเขาฉายแววเย็นชา ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว กลายเป็นสีหน้าตายด้านเหมือนสมัยเป็นเอ็ดเวิร์ด รอธส์ไชลด์
ก่อนที่หมัดจะถึงตัวเจมส์ เสื้อของแครบก็เริ่มเลิกขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นดึงมันขึ้นมา ผ้าเลื่อนขึ้นมาคลุมใบหน้าของเด็กชายจนมิด
เด็กชายดิ้นรนพยายามสลัดเสื้อที่รัดแน่นออก คนอื่น ๆ มองดูเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึง
เจมส์ฉวยจังหวะที่แครบกำลังเซ เตะเข้าไปที่ขาของเขา ทำให้เขาล้มคว่ำหน้าลงกับพื้น ตอนนี้แครบนอนอยู่บนพื้นหญ้าโดยมีเสื้อคลุมหน้าอยู่
เจมส์มองดูแครบที่กำลังดิ้นพราด ๆ บนพื้นพยายามดึงเสื้อออกจากหน้าด้วยสายตาเย็นชา โดยไม่รอช้า เขาเตะเข้าที่ใบหน้าของแครบเต็มแรง
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังมาจากแครบ เสื้อสีขาวชุ่มโชกไปด้วยเลือด เกวนและเด็กคนอื่น ๆ มองเจมส์ด้วยความตกใจและหวาดกลัว
กอยล์เห็นเพื่อนอยู่ในสภาพนั้นก็พุ่งเข้าหาเจมส์ด้วยความโกรธเกรี้ยวและปล่อยหมัดใส่อย่างรวดเร็ว เจมส์หลบหมัดด้วยการเอียงตัวอย่างพริ้วไหวและสง่างาม ปล่อยให้กำปั้นของกอยล์เฉียดใบหน้าไปเพียงไม่กี่นิ้ว
ด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง เขาคว้ามือของกอยล์ในจังหวะที่หมัดพุ่งผ่านไป โดยอาศัยแรงและโมเมนตัมของผู้โจมตี เขาบิดข้อมือของกอยล์อย่างคล่องแคล่ว
กอยล์ไม่อาจต้านทานได้ แม้จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าเจมส์หลายปอนด์ เขาล้มลงกระแทกพื้น รู้สึกเจ็บที่หลังจากการกระแทก โชคดีที่เป็นพื้นหญ้า ถ้าเป็นพื้นคอนกรีตคงเจ็บกว่านี้มาก
เจมส์เตะเข้าที่ใบหน้าของผู้ประสงค์ร้ายอีกครั้ง คราวนี้เป็นกอยล์ จมูกของเขาหักและเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก
“ถ้าใครกล้าดูถูกพ่อแม่ฉันอีก จุดจบก็จะเป็นเหมือนสองคนนี้” เจมส์มองไปที่เกวนและเด็กคนอื่น ๆ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและน่าเกรงขาม
เกวนและเด็กคนอื่น ๆ เริ่มวิ่งหนีจากเจมส์ด้วยความกลัวว่าจะจบลงเหมือนแครบและกอยล์ เอมิลี่มองเจมส์แวบหนึ่งก่อนจะรีบละสายตาและวิ่งตามพี่สาวไป
คำว่า ‘คนทรยศต่อเลือด’ ไม่ใช่สิ่งที่กวนใจเจมส์นัก ครอบครัวของเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นตอนที่เกวนเรียกเขาแบบนั้น เขาจึงคิดว่าแค่แกล้งเล่นนิดหน่อยก็คงพอ
แต่การที่พวกนั้นมาว่าพ่อแม่ของเขา ‘ห่วยแตก’ เป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้ เขาถึงขั้นต้องข่มใจไว้ เพราะรู้สึกถึงความโกรธเกรี้ยวที่ปะทุขึ้นภายในใจ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต
‘ฟู่ว . . . ใจเย็น ๆ พวกนั้นก็แค่เด็ก’ เจมส์คิดขณะมองดูแครบและกอยล์ที่ยังคงนอนหมดสติอยู่บนพื้นหญ้า แม้จะเป็นเด็ก แต่หมัดที่พวกนั้นปล่อยใส่เจมส์ก็รุนแรงมาก ดังนั้นเขาจึงไม่คิดว่าตัวเองทำผิดที่สั่งสอนบทเรียนให้พวกนั้น
เขาดึงเสื้อของแครบลง ตรวจดูให้แน่ใจว่าแค่สลบไป แครบจมูกหักเหมือนเพื่อนของเขา เจมส์ตบหน้าเบา ๆ สองสามทีเพื่อปลุกให้ตื่น
เมื่อแครบตื่นขึ้นมา ก็พบกับสายตาเย็นชาที่จ้องมองอยู่ เมื่อสบตากับเจมส์ เขาก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก เขาไม่อยากสู้แล้ว อยากจะหนีไปให้พ้น ๆ
“พาเพื่อนแกไปด้วย” เจมส์สั่งพลางชี้ไปที่กอยล์ แครบลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เลือดยังคงหยดจากจมูก เขาพยุงกอยล์ขึ้นมาแล้วรีบพาตัวเองออกห่างจากเจมส์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
การเอาชนะแครบและกอยล์ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจมส์ เพราะในฐานะรอธส์ไชลด์ เขาได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ และต้องรู้วิธีป้องกันตัว เป็นปกติที่เขาจะแสดงพรสวรรค์ออกมา ดังนั้นการจัดการเด็กผู้ชายสองคนที่ตัวใหญ่กว่าเขาหน่อยจึงไม่ใช่เรื่องท้าทายอะไร
ในทางกลับกันเขารู้ดีว่าด้วยเวทมนตร์ การรักษจมูกที่หักนั้นง่ายนิดเดียว
‘หวังว่าพวกนั้นคงไม่ไปฟ้องพ่อแม่นะ’ เจมส์คิดพร้อมกับทำหน้าแหยขณะเดินกลับบ้าน ถ้าพวกนั้นฟ้อง พ่อแม่เขาอาจจะกักบริเวณเขาเป็นครั้งแรกก็ได้
“แฮ่ก . . . แฮ่ก . . . เราหนีพ้นจากเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นหรือยัง?” เด็กคนหนึ่งถามพลางหอบหายใจอย่างหนัก
เกวนหยุดวิ่งและมองกลับไป เธอสังเกตว่าเจมส์ไม่ได้ตามมา เธอจำสายตาของเขาได้และมันทำให้เธอกลัว มันทำให้นึกถึงสายตาของพ่อเวลาโกรธจัด
พวกเขาหยุดพักเหนื่อยสักครู่เพื่อหายใจให้ทัน ในขณะเดียวกันก็สังเกตเห็นเด็กชายสองคนในระยะไกล เป็นแครบกับกอยล์นั่นเอง
“เราควรบอกพ่อแม่นะ!” เด็กชายคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นจมูกที่หักของทั้งสองคน เอมิลี่มองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ เพราะในเมื่อแครบกับกอยล์เป็นฝ่ายจะไปต่อยเจมส์ก่อน และถ้าเจมส์ไม่สู้กลับ เขาก็คงจบลงในสภาพเดียวกับพวกนั้น
“แน่นอนว่าไม่! ถ้าบอกไปเราจะกลายเป็นความอับอายของตระกูล บอกไปว่าหกล้มตอนเล่นกันหรืออะไรก็ว่าไป” เกวนสั่งพลางมองแครบกับกอยล์ที่พยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจนัก
“ไปกันเถอะ เอมิลี่” เกวนพูดพร้อมจับมือน้องสาวแน่นและมุ่งหน้ากลับบ้าน
วันเวลาผ่านไป โชคดีที่ไม่มีผู้ปกครองคนไหนมาโวยวายเรื่องที่เจมส์ต่อยลูกชายพวกเขาจมูกหัก
‘พวกนั้นต้องวางแผนอะไรอยู่แน่ ๆ’ เจมส์คิดขณะนั่งอยู่บนโซฟาที่บ้านพลางกินกบช็อกโกแลตอย่างสบายใจ
“คิดอะไรอยู่เหรอลูก?” ฟลีมอนต์ถามเมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเจมส์
“เรื่องวันเกิดผมน่ะครับ” เจมส์ตอบ เขาคงบอกพ่อไม่ได้หรอกว่าไปต่อยเด็กจมูกหักมาสองคน
“อ๋อ ลูกอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม?” ฟลีมอนต์ถาม
เจมส์คิดคำตอบทันทีและตอบกลับไปว่า “ไม้กายสิทธิ์ครับ”
“ลูกรักเวทมนตร์จริง ๆ สินะ แต่น่าเสียดายที่มันเป็นไปไม่ได้” พ่อของเขากล่าวพลางถอนหายใจ
เจมส์รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็ยังทำหน้าผิดหวัง มีหลายเหตุผลที่ทำให้เขาไม่สามารถมีไม้กายสิทธิ์ได้
ประการแรก กฎหมายจำกัดการใช้เวทมนตร์เมื่ออายุยังไม่ถึงเกณฑ์ เป็นกฎหมายของกระทรวงเวทมนตร์อังกฤษที่ตราขึ้นในปี 1875 ซึ่งห้ามมิให้ผู้เยาว์ใช้เวทมนตร์นอกโรงเรียน
เด็กเล็กที่ยังไม่ถึงวัยเรียนอย่างเขาและยังไม่มีไม้กายสิทธิ์ได้รับการยกเว้นจากกฎนี้ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วพวกเขามักควบคุมเวทมนตร์ที่แสดงออกมาไม่ได้ หรือควบคุมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าในกรณีของเจมส์จะไม่ใช่แบบนั้นก็ตาม
การปฏิบัติตามกฎหมายนี้อยู่ภายใต้การดูแลและบังคับใช้โดยกองการใช้เวทมนตร์ในทางที่ผิด ของกระทรวงเวทมนตร์อังกฤษ โดยใช้ ‘ร่องรอย’ ซึ่งเป็นคาถาที่ช่วยให้กระทรวงรับรู้ถึงการใช้เวทมนตร์ในบริเวณใกล้เคียงกับพ่อมดแม่มดที่มีอายุต่ำกว่าสิบเจ็ดปี
เนื่องจากเจมส์อายุยังไม่ถึงสิบเอ็ดปี จึงยังไม่มีคาถาร่องรอยติดตัว เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องควบคุมดูแล ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่เขามีคือกระทรวงเวทมนตร์สามารถตรวจจับได้เพียงว่ามีการใช้เวทมนตร์ที่ไหน แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ใช้ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ในกระทรวงเชื่อว่า หากเด็กมีความสามารถทางเวทมนตร์ เขาจะแสดงออกมาภายในอายุ 7 ขวบ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันถึงจะเป็นที่สะดุดตามากหากเด็ก 6 ขวบซื้อไม้กายสิทธิ์และสามารถควบคุมเวทมนตร์ได้แล้ว พวกเขาอาจร่ายคาถาร่องรอยใส่เขาหากเขาทำเช่นนั้น
“การควบคุมเวทมนตร์ของลูกยอดเยี่ยมมาก พ่อขอบอกเลยว่าอัจฉริยะสุด ๆ แต่ถ้าลูกซื้อไม้กายสิทธิ์ พวกเขาจะร่ายคาถาร่องรอยใส่ลูกได้ แถมยังสะดวกกว่าที่จะซื้อไม้กายสิทธิ์ตอนได้จดหมายจากฮอกวอตส์ เพราะเรื่องความยาวและอะไรพวกนั้นด้วย” ฟลีมอนต์พยายามเกลี้ยกล่อมลูกชาย
“ก็ได้ครับ” เจมส์ตอบเสียงอ่อย นอกจากความหลงใหลในเวทมนตร์แล้ว เขายังต้องการไม้กายสิทธิ์เพื่อเริ่มเรียนคาถา เพราะเขาต้องแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับโวลเดอมอร์ในอนาคต
แม้เวทมนตร์ไร้ไม้กายสิทธิ์จะมีอยู่จริง แต่มันทำยากกว่ามากและอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดหรือรุนแรงได้หากทำไม่ถูกวิธี เวทมนตร์ที่เขาควบคุมได้ในตอนนี้เป็นแบบง่าย ๆ ไม่ใช่คาถาขั้นสูงจากในหนังสือ การพยายามร่ายคาถาเหล่านั้นโดยไม่มีไม้กายสิทธิ์อาจยากมากและถึงขั้นเป็นอันตราย
“เอางี้ มาตกลงกัน พอลูกอายุครบ 6 ขวบ พ่อจะให้ ‘ตำราคาถาพื้นฐาน เกรด 1’ ของมิรันดา กอชฮ็อก กับหนังสือ ‘ยาวิเศษและยาพิษ’ ของอาร์เซเนียส จิกเกอร์ พอลูกอายุ 8 ขวบ พ่อจะให้ลูกสอบทฤษฎีจากหนังสือแต่ละเล่ม ถ้าสอบผ่าน พ่อจะให้ไม้กายสิทธิ์ ลูกจะได้เริ่มฝึกคาถาได้” ฟลีมอนต์เสนอพร้อมรอยยิ้ม
“จริงเหรอครับ!?” เจมส์ถามด้วยความประหลาดใจและตื่นเต้น
“แน่นอน” ฟลีมอนต์ตอบอย่างมีความสุขที่เห็นเจมส์ดีใจขนาดนี้
ในฐานะพ่อ เขาไม่อยากตัดปีกแห่งจินตนาการของลูก เมื่อเห็นความเป็นอัจฉริยะที่ลูกมี มันคงน่าเสียดายถ้าต้องรออีกนานกว่าจะได้จับไม้กายสิทธิ์และเริ่มเส้นทางพ่อมด เขาจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแน่นอน
“แต่ถ้าเราไปซื้อไม้กายสิทธิ์ พวกเขาอาจร่ายคาถาร่องรอยใส่ผมนะครับ” เจมส์พูดด้วยความกังวล
“ไม่มีปัญหา ไม้ที่พ่อจะให้ลูกเป็นไม้เก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันเป็นของแม่พ่อ หรือก็คือย่าของลูกนั่นแหละ” ฟลีมอนต์บอก
“ปู่จะยอมให้ผมเหรอครับ?” เจมส์ถามด้วยความเศร้าเล็กน้อย ย่าเสียชีวิตไปไม่กี่ปีก่อนเขาเกิด ทิ้งให้ปู่เศร้าโศกเสียใจมาก
“แน่นอน ปู่ต้องยอมอยู่แล้ว ลูกเป็นหลานคนโปรดของท่านนี่นา แถมท่านคงภูมิใจที่ลูกเป็นพ่อมดตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนี้” ฟลีมอนต์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“ข่าวร้ายคือมันเป็นไม้เก่าและค่อนข้างมีฝุ่นเกาะหน่อยนะ” เขาเสริม
“ไม่เป็นไรครับ ผมอยากได้ ตกลงตามนี้ครับ!” เจมส์ตอบรับอย่างกระตือรือร้น
“ดี ถ้าอย่างนั้นพอถึงวันเกิดลูกในอีกไม่กี่วัน พ่อจะให้หนังสือลูก แต่ลูกต้องสัญญากับพ่อนะว่าจะไม่พยายามร่ายคาถาใด ๆ โดยไม่มีไม้กายสิทธิ์” ฟลีมอนต์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาก
“ผมสัญญาครับ ผมจะศึกษาแค่ทฤษฎี” เจมส์พยักหน้า เขารู้ว่าการลองทำอะไรแบบนั้นอาจเป็นอันตราย ดังนั้นเขาจะไม่ทำ
“งั้นก็ตกลงตามนี้” ฟลีมอนต์พูดพลางลูบศีรษะเจมส์จนผมยุ่งเหยิงไปหมด