- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 20 นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 20 นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 20 นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 20 นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา
หลังมื้อเย็นและเก็บกวาดครัวเรียบร้อย เสี่ยวเซินกับพรรคพวกก็ขึ้นไปชั้นบนอย่างว่าง่าย
มุมระเบียงตรงห้องนั่งเล่นชั้นสาม มีชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้พร้อมร่มกันแดดตั้งอยู่ ได้บรรยากาศน่านั่งชิลล์
เสี่ยวเซิน ต้วนอู้หลิน และจ้าวมานมาน พากันชะโงกหน้ามองลงมาจากระเบียง
จ้าวมานมานไม่เคยห่างกล้องคู่ใจ วันนี้เมมโมรี่การ์ดเธอคงใกล้เต็มเต็มที
“พี่เสือ มาเร็ว ทางสะดวกแล้ว ออกมาเดินเล่นได้เลย หรือจะไปเดินชมสวนหลังบ้านก็ได้นะ”
พี่เสือพาลูกน้อยสองตัวออกมาเดินยืดเส้นยืดสายในลานบ้าน มันสงสัยใคร่รู้เรื่องบ้านแพนด้าที่เฉินอิ่งเคยพูดถึง
มันไม่เคยเห็นว่าพวกสัตว์สองขาเลี้ยงเจ้า “สัตว์กินเหล็ก” ยังไง บางทีมันน่าจะลองไปดูสักหน่อย?
มันเอาหัวดุนขาเฉินอิ่ง ทิ้งลูกน้อยให้อินลี่ดูแล แล้วหนึ่งคนหนึ่งแมวยักษ์ก็เดินนวยนาดไปชมสวน
“อิจฉาจังวุ้ย ทำไมพี่ลี่ถึงจับลูกเสือได้หน้าตาเฉยเลยวะ?”
“องุ่นเปรี้ยวชัด[1] ๆ“ต้วนอู้หลินถือแท็บเล็ตอ่านเปเปอร์วิจัยพลางแขวะเสี่ยวเซิน”เมื่อก่อนบนเขาก็มีแค่พี่ลี่กับพี่เฉิน ถ้าไม่ช่วยกันจะทำไง? หลักการคือลดการสัมผัสสัตว์ป่าให้น้อยที่สุด แต่ดูแลให้ทั่วถึง เลิกเพ้อได้แล้ว ไว้ถ้านายช่วยสัตว์ป่าเองได้สักตัว ตัวนั้นก็จะเป็นเด็กน้อยแสนรักของนายเอง”
จ้าวมานมานปรายตามองต้วนอู้หลิน แล้วแอบชำเลืองดูเสี่ยวเซินที่เกาะราวระเบียงอยู่เงียบ ๆ
ในเลนส์กล้องของเธอ เฉินอิ่งกับพี่เสือเดินไปถึงรั้วกระจกด้านนอกบ้านแพนด้าแล้ว
พี่เสือยืดตัวขึ้นเกาะรั้ว ชะเง้อมองเข้าไปดูพื้นที่วิ่งเล่นด้านใน
สมบัติชาติก็คือสมบัติชาติ ถึงจะเป็นแค่ที่พักชั่วคราว แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ครบครัน เทียบกับโซนสัตว์ป่าขนาดเล็กข้าง ๆ แล้ว เหมือนเอาคฤหาสน์หรูมาเทียบกับบ้านดินพัง ๆ
ตอนนี้ยังเข้าไปในบ้านแพนด้าไม่ได้ แต่พื้นที่ข้าง ๆ ที่เตรียมไว้ให้แพนด้าแดง เขาสามารถพาพี่เสือไปเดินเล่นได้แน่นอน
พื้นที่ไม่ใหญ่มาก แค่เกือบ ๆ สองร้อยตารางเมตร ต้นไม้ข้างในก็ไม่เยอะและไม่ใหญ่มาก ผ่านการตัดแต่งมาอย่างดี
เดิมทีตรงนี้เป็นพื้นที่ฝึกฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายสัตว์ป่าของสถานี ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการ “หลบหนี” แต่ก็ยังเอื้อให้สัตว์เคลื่อนไหวได้ตามสัญชาตญาณ
เฉินอิ่งเปิดประตูเหล็กให้พี่เสือเข้าไปวิ่งเล่น ส่วนตัวเองคว้าเคียวไปเกี่ยวหญ้าเล็มวัชพืชที่ขึ้นรกเกินไป
ระหว่างที่กำลังง่วนอยู่ อินลี่ก็พาเจ้าตัวเล็กสองตัวตามมาสมทบ
ลูกเสือสองตัวไม่เคยเจอสภาพแวดล้อมแบบป่า ๆ แบบนี้ตั้งแต่มาอยู่ที่สถานีเลยตื่นเต้นกันยกใหญ่
เจ้าอ้วนกลมสองหน่อกลิ้งหลุน ๆ หายวับเข้าไปในพุ่มไม้ทันที
อินลี่ไปหยิบจอบจากโรงเก็บเครื่องมือ มาช่วยกลบหลุมบ่อที่มีน้ำขัง
ที่นี่ไม่ได้ใช้งานมานาน พื้นเลยขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ แอ่งน้ำบางจุดอาจไม่อันตรายสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับลูกเสือตัวกระเปี๊ยก อาจเป็นกับดักมรณะได้
“ซ่อมพอถูไถไปก่อน ถ้าจะใช้พื้นที่นี้จริงจัง คงต้องรื้อรั้วไม้เก่าออกแล้วกั้นด้วยลวดหนามหรือกระจกแทน ระบบระบายน้ำก็ต้องทำใหม่หมด”
อินลี่เงยหน้ามองไปทางตึกสำนักงาน แล้วกระซิบถามเฉินอิ่งเสียงเบา
“ทำไมฉันรู้สึกว่าคุณจ้าวมานมานคนนั้น เขาตั้งใจมาหานายโดยเฉพาะเลยวะ?”
“เพ้อเจ้อ ฉันไม่รู้จักเขาซะหน่อย ผอ.ไป๋เป็นคนพามาเอง จะมีอะไรแอบแฝงได้ไง?”
“ฉันไม่ได้สงสัยเรื่องตัวตนเขาหรอก แต่สังหรณ์ใจแปลก ๆ ดูเขาจะสนใจเรื่องนายกับพวกสัตว์ป่าเป็นพิเศษ ถ่ายนายกับพี่เสือทั้งวันเลย”
เฉินอิ่งชะงักมือที่กำลังเกี่ยวหญ้า แต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง
“ช่างเถอะ อย่างมากเขาก็อยู่แค่สามเดือน ฉันไม่ได้กะจะอยู่กับเขาสองต่อสองอยู่แล้ว ช่วงนี้นายคงต้องเหนื่อยหน่อย ผอ.ไป๋บอกในกลุ่มว่า อีกสามสี่วันจะมีรุ่นน้องจากม.เกษตร ทั้งสัตวแพทย์และพืชสวนมาฝึกงาน ถึงตอนนั้นค่อยจัดสักสองคนไปช่วยประกบเขาก็ได้”
ไม่นานก็เริ่มมืดแล้ว หลังจากจัดการจุดเสี่ยงอันตรายเสร็จ พี่เสือที่เล่นจนหนำใจก็พาลูก ๆ กลับคอก โดยมีเฉินอิ่งเดินนำ
เจ้าตัวเล็กงอแงไม่อยากกลับ วิ่งเล่นซ่อนแอบกับเฉินอิ่งในสวน จนพี่เสือเริ่มหมดความอดทน คาบเจ้าตัวโตสุดเดินสะบัดก้นนำลิ่วไปก่อน
พอมองเห็นแม่คาบพี่ชายหนีไป อีกตัวก็เริ่มลนลาน ตะเกียกตะกายวิ่งตามแม่ ร้องไห้จ้าไปตลอดทาง
“แง้ ทำไมแม่ทิ้งหนู? แม่ไม่รักหนูแล้วเหรอ?”
อินลี่แบกจอบรับเคียวจากมือเฉินอิ่ง เดินเอาไปเก็บที่โรงรถ พลางยืนขำดูเฉินอิ่งวิ่งไล่จับลูกเสือ
เจ้าตัวแสบนี่ดื้อชะมัด เฉินอิ่งจะอุ้มก็ไม่ยอม จะให้แม่คาบอย่างเดียว
พี่เสือรำคาญเสียงร้องของลูกคนเล็ก เลยจำใจวางเจ้าตัวโตที่หนักอึ้งลง แล้วหันไปคาบเจ้าตัวเล็กแทน
พอโดนวางเจ้าตัวโตก็ทิ้งตัวนอนแปะกับพื้น ถอนหายใจเฮือก แล้วกอดขาเฉินอิ่งไว้แน่น มันไม่เข้าใจความคิดน้องชายเลย ได้มีคนอุ้มสบาย ๆ ไม่ชอบ ดันอยากจะให้แม่คาบ
อย่าว่าแต่กลิ่นปากแม่จะหอมชื่นใจเลย แค่โดนเขี้ยวคาบหนังคอก็เจ็บจะแย่แล้ว
เฉินอิ่งอุ้มเจ้าตัวโตขึ้นมาลองชั่งน้ำหนักดู ซึ่งผลจากการขุนมาครึ่งเดือนเห็นผลทันตา น้ำหนักขึ้นพรวดพราด
เนื้อนุ่มนิ่ม ตบแล้วเด้งดึ๋ง ๆ แบบนี้ ลูกเสือป่าไม่มีทางทำได้แน่ ๆ
พี่เสือคาบเจ้าตัวเล็กเดินไปสักพักก็คายทิ้ง
เจ้าตัวเล็กนี่หนักกว่าพี่มันอีก!
เจ้าตัวเล็กยังงง ๆ ที่จู่ ๆ ก็ร่วงตุ๊บลงพื้น เงยหน้ามาอีกทีแม่ก็เดินข้ามหัวไปไกลแล้ว แม่มันเดินข้าม แล้วก็เดินดุ่ม ๆ ต่อไปโดยไม่หันมาแล ทำให้เจ้าตัวเล็กปล่อยโฮทันที
“แง้ แม่รักแต่พี่ใหญ่จริง ๆ ด้วย!”
เจ้าตัวโตในอ้อมกอดเฉินอิ่งยกขาหลังขึ้นมาเกาหู ทำหน้าสะใจแกมสมน้ำหน้าสุดขีด
เฉินอิ่งทั้งขำทั้งสงสาร รีบวิ่งไปอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาปลอบ
“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะ เดี๋ยวป้อนเนื้อบดแถมให้อีกช้อน”
พูดจบเฉินอิ่งก็ชะงัก สัมผัสนี้ . . . ความแน่นนี้ . . . น้ำหนักนี้ . . . บางทีเขาน่าจะลดเนื้อบดลงสักช้อนดีกว่า
หลังจากส่งพี่เสือและลูก ๆ กลับเข้าคอก เตรียมน้ำและอาหารให้เรียบร้อย เฉินอิ่งกับอินลี่ก็ขึ้นไปชั้นสาม เตรียมประชุมย่อย
“มะรืนนี้แพนด้าจะกลับมาแล้ว วันนี้พี่ไต้บอกในกลุ่มว่าพอกลับไปถึงศูนย์ตรวจเลือดแล้วค่าการอักเสบยังสูงอยู่ เดี๋ยวเสี่ยวเซินต้องคอยดูเรื่องพวกนี้เป็นพิเศษนะ ต้วนอู้หลิน นายช่วยเสี่ยวเซินดูเรื่องท้องมานของเมินตุนเอ๋อร์ด้วยว่าดีขึ้นไหม”
หลังผ่าตัดอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้สารพัด ทางศูนย์ส่งเมินตุนเอ๋อร์กลับมาเพราะไม่มีใครเอาเจ้าใหญ่อยู่
“ผมคุยกับอาจารย์หลัวแล้วครับ ได้ข้อมูลการผ่าตัดและการตรวจทั้งหมดของเมินตุนเอ๋อร์มาแล้ว และทำแผนการดูแลรักษาต่อเนื่องส่งให้ทีมแพทย์ที่ศูนย์ดูแล้วครับ น่าจะได้คำตอบพรุ่งนี้”
เสี่ยวเซินดูภายนอกเป็นเด็กขี้เล่น แต่เวลาทำงานจริงจังมาก รู้จักคิดและปรึกษาผู้รู้เสมอ
ต้วนอู้หลินก็รายงานแผนงานของตัวเอง ความเชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยาของเขาดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ใช้ในการดูแลแพนด้าทั่วไป แต่สำหรับเคสเมินตุนเอ๋อร์ เขาคือคีย์แมนสำคัญที่ขาดไม่ได้
“งั้นเอาตามนี้ก่อน หลัก ๆ พี่จะดูพี่เสือกับครอบครัว พยายามฟื้นฟูให้กลับเข้าป่าได้เร็วที่สุด เมิ่งเหยียนอาการดีขึ้นมาก ต้วนอู้หลิน นายมาช่วยพี่ป้อนอาหารมันทุกวันหน่อยนะ ส่วนอินลี่เขามีงานของเขา งั้นรบกวนพวกนายช่วยคุณจ้าวทำสื่อประชาสัมพันธ์รอบนี้ให้เสร็จด้วยละกัน”
อินลี่รับคำเสียงอู้อี้ สีหน้าบอกบุญไม่รับชัดเจน
จ้าวมานมานขมวดคิ้ว ไม่ใช่ว่าเธอคิดมากไปเองหรอก แต่เธอสัมผัสได้ถึงแรงต้านจากอินลี่จริง ๆ ก่อนที่เธอจะสายตากวาดมองชายหนุ่มทั้งสี่คน และเม้มปากแน่นจ้องเขม็งไปที่เฉินอิ่ง
[1] หมายถึงการพยายามเหตุผลเข้าข้างตัวเอง