- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 16 วิ่งสู้ฟัดในคืนมืดมิด
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 16 วิ่งสู้ฟัดในคืนมืดมิด
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 16 วิ่งสู้ฟัดในคืนมืดมิด
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 16 วิ่งสู้ฟัดในคืนมืดมิด
โทรศัพท์เฉินอิ่งเด้งแจ้งเตือนวิดีโอคอล เขาลังเลนิดหนึ่งก่อนกดรับ แล้วก็ต้องผงะเมื่อเจอภาพเต็มจอ
หลังจากเพ่งดูดี ๆ ก็มั่นใจว่านี่คือพี่ชายจินหยา แมวป่าลิงซ์ตัวผู้แสนสง่างามตัวนั้นจริง ๆ
จินหยาเบียดตัวเข้ามาใต้รักแร้เฉินอิ่ง เอาหน้าบาน ๆ แนบติดหน้าจอ
“แง้ว พี่ชายอยู่ไหน พี่ชายฉันอยู่ไหน?”
เฉินอิ่งรีบดึงโทรศัพท์ออกห่าง เพื่อให้กล้องเก็บภาพหน้าจินหยาได้ครบ
อินลี่ก็พยายามปรับระยะเหมือนกัน แต่คุณพี่ลิงซ์ไม่ได้ว่าง่ายเหมือนจินหยา พออินลี่ขยับหนี มันก็คำรามแล้วก้าวตาม
“บอกพี่ชายเธอนิ่ง ๆ หน่อย ให้นอนลงตรงนั้นแหละ อาลี่จะได้ช่วยถือกล้องให้คุยกันสะดวก ๆ”
จินหยาดูจอไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ฟังเฉินอิ่งเข้าใจทุกคำ
“แง้ว พี่จ๋าอยู่นิ่ง ๆ สัตว์สองขาจะช่วยถือไอ้นั่นให้ สัตว์สองขาของหนูบอกว่าทำแบบนี้เราจะคุยกันรู้เรื่อง”
เจ้าลิงซ์ยักษ์ฉลาดเป็นกรด ได้ยินน้องสาวบอกแล้วเหลือบมองอินลี่ที่ยืนสั่นงันงกอยู่ข้าง ๆ มันก็ยอมหมอบลงอย่างว่าง่าย แต่อย่าคิดว่าหมอบแล้วจะหมดพิษสง ปฏิกิริยาตอบสนองของแมวไวกว่าคนเยอะ ขืนอินลี่ตุกติก มีหวังโดนกรงเล็บตะปบหน้าแหก
ระหว่างสองพี่น้องส่งเสียงคุยกันมุ้งมิ้ง เฉินอิ่งก็ถือโอกาสสำรวจลักษณะเด่นของสองพี่น้อง
รูปทรงหัวพี่ชายจะกลมและใหญ่กว่า ขนปลายหูสีดำเหมือนกัน แต่ของจินหยามีสีทองแซมบ้าง ลายบนตัวของจินหยาละเอียดสวยกว่า สีสดใสกว่า แต่ของพี่ชายดูหรูหราแบบเรียบง่าย เวลาโดนแดดสีขนจะเหลือบเป็นประกายแบบที่เฉินอิ่งไม่เคยเห็นมาก่อน ที่สำคัญร่างกายพี่ชายบึกบึนแข็งแรงกว่าจินหยามาก แรงกดดันจากแววตาก็คนละชั้นกันเลย
ระหว่างที่สองพี่น้องคุยกัน ฝั่งนี้เฉินอิ่งก็สังเกตเห็นพี่ชายจินหยาเกาะอยู่บนขอนไม้ โดยมีอินลี่หน้าซีดนั่งยอง ๆ อยู่ข้างหลัง
อินลี่ใส่เสื้อกันฝนเลยขยับตัวสะดวก มีหมวกคลุมหัวเลยไม่เปียกเท่าไหร่
อินลี่มีโทรศัพท์สองเครื่อง เขาทำมือบอกเฉินอิ่ง แล้วทั้งคู่ก็โทรคุยกันผ่านอีกเครื่อง
“พี่อิ่ง ทำไงดี? รอให้พวกมันคุยเสร็จค่อยไปเหรอ?”
เฉินอิ่งมองการณ์ไกลกว่านั้น ตอนนี้เจ้าลิงซ์ยักษ์ดูไม่ดุร้ายใส่คน ถ้าถือโอกาสเก็บตัวอย่างชีวภาพมาได้คงดีเยี่ยม
อินลี่ถอนหายใจ มองเจ้าลิงซ์ยักษ์ที่นอนหมอบก็ยังดูน่าเกรงขาม ก่อนจะรวบรวมความกล้าคว้าหมับดึงขนก้นมันมาได้กระจุกหนึ่ง
เจ้าลิงซ์ยักษ์หันขวับ แยกเขี้ยวตาขวาง
“คุณพี่ลิงซ์ ผมช่วยตบยุงให้ครับ ดูสิ ยุงตัวเบ้อเร่อ”
เห็นขนตัวเองกับซากยุงในมืออินลี่ คุณพี่ลิงซ์ก็คลายความโกรธลง แต่ยังใช้หางฟาดไล่อินลี่ไปไกล ๆ
มันพยายามจะคาบโทรศัพท์ปีนขึ้นต้นไม้ แต่ปากควบคุมได้ไม่ค่อยคล่อง พอปากโดนหน้าจอ วิดีโอคอลก็ตัดไปซะงั้น
“โฮก โฮก!” พอไม่ได้ยินเสียงน้องสาว เจ้าลิงซ์ยักษ์ก็ลุกขึ้นมาคำรามใส่อินลี่อย่างเกรี้ยวกราด
อินลี่ตาไวแกล้งกด ๆ จิ้ม ๆ หน้าจอโทรศัพท์มั่ว ๆ
“แบตหมดแล้วครับพี่ ดูสิ ดับไปแล้ว”
เขาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ เจ้าลิงซ์ยักษ์ผู้ไม่เคยสัมผัสเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ได้แต่หงุดหงิดงุ่นง่าน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
มันกระโดดขึ้นต้นไม้ไปนอนเลียอุ้งเท้าอย่างเซ็ง ๆ ปรายตามองอินลี่ทีหนึ่ง เล่นเอาอินลี่ทำตัวไม่ถูกว่าจะอาศัยจังหวะนี้ชิ่งหนีดีไหม
เรื่องราวของเมิ่งเหยียนกับคุณพี่ลิงซ์ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเฉินอิ่งอีกต่อไป
ค่ำลงแล้ว แต่จินหยายังไม่มีทีท่าจะกลับ นี่กะจะยึดสถานีช่วยเหลือเป็นรังถาวรเลยหรือไง?
ถ้าเป็นบ้านเขาเอง จินหยาจะอยู่กี่วันก็เชิญ แต่นี่มันสถานีช่วยเหลือ ขืนจินหยาไม่ยอมไป เดี๋ยวจะมีคนหาว่าเขากักขังสัตว์ป่า
เขายืนเท้าสะเอวจ้องหน้าจินหยาอยู่นาน เธอก็เมินหน้าหนีไม่ยอมสบตา เอาหางฟาดต้นมะขามป้อมเล่นแก้เก้อ ไม่ยอมขยับก้นไปไหน
ต่อหน้าจินหยากับกล้องวงจรปิด เฉินอิ่งโทรหาผอ.ไป๋
มีปัญหาก็ปรึกษาหัวหน้าสิครับ!
ผอ.ไป๋ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เคยเจอเคสแปลก ๆ มาเพียบ แต่เคสจินหยานี่ก็ใหม่สำหรับเขาเหมือนกัน ยกเว้นปู่กาว (แพนด้ายักษ์อาวุโส) ที่เลื่อนยศด้วยความสามารถตัวเอง
กรณีจินหยาต่างจากปู่กาว หลังจากปรึกษาผู้บริหารศูนย์คนอื่น ผอ.ไป๋ก็สั่งให้เฉินอิ่งปล่อยเลยตามเลย อยากมาก็มา อยากไปก็ไป แต่มีข้อแม้ว่าห้ามให้อาหาร เพื่อไม่ให้เสียนิสัยรอคนป้อน
พวกมันเป็นสัตว์ป่า หน้าที่ของเราคือปกป้องบ้านของพวกมัน ไม่ใช่ทำลายสัญชาตญาณการล่าของพวกมัน
รายงานเสร็จ เฉินอิ่งก็เลิกกลุ้ม
วันนี้เขายังต้องเจาะเลือดตรวจเมิ่งเหยียนตามปกติ หลังจากสังเกตอาการเมิ่งเหยียนมาหลายวัน เขาก็เห็นว่ากระดูกน่าจะสมานเร็วกว่าที่คิด ถ้าคอนเฟิร์มได้ว่ากระดูกติดดีแล้ว ก็จะได้ถอดเฝือกให้เจ้าตัวเล็กกลับมาซ่าได้เร็วขึ้น
สำหรับสัตว์ขนาดแพนด้าแดง ระยะเวลาฟื้นตัวจากกระดูกหักปกติอยู่ที่ 6-8 สัปดาห์ แต่นี่เพิ่งผ่านไปไม่ถึง 3 สัปดาห์ เมิ่งเหยียนดูแทบจะปกติแล้วเมื่อเทียบกับแพนด้าแดงทั่วไป
พอถอดเฝือก ร่างกายจะฟื้นฟูตัวเองต่อ นอกจากยาพื้นฐานก็ไม่ต้องดามอะไรเพิ่มแล้ว
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเพราะแพนด้าแดงขยับตัวช้ากว่าสัตว์ป่าชนิดอื่นด้วย
ยุ่งอยู่สองชั่วโมง ผลตรวจเมิ่งเหยียนก็ออกมา ค่าเลือดปกติทุกอย่าง แผนถอดเฝือกเริ่มได้
ตามธรรมเนียมเขาต้องรายงานอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำ และยื่นเรื่องขอถอดเฝือกพร้อมแนบผลตรวจ ไม่นานอาจารย์ก็อนุมัติ โดยกำชับให้เฉินอิ่งจดบันทึกและถ่ายรูปเก็บไว้อย่างละเอียด
ก่อนถอดเฝือกเขาฉีดยาให้เมิ่งเหยียนเข็มหนึ่ง
เมิ่งเหยียนไม่ค่อยชอบหน้าเฉินอิ่งเท่าไหร่ หลัก ๆ เพราะตัวเขาเหม็นกลิ่นแมวยักษ์ การที่เขาเข้าใกล้เลยเหมือนฝันร้ายสำหรับเจ้าตัวเล็ก
ถอดเฝือกเสร็จ เอ็กซเรย์ซ้ำ ผลออกมาสมบูรณ์แบบ
ขั้นตอนต่อไปคือทายาสูตรพิเศษจากตำราสัตวแพทย์แผนจีน
ทายาเสร็จก็พันแผลกันเลีย ซึ่งกว่าจะเสร็จทุกอย่างก็ปาเข้าไปสองทุ่ม
หลังจากนั้นก็รีบไปป้อนอาหารพี่เสือกับลูกสมุน โดยที่เฉินอิ่งไม่ทันสังเกตเลยว่าจินหยาหายไปตอนไหน
เขาล็อกประตูเล็ก ลงกลอนประตูใหญ่ จัดการน้ำและอาหารให้สัตว์เรียบร้อย ถึงได้ฤกษ์ต้มมาม่ากินเป็นมื้อเย็น
ป่าเขาตอนกลางคืนเงียบสงบ เสียงแมลงเสียงนกกล่อมเกลาเป็นเพลงกล่อมเด็กชั้นดี
หลังมื้อเย็นเขาทำความสะอาดคอกสัตว์ เปลี่ยนน้ำให้เมิ่งเหยียนกับพี่เสือ แล้วหาวหวอดเตรียมเข้านอน
กลางดึกยังต้องลุกมาดูเรื่องขับถ่ายของสัตว์อีก แถมต้องเตรียมมื้อดึกให้ลูกเสือ ผสมนมผงกับโจ๊กเนื้อ
นมผงลูกสุนัขที่ระบบให้มาใกล้หมดแล้ว ถ้ายังหาทางรีดไถระบบเพิ่มไม่ได้ คงลำบากน่าดู