- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 13 ทำเสือหายไปไหน?
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 13 ทำเสือหายไปไหน?
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 13 ทำเสือหายไปไหน?
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 13 ทำเสือหายไปไหน?
สามวันหลังจากวางสาย ทีมก่อสร้างก็ยกขบวนขึ้นมา
โครงสร้างหลักของบ้านแพนด้ายังดีอยู่ แค่ต้องรีโนเวทภายในกับติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม
บนเขาไม่ต้องติดแอร์ แต่ต้องทำระบบระบายอากาศให้ดี แถมอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับบ้านแพนด้าต้องครบครัน
ห้องว่างอีกสองห้องก็ถูกเคลียร์ด่วน ทำเป็นห้องทำงานและที่พักสำหรับสัตวแพทย์ที่จะขึ้นมาช่วยติดตามอาการ
บันไดทางขึ้นห้องทำงานของเฉินอิ่งเดิมทีอยู่ในรั้วเหล็ก ต้องย้ายตำแหน่งเปิดทางขึ้นบันไดกลาง แล้วติดประตูเหล็กเพิ่มตรงทางขึ้นบันไดอีกฝั่ง
ห้องเมิ่งเหยียนย้ายไปอยู่ตรงข้ามบันได แยกโซนจากสองแมวยักษ์ จะได้ไม่ต้องระแวงจนเครียดตาย
ถึงสถานีช่วยเหลือจะเล็ก แต่เครื่องมือตรวจพื้นฐานก็มีครบ ทั้งเครื่องอัลตราซาวด์สัตว์เล็ก เครื่องเอ็กซเรย์ขนาดกะทัดรัด และเครื่องตรวจคลื่นหัวใจพกพา ตอนนี้ขนมาพร้อมหน้า แผลกระดูกหักของเมิ่งเหยียนก็คอนเฟิร์มด้วยเครื่องเอ็กซเรย์จิ๋วนี่แหละ
เครื่องมือพวกนี้ถูกย้ายไปไว้ในโกดังข้างบ้านแพนด้า
หลังจากเคลียร์โกดังเก็บอาหารสัตว์และทาสีใหม่ ก็กั้นห้องด้วยผนังเบาเป็นห้องตรวจโรคหลายห้อง ดูเป็นมืออาชีพขึ้นมาทันตา
ปกติสถานีขนาดนี้ควรมีคนทำงานอย่างน้อยสามคน แต่เพราะเงินเดือนน้อยแถมอยู่กันดารเลยขาดแคลนคนมาตลอด
งานของพวกเขาไม่เหมือนอินลี่ที่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ซึ่งจ้างชาวบ้านมาช่วยงานได้ แต่พวกเขาเป็นสายวิชาชีพเฉพาะทาง จะให้ใครที่ไม่ได้เรียนมามาทำก็ไม่ได้
สัตว์ที่ช่วยมาส่วนใหญ่เป็นสัตว์คุ้มครองระดับสอง ระดับหนึ่งก็มีไม่น้อย เกิดอะไรขึ้นมาไม่มีใครรับผิดชอบไหว
แต่ปีนี้สถานการณ์ดีขึ้นเยอะ ผอ.ไป๋ที่ศูนย์กับศาสตราจารย์ไป๋ อาจารย์ที่ปรึกษาของเฉินอิ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ปีนี้อาจารย์เลยส่งนักศึกษาปริญญาโทมาฝึกงานที่นี่หลายคน ช่วยเสริมทัพได้เยอะ
พื้นที่ป่ากลางเขาอยู่ในความดูแลของศูนย์ช่วยเหลือ แต่จะสร้างอะไรเพิ่มต้องทำเรื่องขออนุมัติก่อน
เฉินอิ่งอยากสร้างห้องพยาบาลสำหรับสัตว์ตระกูลแมวใหญ่โดยเฉพาะมานานแล้ว คอกในตึกมันเล็กเกินไป เหมาะกับสัตว์เล็กอย่างเมิ่งเหยียนมากกว่า จินหยากับแม่เสือดาวอึดอัดแย่ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาต้องแอบปล่อยพวกมันออกมาเดินเล่นตอนปลอดคน
ความฝันเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แค่อยากให้สถานีช่วยเหลือเล็ก ๆ แห่งนี้ เป็นที่พึ่งพิงที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์ทุกชีวิต
เสียงตอกตะปูโป๊กเป๊กทำเอาตื่นตูมกันทั้งจินหยาทั้งแม่เสือดาว ลูกเสือสองตัวกลัวจนมุดหัวซุกใต้ท้องแม่ไม่ยอมโผล่ เฉินอิ่งต้องคอยอุ้มออกมาป้อนนมทีละตัว
โชคดีที่ช่างเข้าอกเข้าใจ รีบเร่งงานให้เสร็จภายในสามวัน จากที่ปกติต้องล่อไปเป็นอาทิตย์
งานทาสีเก็บรายละเอียดและกำจัดกลิ่นสีก็ทำแบบด่วนจี๋ ไม่ถึงสิบวัน บ้านแพนด้าโฉมใหม่ก็ไฉไลพร้อมอยู่
วันรุ่งขึ้นหลังบ้านแพนด้าเสร็จ ก็ถึงฤกษ์งามยามดีปล่อยจินหยาคืนสู่ป่า
นอกจากเฉินอิ่งแล้ว สักขีพยานยังมีผอ.ไป๋จากศูนย์ อาจารย์หลานนักวิจัย รวมถึงพี่หลิวและพี่ไต้ที่รับหน้าที่ตากล้องบันทึกภาพประวัติศาสตร์
แผลจินหยาหายสนิท ไม่มีอาการบอบช้ำภายใน ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้มาก
“ร่างกายจินหยาฟิตเปรี๊ยะ ช่วงหลัง ๆ ล่าเหยื่อกินเองได้แล้ว บันทึกการกินและกิจกรรมอาทิตย์ที่ผ่านมาผ่านเกณฑ์ปล่อยคืนสู่ป่าทุกข้อครับ”
เฉินอิ่งส่งสมุดบันทึกงานและสมุดสังเกตการณ์จินหยาให้อาจารย์หลาน
บันทึกละเอียดยิบ ตั้งแต่กินน้ำกินอาหารเท่าไหร่ ขับถ่ายกี่ครั้ง สภาพอึเป็นยังไง มีครบหมด
ข้อมูลพวกนี้ต้องเก็บเข้าแฟ้ม เผื่อวันหน้าจินหยาต้องกลับมาให้ช่วยอีก จะได้มีข้อมูลเปรียบเทียบสภาพร่างกาย และประเมินการใช้ชีวิตในป่าได้
“ความคืบหน้าการติดตามในพื้นที่นี้ค่อนข้างช้า ทางศูนย์เลยคิดว่าจะติดปลอกคอให้จินหยา คุณมีความเห็นว่าไง?”
หลังจากเห็นความสัมพันธ์ระหว่างจินหยากับเฉินอิ่ง ผอ.ไป๋ก็อยากให้เฉินอิ่งรับหน้าที่นี้
ชื่อเต็ม ๆ ของมันคือ ‘ปลอกคอระบุตำแหน่งผ่านดาวเทียม’ เครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่า
โดยปกติปลอกคอจะหลุดเองเมื่อถึงเวลา แล้วนักอนุรักษ์ก็จะไปตามเก็บมาอ่านข้อมูลในชิป เพื่อศึกษาพฤติกรรมของสัตว์
ศูนย์ช่วยเหลือที่เฉินอิ่งทำอยู่ถือว่าเป็นระดับรากหญ้า เครื่องไม้เครื่องมือสู้ศูนย์ใหญ่ ๆ ไม่ได้ แต่ช่วงสองปีมานี้ก็พัฒนาขึ้นมาก
อุปกรณ์ไฮเทคชิ้นแรกที่ได้มาคือกล้องอินฟราเรด เครื่องมือสามัญประจำบ้านของนักอนุรักษ์ และตามมาด้วยปลอกคอติดตามตัวนี่แหละ
เฉินอิ่งคิดทบทวนแล้วตอบตกลง ปลอกคอไม่เป็นภาระกับจินหยา แถมยังช่วยให้พวกเขาเข้าใจป่าได้มากขึ้น ถึงเวลาต้องไปตามเก็บปลอกคอ ก็คงหนีไม่พ้นเขาหรือพี่หลิวนั่นแหละ เขาไม่ปฏิเสธโอกาสที่จะได้เรียนรู้สภาพแวดล้อมของจินหยาหรอก
ผอ.ไป๋ขนปลอกคอมาสิบชุด นอกจากจินหยาแล้ว แม่เสือดาวก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายในการเก็บข้อมูล
พอใส่ปลอกคอให้ จินหยาดูจะไม่ชิน พยายามจะเอาขาเขี่ยออกตลอด
เฉินอิ่งก้มลงไปเอาหน้าผากชนกับจินหยา
“อย่าเกานะ มันไม่ได้เกะกะอะไรหรอก เดี๋ยวสักพักมันก็หลุดเอง ฉันแค่เป็นห่วง กลัวเธอไปเจออันตรายเข้า”
เขาไม่ได้โกหก จินหยาเคยบอกว่าตกเขาเพราะหนีสัตว์ร้าย แม่เสือดาวก็โดนเล่นงานจนตกเหวเพราะปกป้องลูกจากนักล่า
ไอ้สัตว์ร้ายที่ว่าคือตัวอะไร ทั้งจินหยาทั้งแม่เสือดาวก็ตอบไม่ได้ รู้แค่ว่าตัวใหญ่กว่าและดุร้ายกว่าพวกมันทั้งคู่
เฉินอิ่งจะไปบอกหัวหน้าโต้ง ๆ ว่า ‘เสือบอกมา’ ก็คงไม่ได้ ได้แต่สันนิษฐานจากบาดแผลว่าน่าจะมีนักล่าขนาดใหญ่กว่าวนเวียนอยู่แถวนี้
แมวป่าลิงซ์กับเสือดาวก็ถือเป็นนักล่าระดับท็อปแล้ว เหนือกว่านี้ก็มีแต่สิงโตกับเสือโคร่ง
สิงโตอยู่ในป่าเขาแบบนี้ไม่ได้ เฉินอิ่งเลยสงสัยว่าอาจจะมีเสือโคร่ง
ด้วยเหตุผลที่รู้ ๆ กัน เสือโคร่งจีนใต้ตามธรรมชาติถูกสันนิษฐานว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่เฉินอิ่งกับเพื่อน ๆ เคยวิเคราะห์กันว่า ในป่าดงดิบลึก ๆ อาจจะยังมีหลงเหลืออยู่ และเขตอนุรักษ์ที่เขาทำงานอยู่ ทั้งสภาพภูมิประเทศและละติจูดก็เอื้อต่อการเป็นถิ่นที่อยู่ของเสือโคร่งจีนใต้ได้
การติดปลอกคอให้จินหยาก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยแกะรอยหาเสือโคร่งจีนใต้
จินหยาไม่เข้าใจเจตนาของมนุษย์หรอก มันแค่เชื่อใจว่าเฉินอิ่งจะไม่ทำร้ายมัน
ใส่ปลอกคอก็ใส่สิ ไม่เห็นจะเป็นไร ขอแค่เฉินอิ่งไม่ปฏิเสธ มันก็จะแวะมากินข้าวฟรีทุกวัน
สัตว์สองขาคู่ใจก็ต้องดูแลดี ๆ สิ จริงไหม? ไม่เห็นเหรอว่าอีแมวเหม็นห้องข้าง ๆ จ้องจะเคลมอยู่
ลูกเต้าก็มีแล้วยังจะมาอิจฉาตาร้อนแย่งสัตว์สองขาของคนอื่น เสียชาติเสือชะมัด!