- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 6 จินหยาจอมป่วน
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 6 จินหยาจอมป่วน
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 6 จินหยาจอมป่วน
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 6 จินหยาจอมป่วน
ในคอกสัตว์มีสระน้ำที่ออกแบบไว้ให้สัตว์บาดเจ็บลงไปกินน้ำ ซึ่งบางครั้งก็เอาไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ด้วย
เฉินอิ่งวางแผนจะพาแม่สาวลิงซ์ไปเช็ดตัวที่สระน้ำ
ตอนกลิ้งตกเขามา เนื้อตัวเธอมีรอยขีดข่วนเพียบ พอทายาไปแล้ว น้ำยาที่แห้งกรังก็ทำให้ขนจับตัวเป็นก้อนจนแทบจะกลายเป็นสางกะตัง
จะให้ลงไปแช่น้ำก็คงไม่ได้ ต้องใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดให้หมาด ๆ แล้วค่อย ๆ ใช้หวีเหล็กสางขนที่พันกันออกทีละนิด
“ฉันตั้งชื่อให้เธอดีไหม? ชื่อ ‘จินหยา’ (ฟันทอง/สง่างาม) เป็นไง? ขนเธอสวยสะท้อนแสงแดดเป็นสีทองอร่าม แถมยังดูสง่างามขนาดนี้ ชอบชื่อนี้ไหม?”
“เมี๊ยว-อ๊าว”
“ตกลงเหรอ? งั้นชื่อจินหยาละกัน จินหยาน้อยเด็กดี เดี๋ยวพอจัดการขนเสร็จ เราไปถ่ายแบบลงปกนิตยสารได้เลยนะเนี่ย”
เฉินอิ่งชวนคุยไปพลาง มือก็ค่อย ๆ ทำความสะอาดขนให้อย่างเบามือ
ตอนสี่โมงครึ่ง อินลี่กับพี่หลิวกลับมาพร้อมซากนกสองตัวและตาข่ายดักนก
ช่วงหลังมานี้กฎหมายเข้มงวดขึ้น ตาข่ายดักนกพวกนี้เลยหาเจอได้ยาก
อินลี่บอกว่าเจอระหว่างทางไปหมู่บ้านถาเหอ น่าจะเป็นฝีมือชาวบ้านแถวนั้นแอบลักลอบทำ
พี่หลิวเอาซากนกกับตาข่ายกลับไปรายงานที่ศูนย์ ส่วนอินลี่ต้องบันทึกสมุดลาดตระเวนและทำเรื่องซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหาย
เฉินอิ่งรับหน้าที่ทำมื้อเย็น เส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ลวกสุก ราดด้วยหมูเส้นผัดเปรี้ยวเผ็ดและหน่อไม้รมควัน กินแบบแห้งคลุกเคล้าให้เข้ากันอร่อยกว่า
ซุปเป็นน้ำซุปต้มเส้นใส่ต้นหอมซอยกับเกลือนิดหน่อย
หลังมื้อเย็น เฉินอิ่งเก็บกวาดครัวแล้วเริ่มเตรียมมื้อดึกให้เหล่าคนไข้
รายแรกที่ต้องป้อนคือจินหยา แม่สาวลิงซ์ที่กำลังอยู่ในช่วงหิวโหยที่สุด ฟาดอาหารเม็ดวันละหลายปอนด์
อินลี่เคาะหน้าต่างเรียกจากด้านนอก
“พี่อิ่ง แม่เสือตื่นแล้ว ลูกเสือสองตัวก็งอแง จะป้อนนมเลยไหม?”
“ยังไม่ต้อง เดี๋ยวฉันไปดูเอง”
ลูกเสือปกติจะกินนมทุกสามชั่วโมงในช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืนมักจะเป็นทุกสี่ชั่วโมง พอโตขึ้นหน่อยก็เริ่มกินน้ำซุปเนื้อหรือเนื้อบดได้ ไม่ต้องเสริมนมมื้อดึกแล้ว
พอจินหยากินอิ่มและเช็ดหน้าด้วยผ้าขนหนูเรียบร้อย เฉินอิ่งก็ลุกขึ้นเตรียมไปคอกเสือ
จินหยางับขากางเกงเขาไว้แล้วส่งเสียงครางอ้อน ไม่ยอมให้ไป
เฉินอิ่งนั่งยอง ๆ ลงอย่างจนใจ พยายามใช้เหตุผลคุยด้วย แต่จินหยาก็ส่ายหน้าไม่ฟังท่าเดียว
“พูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ เหมือนสีซอให้ควายฟังชัด ๆ”
เขาพยายามลากขาข้างหนึ่งไปที่ประตู เห็นจินหยายังทำตัวดื้อดึง เฉินอิ่งก็หมดปัญญา คิดอยู่ครู่หนึ่งเลยบอกให้อินลี่ปืดประตูเหล็กชั้นล่าง เขาจะพาจินหยาไปเดินเล่นแถวห้องพยาบาลแม่เสือ
แน่นอนว่าวิธีนี้อาจทำให้แม่เสือตื่นตกใจได้ เฉินอิ่งเลยไม่คิดจะให้จินหยาเข้าไปในห้องสังเกตอาการ แคให้นอนเฝ้าหน้าประตูก็พอ
ข้างห้องสังเกตอาการเป็นห้องเตรียมอาหาร เฉินอิ่งหยิบเนื้อตากแห้งสองแท่งกับชามใส่เนื้อเส้นปรุงสุกออกมา
เขายื่นเนื้อตากแห้งแท่งใหญ่ให้จินหยาถือแทะเล่น ส่วนเนื้อเส้นกับเนื้อตากแห้งอีกแท่งสำหรับแม่เสือ
ระหว่างที่จินหยากำลังเพลิดเพลินกับเนื้อตากแห้ง เฉินอิ่งก็รีบแวบเข้าไปในห้องสังเกตอาการ
แม่เสือหูไว ตั้งตารอจ้องประตูห้องสังเกตอาการเขม็งอยู่แล้ว
พอเห็นเฉินอิ่งเข้ามา มันก็ส่งเสียงคำรามทีหนึ่ง แต่สายตายังไม่ละไปไหน
“ไม่ต้องมอง นั่นจินหยา เพื่อนร่วมชะตากรรมของเธอเอง”
เฉินอิ่งสวมถุงมือ วางชามอาหารตรงหน้าแม่เสือ แล้วอุ้มลูกเสือขึ้นมาแนบอก
เจ้าตัวเล็กสองตัวพุงยังกางอยู่ ไม่ต้องป้อนนมเพิ่ม
อาศัยจังหวะแม่เสือกินอาหาร เขาถือโอกาสทำความสะอาดรอบ ๆ ตัวแม่เสือ แต่ยังทำไม่ทันเสร็จก็ได้ยินเสียงเล็บขูดประตูห้อง
“มาแล้ว ๆ จินหยา เป็นเด็กดีหน่อยสิ เธอเป็นผู้หญิงนะ”
เฉินอิ่งรีบเปลี่ยนผ้าอ้อมให้แม่เสือ เติมน้ำในเครื่องให้น้ำ แล้วรีบวิ่งไปเปิดประตู
แม่เสือมองเขาหัวหมุนวุ่นวายด้วยสายตาสงบนิ่ง ดวงตาสีทองอร่ามจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเฉินอิ่ง
พอเขาแง้มประตูอย่างระมัดระวัง แม่เสือก็สูดจมูก ได้กลิ่นเหม็นสาบของแมวยักษ์อีกตัว
“ฟึด” แม่เสือพ่นลมหายใจออกจมูก หลุบตามองลูกน้อยจอมซนสองตัวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วคาบหนังคอลูกเสือมากอดไว้แนบอกให้แน่ใจว่าปลอดภัย ก่อนจะหลับตาลงนอนต่อ
จินหยาไม่ได้อยากจะเข้าไปในห้องสังเกตอาการหรอก แค่ตามประสาแมวเหมือนกัน สัญชาตญาณแย่งความรักมันทำงานเฉย ๆ
พอเห็นเฉินอิ่งรีบออกมาจริง ๆ เสียงร้องของจินหยาก็อ่อนลง เอาหัวมาถูไถขาเขาไม่หยุด
ใครจะต้านทานลูกอ้อนของแมวยักษ์ได้ล่ะ? ไม่ใช่เฉินอิ่งแน่นอน
เห็นจินหยาไม่อยากกลับคอก เขาเลยพาไปนั่งเล่นที่ประตูเหล็ก ดูดาวด้วยกันซะเลย
ประตูเหล็กชั้นล่างหันหน้าเข้าหาป่า ด้วยความที่อยู่สูง วิวเลยเปิดโล่ง เป็นจุดชมวิวชั้นยอด
เฉินอิ่งนั่งบนขั้นบันได จินหยาเอาหัวเกยตักเขา หนึ่งคนหนึ่งแมวนั่งดูวิวคุยกันกระหนุงกระหนิง
อินลี่ที่กำลังเขียนบันทึกพิทักษ์ป่าอยู่ในห้องทำงานฝั่งตรงข้าม เงยหน้าขึ้นมาเห็นภาพบาดตาบาดใจ เลยหยิบมือถือมาแอบถ่ายรูปลงโซเชียลซะเลย
[บรรยากาศชิลล์เวอร์ของพี่อิ่งเขาแหละ.jpg]
โพสต์เสร็จก็เก็บมือถือ เดินออกมานั่งยอง ๆ ห่างจากประตูเหล็กสักเมตร
“ทำไมยังไม่นอนกันอีก? มานั่งดูดาวดูเดือนอะไรกันเนี่ย?”
“เจ้าคนไร้รสนิยม นายไม่เข้าใจหรอก”
เฉินอิ่งปรายตามองอินลี่อย่างเหยียด ๆ จินหยาก็อ้าปากส่งเสียงอ้อนสองสามที แล้วทำท่าเหมือนถูกลูบหัว พลิกตัวเอาตูดหันใส่อินลี่ แถมกระดิกหางใส่เบา ๆ สองที
“อาลี่ ส่งไผ่มาหน่อย ฉันจะป้อนเมิ่งเหยียนก่อนนอน”
เมิ่งเหยียนน่าจะกลัวกลิ่นแมวยักษ์สองตัว ช่วงนี้เลยทำตัวเรียบร้อยเป็นพิเศษ ไม่ดื้อไม่ซน มีข้าวกินก็กิน ไม่มีก็หลับ ไม่รู้ว่ากระดูกหายแล้วน้ำหนักจะขึ้นไปกี่กิโล
อินลี่นั่งข้างนอก เฉินอิ่งกอดจินหยาอยู่ข้างใน ช่วยกันเตรียมมื้อดึกให้เมิ่งเหยียน หั่นผลไม้ของโปรดผสมผงพืชปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เป็นอาหารเสริม
ระหว่างปั้นอาหารให้เมิ่งเหยียน จินหยาก็ยื่นหน้ามาดมด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนเกือบจะจามใส่ โชคดีที่เฉินอิ่งมือไวยกชามหนีทัน
จินหยาเลยสะบัดหน้าเดินไปนอนลงข้าง ๆ ยื่นขามาเกี่ยวขากางเกงเฉินอิ่งไว้ แล้วหาวหวอดหลับตาลง
อินลี่เห็นแล้วอิจฉาตาร้อน ขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ กะว่าจะแอบจับหางจินหยาสักที แต่พอกำลังจะแตะ จินหยาที่ดูเหมือนหลับตาก็สะบัดหางหนีวูบ
อินลี่คอตก ตบราวเหล็กแก้เก้อ แล้วลุกขึ้นเก็บกวาดเศษขยะบนพื้น
จินหยาแอบลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมาดู กลั้นขำแทบไม่อยู่
เฉินอิ่งเห็นแล้วขำกลิ้ง ขยี้หัวจินหยาอย่างหมั่นเขี้ยว ตบตัวปุ ๆ แล้วลุกไปส่งมื้อดึกให้เมิ่งเหยียน
คราวนี้จินหยาไม่ตามไป แต่ลงไปนอนกลิ้งเกลือก กวาดเศษฝุ่นผงมาติดขนที่เพิ่งสางสวย ๆ จนมอมแมมไปหมด
พอเฉินอิ่งออกมา จินหยาก็เข้าไปถูไถ
“แอ๊ว แอ๊ว งู้ งู้~” เช็ด ๆ เช็ดออกให้หน่อย สกปรก
เฉินอิ่งหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ยืนเท้าสะเอวจ้องหน้ามัน
“รู้อยู่ว่าสกปรก ยังจะลงไปกลิ้งเล่นอีกนะ!”
ดูเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว บันทึกงานวันนี้ยังไม่ได้เขียน ยังต้องเตรียมยาและอาหารให้แม่เสือสำหรับพรุ่งนี้เช้า แถมต้องตื่นมาป้อนนมลูกเสือกลางดึกอีก คงเล่นกับจินหยาต่อไม่ไหวแล้ว
ทั้งปลอบทั้งหลอกล่อกว่าจะเอาจินหยาเข้าคอกได้ เฉินอิ่งบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น เหนื่อยจนร่างแทบพัง
จังหวะที่หันหลังกลับนั้นเอง เขาก็เห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านประตูเหล็กไปอย่างรวดเร็ว